บทที่20
คนไข้คนแรก
ท่ามกลางกลุ่มคนที่มากมายกำลังมุมดูร่างของคนป่วยกำลังนอนหมดสติอยู่ที่บริเวณพื้นชายผู้ที่มีร่างกายอ้วนท้วนยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาจับกุมบริเวณหน้าอกใบหน้าซีดเผือดไม่ดูดีนักแถมยังแสดงความเ็ปออกมาจากทางใบหน้าอย่างชัดเจน
คนผู้นี้ผู้คนกล่าวว่าก่อนหน้านี้เขาเดินอยู่บนถนนในขณะที่กำลังเดินอยู่ดีๆชายร่างกายอ้วนท้วนผู้นี้ก็ล้มพับลงไปแถมยังแสดงท่าทางเ็ปออกมา
บุคคลที่อยู่บริเวณรอบๆไม่ทราบเื่ราวที่เกิดขึ้นมองเห็นท่าทางและอาการของผู้ที่นอนอยู่ไม่ค่อยจะดีนักเลยไม่มีผู้ใดกล้าขยับเขยื้อนร่างกาย
ผู้คนมากเข้ายิ่งดูยิ่งตื่นตระหนกพากันส่งเสียงะโร้องไปทั่วทั้งตลาด
ลู่หยางเป็ผู้ที่เข้ามาถึงในขณะที่ผู้คนมากมายอยู่ตรงบริเวณนี้ก่อนแล้วแต่เมื่อเขาเข้ามาถึงบริเวณนี้มองเห็นอาการของชายผู้นี้ไม่ค่อยจะดีนักรู้ได้ในทันทีเลยว่าจำเป็จะต้องรีบลงมือ
แต่กระนั้นคนผู้นี้ก็เป็คนไข้คนแรกของเขาอันที่จริงแล้วก่อนหน้านี้แม้ว่าเขาจะศึกษาเกี่ยวกับการรักษามาเป็จำนวนมากแต่ว่าเขาเองก็ยังไม่เคยลงมือรักษาคนป่วยจริงๆเลย
เรียกได้ว่าตอนนี้เขาเป็ปราชญ์ที่มีแต่ทฤษฎีอยู่เต็มหัวแต่ไม่เคยลงมือปฏิบัติไม่แปลกที่ภายในใจนั้นจะรู้สึกกังวลได้รู้สึกกระวนกระวาย
เขาไม่มั่นใจว่าการรักษาของเขามันจะได้ผลหรือไม่เขาไม่สามารถรักษาได้บางทีคนผู้นี้อาจจะาเ็หนักๆเป็ว่าเท่านั้นเป็คนที่ทำร้ายอีก
ในขณะที่ความคิดนั้นสองจิตสองใจภายในหัวนั้นเต็มไปด้วยความกังวลเมื่อเห็นอาการของผู้ที่อยู่ด้านหน้ายิ่งทรุดต่ำลงไปอีก
มันก็ทำให้เขาสามารถตัดสินใจได้คนพวกนี้ถ้าเขาไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยอีกไม่นานความตายจะต้องมาถึงคนผู้นี้อย่างแน่นอน
และเมื่อคิดได้เช่นนั้นลู่หยางส่งเสียงอย่างรวดเร็วบอกผู้ที่อยู่บริเวณรอบๆ “ช่วยหลบให้หน่อยข้าอาม่าช่วยเขาได้!!! ”
ผู้คนที่อยู่บริเวณรอบๆต่างพากันหันมองด้วยความสงสัยดวงตามากมายหันมองด้วยความสงสัยมองเห็นบุรุษที่แปลกหน้าแปลกตาไม่เคยพบเห็นมาก่อน
แม้ว่าลู่หยางจะเข้ามาอยู่อาศัยภายในเมืองแห่งนี้ได้ร่วมหนึ่งเดือนแล้วแต่ว่าเขาเองก็ยังเป็คนที่ไม่คุ้นหน้าคุ้นตาสำหรับผู้คนมากมายภายในเมืองอยู่ดี
เป็เพราะว่าเขาอยู่อาศัยบริเวณเขตนอกเมืองที่อยู่ห่างไกลออกไปเลยทำให้ผู้คนส่วนใหญ่นั้นแทบจะไม่เคยเห็นเขา
กระนั้นเมื่อคนผู้นี้พูดออกมาคนส่วนใหญ่ก็พอจะหลีกทางให้ลู่หยางมองเห็นคนแหวกตัวเป็วงกว้างให้เรียบร้อยแล้วเขาเข้าประชิดอย่างรวดเร็วย่อกายของตนเองต่ำลงให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับร่างของผู้ที่กำลังนอนอยู่
ปลายนิ้วมือของตนเองยกขึ้นมาจับคำชีพจรััได้ว่าชีพจรของอีกฝ่ายกำลังสับสนศาสตร์ในการรักษาของยุคสมัยนี้แตกต่างจากยุคสมัยใหม่ที่เขานั้นเคยผ่านมา
ยุคสมัยนี้จะใช้ศาสตร์ที่เรียกว่าการจับชีพจรและก็พวกการฝังเข็มเป็การรักษาหลักโดยที่มีพวกยาสมุนไพรเป็ตัวส่งเสริม
เครื่องมือแพทย์ไม่ได้ทันสมัยแบบภายในยุคสมัยเขาแบบนี้มันก็เลยทำให้เขาพอจะศึกษาศาสตร์เหล่านี้ได้โดยมีลมปราณเข้ามาเกี่ยวข้อง
ลมปราณเป็สิ่งที่ทำให้ประสาทััทั้งเฉียบคมมากขึ้นเขาใช้ลมปราณของตนเองในการััอาการของอีกฝ่ายได้
อย่างเช่นการจับคำชีพจรสามารถจับคำที่ชีพจรของอีกฝ่ายได้
ดวงตาทั้งสองข้างพับปิดลงใช้สมาธิของตนเองตรวจดูอาการ‘ ส่วนให้เพราะความดัน.. ’
นั่นคือสิ่งที่เขาพอจะคาดเดาได้คนผู้นี้อยู่ใน่วัยประมาณห้าสิบหรือว่ามีอายุในระดับนึงแล้วแถมยังมีร่างกายอ้วนท้วนสุขภาพเองก็ไม่น่าจะแข็งแรงนัก
เพราะแบบนั้นพวกความดันหรือว่าพวกโรคต่างๆเองก็คงจะมาตามสุขภาพที่ไม่แข็งแรง
รู้ถึงอาการคร่าวๆลู่หยางใช้สองนิ้วของตนเองจิ้มเข้าไปที่จุดชีพจรสองจุดถ่ายทอดลมปราณเล็กน้อยกระตุ้นร่างของคนผู้นั้น
เพียงแค่ใช้นิ้วสองนิ้วอาการของชายร่างกายอ้วนท้วนที่กำลังนอนอยู่อย่างเ็ปมีท่าทางทุเลาเบาบางลง
ใบหน้าที่เคยเขียวช้ำและเต็มไปด้วยความเ็ปตอนนี้ค่อยๆผ่อนคลายความเ็ปที่อยู่บนใบหน้าค่อยๆหายไปหลายส่วน
พวกที่อยู่บริเวณรอบๆต่างพากันตื่นตระหนกใในขณะเดียวกันพวกเขานั้นก็ชื่นชมด้วยเช่นเดียวกันบุรุษผู้นี้ยังวัยหนุ่มฉกรรจ์แท้ๆมีวิชาแพทย์ที่ล้ำเลิศ
นั่นคือสิ่งที่ผู้คนพอจะเห็นมันน่าอัศจรรย์เพียงใดเล่าเพียงแค่ใช้สองนิ้วมือจิ้มลงไปทำให้อาการาเ็ที่ทุเลาเบาบางราวกับว่ากำลังจะตายให้ได้ทุเลาเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด
ตอนแรกสายตาของผู้คนมองลู่หยางว่าเป็คนแปลกหน้าแต่หลังจากที่เขาเริ่มลงมือรักษาผู้คนมองเขาเป็ผู้วิเศษในทันที
รอบกายนั้นเต็มด้วยคำชื่นชมมากมายของเหล่าผู้คนแต่ว่าลู่หยางไม่ได้สนใจคำชื่นชมและเสียงชื่นชมของเหล่าผู้คนพวกนั้นเลยสักนิด
ผู้ใดอาจจะไม่สังเกตเห็นตอนนี้มือของเขามันสั่นระรัวเขากำลังกังวลกับการรักษาครั้งแรกของตนเองอยู่
ลู่หยางปล่อยลมหายใจออกมาอย่างผ่อนคลายพยายามสูดหายใจของตัวเองเข้าลึกๆหลังจากนั้นเริ่มหยิบเข็มหนึ่งเล่มออกมาจากภายในเสื้อ
เข็มที่เขาหยิบออกมาเป็เข็มธรรมดาหาได้ใช่เข็มหยกเทวะเขามีเข็มอยู่ภายในร่างกายที่เป็เข็มใช้ในการรักษาอยู่สองชนิด
หนึ่งชนิดคือเข็มทางการแพทย์ที่เหล่าแพทย์ส่วนใหญ่ต่างพากันใช้ในการรักษาซึ่งมันก็คือเข็มที่กำลังอยู่ภายในมือของเขาในตอนนี้
แต่มันก็มีอีกเข็มนึงที่อยู่ภายในเสื้อของเขานั่นคือเข็มหยกเทวะที่ท่านอาจารย์หญิงมอบให้เขามามันเป็สิ่งล้ำค่า
ท่านอาจารย์หญิงของเขาได้บอกและกำชับเอาไว้แล้วว่าเข็มหยกเทวะไม่ใช่เข็มที่สามารถใช้ได้กับทุกอาการ
ในสถานการณ์เช่นนี้สิ่งที่เขานำออกมาคือเข็มธรรมดาที่เหมาะกับสิ่งที่เกิดขึ้นมากที่สุด
ลู่หยางใช้เข็มที่อยู่ภายในมือของตนเองทิ่มออกไปอย่างรวดเร็วเขาใช้มันทิ่มลงไปบริเวณกลางหน้าอกของชายผู้นั้น
หลังจากที่เข็มมันถูกทิ่มลงไปที่บริเวณกลางหน้าอก ลู่หยางเขาทิ่มมันลงไปอย่างเบามือเมื่อทำการที่มันลงไปก็ปลดปล่อยลมปราณตามเข็มเหล็กลงไปด้วย
ลมปราณอ่านเข็มเหล็กเข้าแทรกซึมร่างกายสยบอาการที่กำลังเป็อยู่ชายผู้นั้นอาการทุเลาเบาลงอย่างรวดเร็วใบหน้านั้นดูดีขึ้นหลายส่วน
ลู่หยางช่วยคนผู้นี้ได้สำเร็จเขาได้ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างผ่อนคลายดวงตาทั้งสองข้างพับปิดตอนนี้ภายในใจเหมือนกับว่าตนเองนั้นได้ยกูเาก้อนใหญ่ออกจากอก
เมื่อเห็นว่าการรักษาของเขาสามารถผ่านพ้นไปด้วยดีเขายกมือทั้งสองข้างของตนเองขึ้นมาจับกุมบริเวณหน้าอกของตนหัวใจภายในอกข้างซ้ายมันเต้นดังกึกก้องอยู่ภายในอกราวกับว่ามันจะกระเด็นหลุดออกมาด้านนอกเสียให้ได้
‘ ตามหลักการแล้วต้องปักเข็มนี้ไว้ประมาณสิบลมหายใจจากนั้นก็ค่อยดึงออก ’ลู่หยางนั่งนับลมหายใจของตนเองไปพลางจ้องมองสิ่งที่อยู่ด้านหน้าไปพลาง
เมื่อเขานับได้แล้วครบถ้วนสิ้นลมหายใจมือของเขายื่นไปด้านหน้าอย่างรวดเร็วยื่นไปจับเข็มของตนเองแล้วก็ดึงมันออกมา
เข็มนั้นถูกดึงออกชายร่างกายอ้วนท้วนผู้นั้นอาการดีขึ้นอย่างทันควันผู้คนบริเวณรอบรอบต่างพากันตื่นตระหนกกับสิ่งที่ตนเองได้พบเห็น
พวกเขานั้นกำลังจะเอ่ยปากชื่นชมผู้ที่ช่วยเหลือชีวิตของชายผู้นี้แต่เพียงแค่ละความสนใจไปที่คนผู้นั้นครู่เดียวเท่านั้นร่างกายของเขาก็หายไป
ลู่หยางหายไปจากบริเวณนั้นหลุดรอดออกมาจากกลุ่มคนมากมายมุ่งตรงกับไปที่สถานศึกษาเพื่อเฝ้ามองบุตรสาวของตนเองต่อ
ในวันแรกดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นลี่อินร่ำเรียนวิชาภายในห้องตามปกติแม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าภายในห้องเรียนนั้นสอนอันใดบ้างแต่การเฝ้ามองอยู่กับงานก็พอจะรู้ว่าบุตรสาวของเขาไม่ได้มีปัญหา
เพราะแบบนั้นกล่องกระบี่ที่เขาเตรียมมาด้วยเจ็ดกระบี่ด้านในก็คงจะไม่ต้องอาบเืผู้ใดแล้ว
หนิงหนิงอยากเลิกเรียนกลับมาถึงบ้านในยามเย็นได้เล่าเื่ราวทุกอย่างให้กับบิดาของตนเองฟังนางเล่าอย่างสนุกสนานเกี่ยวกับความรู้มากมายที่เราอาจารย์ภายในสถานศึกษามอบให้กับนาง
หนิงหนิงนางเป็เด็กฉลาดสามารถจดจำเื่ราวทุกอย่างได้โดยฟันเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น
อย่างเช่นเหตุการณ์ก่อนหน้านี้เกี่ยวกับพืชพรรณและดอกไม้ภายในส่วนของครูใหญ่ที่มีแต่พืชพันธุ์หายากมากมายแต่นางกับสามารถต่อพวกมันได้ทั้งหมด
โดยความจริงในเื่นั้นหนิงหนิงนางบอกว่าก่อนหน้านี้ที่อยู่ใกล้หุบเขามีครั้งนึงนางหยิบเจอตำราเล่มนึงเลยลองสอบถามกับท่านอาจารย์หญิง
อาจารย์หญิงของลู่หยางเล่าเื่เกี่ยวกับสมุนไพรภายในตำราเล่นนั้นให้กับหนิงหนิงฟัง
อาจารย์หญิงเล่าเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นแต่ว่าหนิงหนิงยังจำทุกอย่างได้จนถึงตอนนี้เมื่อได้รู้ความจริงเช่นนั้นลู่หยางสามารถรู้ได้ในทันทีว่านางเป็อัจฉริยะ
ในการข้างหน้าพร์ของนางจะต้องเป็ประกายอย่างแน่นอน
เวลาผ่านไปประมาณสามวัน
เื่เล่าลือหมอวิเศษที่ปรากฏกายกลางเมืองผู้คนมากมายภายในเมืองแห่งนี้ต่างพูดปากต่อปากและก็พูดถึงหมอวิเศษผู้ที่ช่วยชีวิตคนใจกลางเมืองได้โดยใช้เข็มเพียงแค่เล่มเดียว
เพียงแค่สามวันเท่านั้นเื่เกี่ยวกับหมอวิเศษผู้ที่รักษาคนภายในเมืองแห่งนี้ก็ได้แพร่สะพัดไปไกลแต่กลับไม่มีผู้ใดล่วงรู้เกี่ยวกับตัวตนของหมอวิเศษผู้นั้นว่าเขาเป็ผู้ใด
เมืองตี้หนานมีผู้คนอยู่อีกหลายคนที่มีโรคเจ็บป่วยแต่ว่ายังไม่มีหนทางรักษาต่างพากันตามหาหมอวิเศษผู้นั้นเพื่อหวังจะรักษาชีวิตของตนเอง
แต่สามวันที่ผ่านมากับไร้ร่องรอย
หารู้ไม่ผู้ที่เป็ผู้ถูกพูดถึงอยู่ในตอนนี้เขาเป็ชายหนุ่มที่กำลังยกจอบและเสียมทำสวนอยู่บริเวณที่ดินของตนเอง
ยามเที่ยงวันแสงแดดสาดส่องลู่หยางพี่กำลังก้มๆเงยขุดแปลงผักอยู่ยกใบหน้าของตนเองขึ้นเล็กน้อยอยากรับแสงแดดที่สาดส่องลงมาจาก้าพลางยกมือขึ้นมาปาดเหงื่อบนใบหน้าเล็กน้อย
แต่ไม่นานนักเสียงบริเวณด้านหลังก็ดังขึ้นเสียงฝีเท้าของกลุ่มคนจำนวนมากมาประชิดอยู่บริเวณด้านหน้ารั้วบ้าน
ลู่หยางเพียงได้ยินเสียงเล็กน้อยก็รู้ได้ทันทีว่าบริเวณด้านหน้ารั้วบ้านของเขามีผู้คนมากมายมารอบริเวณด้านหน้า
จบบท