“ขอบคุณเ้าค่ะคุณหนู” มี่หลิวมองฟางซินอย่างซาบซึ้ง ในใจรู้สึกผิดนักที่เมื่อก่อนเคยคิดชิงชังฟางซินเื่ที่คุณชายฝู่คิดจะขอหมั้นหมายกับอีกฝ่าย
“มิเป็ไร” ทั้งหมดยิ้มและพูดคุยกันยาวไปจนถึงครึ่งชั่วยามฟางซินก็ขอตัวกลับก่อนเพราะนางมีร้านอีกมากมายต้องแวะไปดูบัญชีสินค้า ตลอดทางที่เดินก็มีเสียงของฟางอินคอยถามเสยงเจื้อยเจี้ยวมิหยุดปาก ‘บางครั้งมีน้องสาวคนสนิทก็ดีเหมือนกัน’
----++++----++++++++-------
หลังจากวันนั้นก็มีข่าวคราวเื่ของคุณชายฝู่เซี่ยยี่ที่ยามนี้กลายไปคนวิกลจริตไปเสียแล้วเข้าหูตู้ฟางซิน ส่วนลับตรงกลางกายถูกตัดหายไป ยามปวดเบาเมื่อใดร่างกายก็ขับของเหลวให้ไหลออกมาทันทีเปรอะเปื้อนกางเกงไปหมดทุกครั้ง อีกทั้งพูดจาก็มิรู้ความพบเจอผู้ใดรูปร่างสูงใหญ่จะต้องมีท่าทีหวาดกลัววิ่งหลบลี้หนีหายไปจนบ่าวชายต้องวิ่งตามหาอยู่ได้มิเว้นวัน ข่าวลือโด่งดังแพร่กระจายทั่วทั้งเมืองหลวงสร้างความอับอายให้แก่สกุลฝู่เป็อย่างยิ่ง
ส่วนเื่คดีความ บ้านสกุลตู้คอยหนุนหลังกวนมี่หลิวอยู่ตลอดในยามที่นางต้องเข้าไปรับฟังข้อกล่าวหาที่บ้่นสกุลฝู่ใส่ร้ายว่าตัวนางเป็ผู้ตัดสิ่งสงวนของคุณชายฝู่จนทำให้เขากลายเป็ผู้พิการ ทุกครั้งจะมีพ่อบ้านสกุลตู้ร่วมเข้าฟังความด้วย ยังมีชาวบ้านอีกมากมายมาร่วมเป็พยานว่าฝู่เซี่ยยี่เข้ามาทำร้ายกวนมี่หลิวจนนางสลบไป แต่มีชายผู้หนึ่งเป็ผู้ลากคุณชายสกุลฝู่เดินออกมาจากในบ้านในสภาพเปลือยเปล่า สอบถามผู้คนละแวกนั้นต่างก็ตอบเป็เสียงเดียวกันว่า ‘โจรป่า’ เป็ผู้ทำร้ายฝู่เซี่ยยี่จนเขาพิการแต่ผู้ตรวจการเหยาก็ไม่สามารถจามจับตัวคนร้ายได้เพราะโจรป่ามิทื้งหลักฐานใดไว้เลย เื่ราวจึงยืดเยื้อไปนานกว่าจะหาข้อสรุปได้ว่า ‘เป็เพราะโจรป่า’ สุดท้ายแล้วสกุลฝู่ก็ต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่กวนมี่หลิวหากฝู่เซี่ยยี่มิคิดจะตบแต่งนางเป็ฮูหยินซึ่งสกุลฝู่ก็ยินยอมเพื่อให้จบเื่ไป
----++++++-------------+-----
สองปีผ่านไป
“พี่ใหญ่” ฟางอินเรียกพี่สาวอยู่หน้าห้องเสียงไม่ดังนัก
“มีสิ่งใดรึ?” ฟางซินที่ยามนี้กำลังนั่งมวยผมขึ้นครึ่งศรษะเตรียมตัวออกจากเรือนไปยังท่าเรือเอ่ยถาม
“ข้าอยากไปด้วย ท่านไปขอท่านพ่อให้ข้าสิข้าอยากเห็นเรือ” ฟางอินอ้อนวอน
“วันนี้เ้าต้องเรียนเขียนบัญชีมิใช่รึจะไปได้อย่างไร?” ฟางซินเดินไปเปิดประตูห้อง ก่อนจะก้าวออกมาแล้วเดินนำฟางอินไปทางเรือนใหญ่ ยามนี้ท่านอาจารย์คงมารอน้องสาวนางแล้วกระมัง
“ก็ใช่..แต่วันนี้เป็ครั้งแรกที่บ้านเราจะทำการค้ากับต่างแคว้นโดยส่งสินค้ากันทางเรือข้ามิเคยเห็นก็อยากไปดูชม..นะพี่ใหญ่” จับแขนพี่สาวเขย่าเบาๆ
“ข้าก็มิเคยเห็น” หันมองน้องสาว “เอาเช่นนี้ดีหรือไม่…วันนี้ข้าจะไปดูก่อนแล้วค่อยมาบอกเื่ราวแก่เ้ารอวันใดที่ทุกอย่างถูกจัดการเรียบร้อยแล้วพี่จะพาเ้าติดตามไปด้วยวันนี้เ้าก็ร่ำเรียนบัญชีไปก่อน เผื่อวันข้างหน้าพี่ไม่อยู่เ้าจะได้ทำทุกสิ่งทดแทนพี่ได้”
“พูดอย่างไรของพี่น่ะ…พี่ไม่อยู่แล้วพี่จะไปไหน?”
“ก็ถ้าพี่ออกเรือนไปอย่างไรเล่า555”
“ฮึ..มิได้ออกหรอก”
“เ้าแช่งพี่รึ” ฟางซินหยิกน้องสาวเบาๆ
“โอ๊ยๆๆๆ” ลูบแขนตัวเองป้อยๆ และวิ่งไล่กัน
“ทำสิ่งใดกันน่ะ!!!” เสียงเรียกดังขึ้นด้านหลังจนเด็กสาววัยสิบสามกับสิบสี่หันไปมอง “พี่ใหญ่ พี่รอง พวกท่านใกล้จะถึงวัยปักปิ่นแล้วยังเล่นสิ่งใดเป็เด็กเล็กอีก..ฮึ น่าขัน” น้องสาม ‘ตู้ชางไห่’ เด็กชายขี้ฟ้องประจำสกุลตู้ทำท่าทีเป็ผู้รู้สั่งสอนพี่สาวต่างมารดาที่นับวันก็ยิ่งจะสนิทกันด้วยความหมั่นไส้ ด้านหลังยังมีน้องๆ อีกสามคนที่ยังวิ่งตามติดไม่เลิก
“อ่อ..เ้ามิชอบเล่นวิ่งไล่กันอย่างนั้นสิ!!” ฟางอินผู้ชอบเถียง กอดอกมองน้องชาย “เมื่อวันก่อนพี่เห็นผู้ใดหกล้มตรงบันไดหน้าเรือนใหญ่กัน เด็กชายคนนั้นร้องไห้ด้วยนะสงสัยจะยังมิเติบโต..วิ่งเล่นกับน้องๆ เสียงดังเชียว” ฟางอินมองชางไห่อย่างเหยียดหยาม
“ใคร!! ใครหกล้มกัน!!” ชางไห่วิ่งพุ่งเข้ามาใส่ฟางอินอย่างแรงเพราะโมโหที่ฟางอินล้อเขาเื่ตกบันไดทั้งๆ ที่เขาคิดว่าจะมิมีผู้ใดมาเห็นนอกจากน้องๆ ที่วิ่งตาม
พลั่ก!! พลั่ก!! เด็กสองคนทะเลาะกันผลักกันไปมาฟางซินยืนนวดขมับช้าๆ น้องทั้งสองคนนี้ชอบทะเลาะกันทั้งๆ ที่เกิดมาจากท่านแม่คนเดียวกันแท้ๆ ชางไห่ขี้ฟ้องอารมณ์ร้อนกับฟางอินผู้ไม่ค่อยชอบยอมใคร น้องน้อยอีกสามคนชายหนึ่งหญิงสองยืนหัวเราะตบมือแปะๆ ด้วยความที่ชางไห่เป็เด็กผู้ชายเข้าสิบเอ็ดหนาวแล้วจึงมีรูปร่างสูงใหญ่พอๆ กับฟางอินที่ยามนี้สิบสามหนาวก่อนที่เื่จะบานปลายฟางซินก็ตะคอกใส่คนทั้งคู่
“หยุดเดี๋ยวนะ!!!! ..มิเช่นนั้นพี่จะไปบอกท่านพ่อให้มาจัดการกับพวกเ้า” ผลั่ก!! ผลั่ก!! ยังผลักกันอยู่อีกสองสามทีก็หยุดมือ ยังดีที่มิมีใครล้ม “ทำไมจะต้องทำร้ายกันด้วยเล่าพวกเ้าเป็พี่น้องกันนะ”
“หึ ข้าจะไปบอกท่านแม่ว่าพี่รองทำร้ายข้า” ออกวิ่งตึ่กตักไปฟ้องมารดา น้องอีกสามคนก็วิ่งตามเป็พรวน
“ไปฟ้องเลย!!! ..ท่านแม่ของเ้าก็คนเดียวกันกับท่านแม่ของข้าไปเลยๆ” ฟางอินะโไล่หลังอย่างรำคาญ “ยุ่งจริงเชียว” ปัดชุดเสื้อผ้าไปมาให้เรียบร้อยก็หันมองพี่สาว “ไปเถิดพี่ใหญ่อย่าไปสนใจเด็กประหลาดนั่นเลย” จับมือพี่สาวที่น่ารักของนางแล้วก็เดินไปด้วยกัน “ชุดสีเหลืองที่พี่ใส่เมื่อวานข้าชอบมากเลย พี่ยกให้ข้านะ” หันมาขอแบบตรงๆ ไม่อ้อมค้อมเหมือนทุกครั้งที่นางอยากได้
“อืม..ใส่ได้ก็เอาไป” ฟางซินส่ายหน้าอย่างเบื่อหน่ายกับครอบครัวที่วุ่นวายของนาง ‘เมื่อใดข้าจะหลุดพ้นนะ..เฮ่อออ’ จวบจนฟางซินเดินไปส่งฟางอินร่ำเรียนเขียนบัญชีแล้วนางจึงขึ้นรถม้าออกจากจวนไปทำกิจธุระทันที
------++++++---------++++++-----
ท่าเรือในตรอกชินโจว
เสียงะโขายสินค้าตรงสองข้างทางดังสนั่นยามที่ฟางซินเดินเข้าไป ตรอกนี้เพิ่งถูกสร้างขึ้นมาใหม่เพื่อทำทางขนส่งสินค้าทางเรือ วันนี้ตู้ชงไห่สั่งให้นางมาดูผ้าไหมหลากหลายสิบพับที่จะต้องนำส่งเข้าวังหลวง เหตุที่ต้องนำมาทางเรือก็เพราะ่นี้ตามแนวเขตชายแดนมีโจรดักปล้นสินค้า จนมิมีพ่อค้ากลุ่มใดกล้าผ่านทาง
เดินไปจนเกือบจะถึงเรือที่หมายฟางซินก็ชนเข้าสตรีคนหนึ่ง ตุ้บ!!! ต่างคนต่างเซอย่างแรง จินเมี่ยวรีบวิ่งเข้ามาพยุงและต่อว่า
“เดินอย่างไรกันมิดูทางรึ!!”
“ข้าขออภัยคุณหนูด้วย เป็เพราะมัวแต่ดูของใช้ขออภัยเ้าค่ะ” สตรีร่างบางใบหน้าหมดจดแลดูน่าทนุถนอมค้อมหัวให้ฟางซินเล็กน้อย
“มิเป็ไร ข้าก็มิได้ระวังทางและมิได้มองดูเ้า” ฟางซินยิ้มให้สตรีตรงหน้าที่มีกิริยามารยาทงดงามราวกับเป็สตรีชั้นสูงแต่คงจะเยาว์วัยกว่านาง
“คุณหนู!!!” สาวใช้นางหนึ่งวิ่งมาเรียกสตรีตรงหน้าฟางซิน “เ้าของร้านผ้าบนเรือบอกว่ามิมีผ้าไหมหลงเหลือแล้วเ้าค่ะ..ผ้าทุกพับถูกสั่งจองเอาไว้หมดแล้วเป็ของร้านค้าสกุลตู้เ้าค่ะ” สาวใช้ผู้นั้นหืดหอบระหว่างพูดคุย
“เช่นนั้นรึ..แล้วข้าจะทำเช่นใดดีเล่าท่านพ่อสั่งให้ข้าหาผ้าไหมไปเป็ของกำนัลแด่จางฮองเฮาในวันพระราชสมภพ” สตรีตรงหน้ายืนเคร่งเครียด
ตู้ฟางซินนิ่งคิด ‘นำผ้าไหมไปเป็ของกำนัลแก่ฮองเฮารึ..สตรีผู้นี้เป็ใครกัน’
“ไปกันเถิดเ้าค่ะคุณหนู” จินเมี่ยวชวนฟางซินออกเดิน
“รอก่อน” ตอบสาวใช้แล้วหันมองสตรีหน้าตาหมดจด “คุณหนูท่านนี้ข้ามีนามว่าตู้ฟางซินและข้าอาจจะช่วยคุณหนูได้..มิทราบว่าคุณหนูมีนามว่า..?”
“ข้ามีนามว่า…'ไป่เยว่ชิง' บุตรีของท่านเสนาบดีฝ่ายขวา ไป่เยี่ยกวง เ้าค่ะ”