หงสาสีนิล (จบ)

    เล่มที่ 4 บทที่ 114 ชัยชนะ

            ดวงตะวันในที่สุดก็ลาลับหายไปจากทุ่งหญ้า

            ช่างรวดเร็วนัก

            ในอดีตยามเดินอยู่บนทุ่งหญ้าแล้วมองดวงตะวัน ก็รู้สึกว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นในเพียงชั่วพริบตาเท่านั้น

            ดวงตะวันข้างกายที่ยังเห็นอยู่เมื่อครู่เพียงหันไปสนทนากับสหายเพียงแค่ไม่กี่ประโยค เมื่อแหงนหน้ามองอีกครั้งก็พลันพบว่าดวงตะวันข้างกายลับหายไปเสียแล้ว

            ทันใดนั้นความมืดมิดก็เข้าปกคลุม

            หากเป็นที่อื่นคงจะเดินมองดวงตะวันยามอัสดงอย่างเอ้อระเหยระหว่างทางกลับไปกินข้าวที่เรือนได้ เพราะถึงอย่างไรก็คงทันเวลาพอดี

            ทว่ายามอยู่บนทุ่งหญ้ารกร้างแห่งนี้ โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ของทุ่งหญ้า ที่นี่ยามฟ้ามืดแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับนรก ราวกับว่าที่นี่ได้กลายเป็นอีกโลกหนึ่งทันที

            ยามราตรีคือโลกของเหล่าหมาป่าดุร้าย

            พวกมันซุ่มอยู่บนทุ่งหญ้าเงียบๆ เป็นฝูง

            แม้แต่ชาวแคว้นจิงที่เชี่ยวชาญด้านการรบยังไม่ยินดีจะปะทะกับฝูงหมาป่า

            เดิมทีพวกเขาคาดว่าภายในหนึ่งเค่อก็คงจะจัดการคนเหล่านี้ได้ อย่างมากก็คงจะไม่เกินสองเค่อ แล้วก็คงจะได้กลับไปพัก ดื่มสุรากินเนื้อสักที

            ทว่าบัดนี้ดวงตะวันก็ลับหายไปหลังทิวเขาแล้ว

            พวกเขายังไม่อาจฆ่าฝ่ายตรงข้ามได้

            ไม่เพียงจะไม่อาจปลิดชีพอีกฝ่าย คนกลุ่มนี้ยังทะลวงมาถึงใจกลางกองทัพได้ ทั้งยังปลิดชีพพวกเขาไปอีกนับไม่ถ้วน

            นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาออกทัพมาแล้วต้องล้มตายเช่นนี้

            ฟ้ามืดแล้ว พวกเขาเริ่มหมดใจที่จะบุกต่อ คิดแต่อยากจะเดินทางกลับ

            ชาวหมู่บ้านไป๋กู่เหล่านี้ยิ่งสู้ก็ยิ่งแกร่งขึ้น

            พวกเขาเองก็คิดไม่ถึงว่าพวกตนจะสามารถต้านทานกองทัพจิงได้

            ทว่ายามที่เริ่มต่อสู้จึงเพิ่งได้พบว่าทหารแคว้นจิงนั้นก็เป็นมนุษย์เช่นเดียวกับตน พวกเขาก็ตายได้เช่นกัน พวกเขาเองก็กลัวเป็นเช่นกัน

            พวกเขาไม่มีทางให้ถอยกลับ เพราะเส้นทางที่ถอยกลับก็คือมาตุภูมิของตน

             พวกเขาเพียงแค่ต้องรักษาพื้นที่ไว้ให้ได้เท่านั้น

            หากฆ่าได้สักคนก็นับว่าเสมอตัว หากสองคนก็นับว่ากำไรแล้ว

            ยิ่งกว่านั้นพวกเขายังมีอินทรีศักดิ์สิทธิ์คอยคุ้มครอง เช่นนี้พวกเขาย่อมต้องชนะเป็นแน่

            แม้ว่าพระอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้าไปแล้ว ทว่าพวกเขากลับยังไม่ยินยอมจะจากไป

            พวกเขายังคงเดินหน้า ด้วยเพราะหวาดกลัว กลัวว่าหากถอยหลัง ต่อไปก็คงจะไม่มีความกล้าที่จะลุกขึ้นมาสู้อีกแล้ว บัดนี้จึงมีเพียงแต่ต้องฆ่า ฆ่า และฆ่าเท่านั้น

            ส่วนทหารแคว้นจิงคิดเพียงแต่อยากจะถอยกลับ ไม่มีใจจะสู้ต่ออีกแล้ว ฝ่ายตรงข้ามยิ่งสู้ก็ยิ่งแกร่ง

            เพียงพริบตาเรื่องราวกลับตาลปัตรเสียแล้ว 

            แม่ทัพกองทัพจิงมองทหารฝ่ายตนที่กำลังล้มตายก็รู้สึกกลัดกลุ้ม

            เขาไม่เคยพบกับกองทัพของแคว้นเชินมาก่อน ครั้งนี้กลับถูกกลุ่มคนป่าเถื่อนสกัดเอาไว้ได้ ช่างน่าอับอายนัก

            ทว่าเขาสามารถเป็นถึงแม่ทัพได้ แน่นอนว่าไม่ได้มีเพียงแค่บ้าระห่ำแต่ไร้สมอง

            เขาพบว่าคนเหล่านี้แม้จะดูราวกับจับนกจับแพะมารวมกันเป็นกองทัพ แต่ยามต่อสู้นั้นก็มีระเบียบแบบแผน ทั้งยังเจ้าเล่ห์เพทุบาย เน้นการซุ่มโจมตีเป็นหลัก

            ไม่เหมือนชาวแคว้นเชินที่เขาเคยเจอก่อนหน้าแม้แต่น้อย ว่ากันแล้วชาวแคว้นเชินนั้นแสนคร่ำครึ พิถีพิถันเรื่องความสง่างาม ทว่าเจ้าคนกลุ่มนี้ไฉนจึงได้ใจเด็ดเช่นนี้ได้เล่า

            อีกทั้งพวกเขายังดูเหมือนว่ากำลังปกป้องคนที่อยู่ตรงกลาง

            แม่ทัพของกองทัพจิง ด้านหนึ่งก็รับมือกับคนที่ซุ่มโจมตีเข้ามา อีกด้านหนึ่งก็คอยสังเกตการณ์อยู่เสมอ

            ในที่สุดฝ่ายตรงข้ามก็เผยช่องโหว่ให้เขาเห็นด้านใน ที่แท้ตรงใจกลางของฝ่ายตรงข้าม นั่นคือเด็กหญิงคนหนึ่ง อีกทั้งนางยังงดงามนัก

            หัวใจเขาพลันเต้นดัง “ตึกตัก” ขึ้นมา

            รู้สึกราวกับว่าตนนั้นได้ทำภารกิจสำเร็จแล้ว

            ครั้งนี้ฮ่องเต้องค์ใหม่มีพระบัญชาให้เขามาโจมตีทุ่งหญ้าแห่งนี้ แท้จริงแล้วไม่ใช่เพราะเรื่องการปล้นฆ่าแต่อย่างใด  แต่เพื่อตามหาเด็กคนหนึ่ง ทั้งเมื่อหาเจอแล้วก็ให้ฆ่าเด็กคนนั้นทิ้งเสีย

            ฮ่องเต้ไม่ได้บรรยายลักษณะของเด็กคนนั้น เพียงตรัสว่าดวงตาของเด็กคนนั้นประหลาดกว่าใคร เมื่อพวกเขาเห็นแล้วย่อมจะจำได้อย่างแน่นอน

            ตรงหน้าเขาจะไม่ใช่เด็กคนนั้นได้อย่างไร แม้จะแต่งกายแบบเด็กหญิง ทว่าก็เป็นเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน ไม่ว่าจะแต่งกายแบบเด็กชายหรือเด็กหญิงก็ล้วนได้ทั้งสิ้น

            หากว่าเขาปลิดชีพเด็กคนนี้ได้ ทั้งตำแหน่งและความร่ำรวยต้องเป็นของเขาอย่างแน่นอน

            ไหนจะเป็นตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ที่กำลังกวักมือเรียกเขาอยู่

            เขาเฝ้าคอยจับตาดู ทว่ากลับแสดงออกราวกับว่าตนกำลังต่อสู้กับฝ่ายตรงข้าม ทั้งยังทำทีราวกับตนนั้นกำลังจะต้านทานไม่ไหว แต่ในความเป็นจริงเขากลับค่อยๆ คืบคลานเข้าไปใกล้เด็กหญิง

            ขอสวรรค์โปรดช่วยเขาด้วย

            รอจนเขาเห็นว่ากองทัพเริ่มจะมีช่องโหว่

            เหล่าคนรอบกายของเด็กหญิงนั้นก็ล้วนแต่ชุลมุนต่อสู้กับทหารจิงอยู่ ส่วนเด็กหญิงนั้นกำลังอยู่บนหลังม้าเพียงลำพัง

            เขากระชับหอกยาวในมือแน่น เล็งเป้าเตรียมจะขว้างออกไปอย่างแรง

            เพียงพริบตาย่อมสามารถแทงทะลุร่างของเด็กหญิงได้แน่นอน

            หอกยาวในมือเขานั้นกระทั่งจะแทงทะลุร่างชายฉกรรจ์สองคนก็ยังไหว

            นับประสาอะไรกับเด็กหญิงเพียงคนเดียว

            ทว่าเขายังไม่ทันได้ตั้งตัวก็มีอินทรีตัวหนึ่งร่อนลงมา แล้วใช้ร่างของมันขวางหอกยาวของเขาไว้

            ในขณะเดียวกันเจ้าม้าสีนิลใต้ร่างของเด็กหญิงก็พลันยกเท้าขึ้น แล้วเตะร่างของเขาออกไปไกล

            เขาเองยังไม่อยากจะเชื่อ ชายชาตรีเช่นเขาจะมาถูกเจ้าม้าเตะกระเด็นเช่นนี้ได้ เจ้าม้านั่นมีแรงมากขนาดไหนกันนะ ย่อมไม่เท่ากับม้าเพียงตัวเดียวเป็นแน่ ถึงได้ยกเท้าขึ้นเตะร่างเขาเพียงทีเดียวก็กระเด็นไปไกลเช่นนี้ได้

            ทว่าต่อมาข้างกายเขากลับปรากฏดวงตาสีเขียวของหมาป่าโผล่ขึ้นมา

            เขาแทบจะเสียสติขึ้นมาทันใด

            เป็นไปไม่ได้ เทพจันทรายังไม่ทันโผล่มา เทพสุริยะก็เพิ่งจะลับไป เจ้าพวกหมาป่าจะออกมายามนี้ได้อย่างไร

            ทว่าพวกหมาป่าก็ค่อยๆ พากันออกมาแล้ว เพียงแต่คนอื่นๆ กลับไม่เป็นอะไรแม้แต่น้อย

            ราวกันพวกมันนั้นพุ่งเข้ามาโจมตีเพียงแค่เขา

            ทันใดหมาป่าตัวหนึ่งก็พุ่งเข้ามางับมือของเขา ตัวอื่นๆ ก็พากันอ้าปาก แล้วกระโจนเข้ามาทันใด

            สุดท้ายสายตายังคงจับจ้องไปที่เด็กหญิง

            ดวงตาของเด็กหญิงลึกล้ำราวกับหุบเหวลึก เขาพบแล้ว เขาพบนางแล้วจริงๆ

            ทว่าก็ไม่ทันเสียแล้ว…เขาไม่ทันจะได้ร้องออกมา ไม่ทันจะได้เตือนคนอื่นๆ หากว่าเขาสามารถตะโกนออกมาได้จริง ๆ เกรงว่าเพียงแค่ประโยคเดียว เขาเชื่อว่าคนอื่นๆ คงจะฝ่าเข้ามาปลิดชีพนางอย่างไม่เกรงกลัวความตายอย่างแน่นอน

            เพราะเรื่องนี้ต่างหากจึงจะเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของพวกเขา

            ทว่าไม่ทันการณ์แล้ว

            ความว่องไวของพวกหมาป่าที่บดขยี้ร่างของชายหนุ่มนั้นเกิดขึ้นเพียงแค่ชั่วพริบตาเท่านั้น ก่อนที่พวกมันจะหายลับเข้าไปในพงหญ้าอีกครั้ง

            กองทัพจิงยังคงไม่หยุดล่าถอย เมื่อถึงเขตพงหญ้าก็พากันหายลับไป

            ชาวบ้านหมู่บ้านไป๋กู่ต่อสู้จนลืมความตาย ลืมแม้ความมืดมิด ลืมกระทั่งฝูงหมาป่า จวบจนได้สติจึงเพิ่งจะพบว่า เหล่าคนบนทุ่งหญ้าที่ยังมีชีวิตรอดนั้นล้วนแต่เป็นชาวบ้านหมู่บ้านไป๋กู่ 

            ในสภาพที่ต่างก็เลือดโซมกาย กระทั่งบนร่างของเฉินโย่วก็เต็มไปด้วยเลือด

            เมื่อครู่ที่เจ้าอินทรียักษ์ช่วยเฉินโย่วขวางคมหอกไว้ เลือดสดๆ ของมันก็พุ่งออกมา อาบย้อมไปทั้งร่างของเฉินโย่ว ทว่าเลือดที่สัมผัสผิวหนังนั้นกลับซึมหายเข้าไปในร่างนาง มีเพียงเสื้อผ้าเท่านั้นที่ยังชุ่มไปด้วยเลือด

            ทุกคนนั้นล้วนแต่กำลังรักษาชีวิต จึงไม่มีใครสนใจเรื่องนี้ 

            “พวกเราชนะแล้วหรือ” แม่นางนางหนึ่งตะโกนถามขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อ

            ชุดที่นางสวมขาดวิ่นจนบัดนี้เผยให้เห็นหัวไหล่ไปกว่าครึ่ง ทั้งบนไหล่ยังมีรอยแผลถูกฟันอีกรอยใหญ่ เลือดยังคงไหลอยู่

            เมื่อถามจบ นางก็หัวเราะลั่น

            ทุกคนก็พากันยินดีที่รอดชีวิตมาได้เช่นกัน

            นายท่านสามเองก็ไม่ต่าง เมื่อครู่นั้นเพราะกำลังต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายจึงไม่ได้สนใจ บัดนี้ขาทั้งสองกำลังสั่นเสียจนแทบยืนต่อไม่ไหว

            “เร็วเข้า พวกเรารีบเก็บของแล้วไปจากที่นี่ ฟ้ามืดแล้ว” นายท่านสามแหงนขึ้นมองฟ้าแล้วตะโกนลั่น

            ราชครูพลันส่ายหน้า “ไม่ทันแล้ว รีบจุดไฟเร็วเข้า”

            ใบหน้าของทุกคนดูจริงจังขึ้นทันที

            ยามราตรีบนทุ่งหญ้าคือสนามเด็กเล่นของเหล่าหมาป่า

            และก็เพราะหมาป่าเหล่านี้ที่ทำให้แคว้นจิงไม่อาจยึดครองทุ่งหญ้าอย่างโดยสมบูรณ์

            ทุกวันยามราตรีมาเยือน พวกเขาต่างก็พากันจากไป

            ทุกคนช่วยกันเก็บร่างไร้วิญญาณของเหล่าพี่ชายน้องสาว เหล่าคนที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยก็ช่วยกันดูแลคนที่บาดเจ็บสาหัส แล้วจึงมารวมกันอยู่รอบกองไฟ ยังมีเจ้าอินทรีที่ได้รับบาดเจ็บที่บัดนี้ยังยืนอยู่อย่างมึนงงบนทุ่งหญ้า

            รอบข้างพลันมีเสียงดังขึ้น

            เสียงสวบสาบเป็นสัญญาณว่าหมาป่ามาแล้ว

            ฝูงหมาป่ากรูกันเข้ามาจนแน่นขนัด จำนวนของมันมีมากจนไม่อาจนับได้

            ดวงตาสีเขียวของมันทำให้คนที่สบเข้าเกิดขนหัวลุก

            ทุกคนล้วนแต่ตึงเครียดจนแทบหยุดหายใจ เมื่อครู่พวกเขาเพิ่งจะจัดการร่างของคนที่สิ้นชีพในสงครามมา ยามนี้จึงเหนื่อยล้าเหลือเกิน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนจะมีแรงสู้กับฝูงหมาป่าหรือไม่

            อาลู่ก็เช่นกัน บัดนี้เขาก็เต็มกลืน

            ทว่าเขากับเสี่ยวอู่ก็ยังคงหันหลังชนกัน คอยปกป้องน้องสาวอยู่ด้านหน้า

            สวบสาบ สวบสาบ สวบสาบ…

            ราวกับว่าทั้งทุ่งหญ้าแห่งนี้ ทุกตารางนิ้วล้วนเต็มไปด้วยหมาป่า

            พวกเขาถูกฝูงหมาป่าล้อมไว้แล้ว

            ทุกคนต่างก็รู้เสียวสันหลัง หนาวยะเยือกไปทั้งกาย

            ราชครูเองก็พลันรู้สึกชาไปทุกรูขุมขน พวกเขาเพิ่งจะได้รับชัยชนะมาอย่างยากลำบาก บัดนี้ต้องมาถูกหมาป่ากัดกิน ช่างน่าอเนจอนาถเหลือเกิน

            ทันใดก็มีหมาป่าตัวหนึ่งโผล่มา

            มันก้มหัวลง ทำหางลู่ แล้วย่างสามขุมเข้ามา ทุกคนต่างพากันเตรียมพร้อม ทว่าเจ้าหมาป่ากลับหันไปลากศพของทหารแคว้นจิงที่อยู่ด้านข้างออกมาแล้วจึงหายลับเข้าไปในพงหญ้า

            ต่อมาหมาป่าฝูงใหญ่นั้นก็ทำเช่นเดียวกัน ต่างก็ลากศพทหารแคว้นจิงหายลับไปในพงหญ้า

            ฝูงหมาป่าตรงหน้านั้นราวกับสายน้ำก็ไม่ปาน ไหลไปเรื่อยๆ ก็หายลับไปเสียแล้ว

            ศพของทหารแคว้นจิงก็หายไปด้วยเช่นกัน เหลือไว้เพียงชาวบ้านหมู่บ้านไป๋กู่

            เหมือนกับเมื่อครู่เป็นเพียงความฝันฉากหนึ่ง หากว่าบนร่างกายไม่มีบาดแผล ก็ย่อมไม่มีทางคิดว่าพวกเขาเพิ่งจะสู้รบกับทหารแคว้นจิงมา

            กองไฟที่ลุกโชน ทุ่งหญ้าที่แสนกว้างใหญ่ ผืนฟ้ามืดมิดไร้จุดสิ้นสุด และเหล่าชาวบ้านหมู่บ้านไป๋กู่ที่เอาชีวิตรอดมาได้

            พวกเขาชนะแล้วจริงๆ หรือ?

    คล้ายกับเรื่องหงสาสีนิล (จบ) ที่คุณอ่าน