
เปิดจอง รูปเล่มแล้วนะคะ ั้แ่วันนี้ - วันที่ 5 มี.ค เป็ต้นไปค่ะ สามารถจองได้ที่โพสปักหมุดของนักเขียนใน Facebook นะคะ ชื่อ อารัญ.นามปากกา
การชำระเงิน ราคา 450 บาท ยังไม่รวมค่าส่ง ซึ่งนักเขียนจะสรุปยอดให้ภายในสัปดาห์สุดท้ายก่อนปิดพรีค่ะ
การโอน สามารถโอนได้ั้แ่วันที่ 6 - 10 มี.ค. เท่านั้นค่ะ พิมพ์จำนวนจำกัด นักอ่านท่านใดที่จองและชำระเงินในตอนพรี นักเขียนจะแถม หลงลืมตัวตาย เื่สั้นแนวลึกลับให้อีก 1 เล่มนะคะ แต่ถ้าไม่มา่พรี จะไม่ได้แถมนะคะ
ขอบคุณค่า
เสียงริงโทนเรียกเข้าของโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ที่ตอนนี้กำลังกรีดร้องระงมดังก้องไปทั่วห้องชุดสุดหรูของคอนโดกลางเมืองในยามเช้า มธุรสวางมือจากการทาแยมส้มลงบนผิวขนมปัง เพื่อเดินมารับสายอย่างงุนงง เพราะเวลาในตอนนี้ยังไม่ถึง 6 โมงเช้าดีเลยด้วยซ้ำ ยิ่งเห็นเบอร์ที่โชว์อยู่ที่หน้าจอโทรศัพท์ด้วยแล้วยิ่งไม่คุ้นตาเอาเสียเลย
“สวัสดีค่ะ” หญิงสาวกรอกเสียงทักทายลงไปหลังจากที่กดรับสาย เพียงไม่นานก็มีเสียงทุ้มเข้มถามกลับมา
“คุณตื่นนอนหรือยัง?”
“ตื่นแล้วค่ะ แล้วคุณเป็ใครคะ?” เธอถามกลับอย่างงงๆ
“ผมเป็เ้านายของคุณไง วันนี้คุณเริ่มทำงานวันแรกนะ อย่าลืมสิ” ปลายสายตอบกลับ น้ำเสียงเจือหัวเราะนิดๆ
มธุรสเบ้ปากมองบนให้กับคู่สนทนาที่โทรมายียวนกวนอารมณ์เสียั้แ่ไก่โห่จนทำให้ยามเช้าที่แสนสดใสต้องหม่นหมองลงไปอย่างถนัดตา
“แล้วมีเ้านายที่ไหนเขาโทรมาปลุกพนักงานแต่เช้าขนาดนี้กันคะ เวลาเข้างานตามบริษัทต่างๆ ส่วนใหญ่มันแปดโมงเช้าไม่ใช่เหรอคะ?” หญิงสาวบอกเสียงเนือย
“ก็ใช่” คู่สนทนายอมรับ “แล้วคุณรู้เหรอว่าวันนี้คุณต้องไปทำงานที่ไหน?”
“เออ..ใช่” เธอคิดตอบในใจ หากแต่ในความเป็จริงมันกลับกลายเป็ความเงียบ ทำให้คู่สนทนาที่รอฟังคำตอบอยู่ปลายสายต้องเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง
“คุณพักอยู่ที่ไหน?”
“ถามทำไมคะ?” ไม่เพียงแต่ไม่ตอบ แถมยังถามกลับอีกด้วย เอาสิ กวนมากวนกลับไม่โกง
“เดี๋ยวผมจะไปรับ”
“ไม่เป็ไรค่ะฉันมีรถ คุณสามารถบอกพิกัดมาได้เลยนะคะว่าออฟฟิศอยู่ที่ไหน รับรองว่าฉันไม่ไปสายแน่นอนค่ะ”
“ผมจะต้องไปบรีฟงานคุณก่อนเข้าออฟฟิศ”
“หา! บรีฟงาน งานเลขาต้องมีบรีฟงานด้วยเหรอคะ?” เธอเอ่ยถามอย่างงงๆ เช้านี้รู้สึกว่าจะงงหลายอย่าง เอ..หรือว่าตัวเองพักผ่อนไม่เพียงพอ ขอนอนต่อเลยดีไหมนะ
“ตอนนี้พักอยู่ที่ไหน ผมจะได้รีบไปรับ ขืนออกสายกว่านี้รถจะติดแล้วเราจะมาทำงานสายด้วยกันทั้งคู่ ยิ่งคุณเป็พนักงานใหม่ ทำงานวันแรกก็มาสาย มันจะเสียประวัติเอานะ” ปลายสายมีข่มขู่เล็กน้อย
มธุรสชั่งใจอยู่ชั่วครู่ ก่อนตอบออกไปเสียงเบา “เดอะคริสตัลคอนโด สุขุมวิทค่ะ”
“โอเค เดี๋ยวถึงแล้วผมจะโทรหา” พูดจบสายก็ตัดไป
หญิงสาวกลับไปที่เคาน์เตอร์ทำอาหารที่ได้ทำขนมปังทาแยมส้มทิ้งเอาไว้ ตอนนี้ผิวขนมปังมันเริ่มแห้ง ไม่น่าทานเสียแล้ว
“คิดถูกไหมเนี่ยเรา ที่รับงานนี้”
รถฮอนด้า CR-V 2.4 i-VETC ปี 2017 สีแดงเพลิงจอดสงบนิ่งอยู่ที่ลานจอดรถภายในเดอะคริสตัลคอนโดเพื่อรอใครอีกคนหนึ่ง ชายหนุ่มผู้เป็เ้าของออกมายืนพิงรถรอสาวเ้าอย่างอารมณ์ดี รอเพียงไม่นานก็เห็นคนที่้าพบเดินตรงเข้ามาหา การแต่งกายของเธอในวันนี้ดูเรียบร้อยแปลกตาไปอย่างสิ้นเชิง ใบหน้านวลของเธอนั้นแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางเพียงบางเบาไม่ได้จัดจ้านแบบที่เห็นเมื่อ 2 คืนก่อน ทำให้ตนเองไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ว่า พวงแก้มที่เห็นด้วยตาในตอนนี้นั้นเป็สีชมพูระเรื่อที่เกิดจากการใช้เครื่องสำอางแต่งแต้มหรือเป็แก้มสาวธรรมชาติ อีกทั้งยังริมฝีปากอิ่มสีชมพูอ่อนนั่นอีกเล่า ใช่แค่ทาลิปกลอสเพียงแค่นั้นจริงๆ เหรอ ทำไมมันช่างดูเย้ายวนชวนััเป็บ้า
“สวัสดีค่ะ” มธุรสยกมือขึ้นไหว้ ทำเอาชายหนุ่มที่กำลังตกอยู่ในห้วงภวังค์รีบยกมือขึ้นรับไหว้แบบไม่ทันตั้งตัว แปลกใจในความมีมารยาทของเด็กรุ่นใหม่ที่หาได้ยากมาก
“หิวไหม? เดี๋ยวเราไปหาอะไรแถวนี้ทานกันก่อน แล้วเดี๋ยวผมจะได้บรีฟงานให้ฟัง”
ภูชิสส์พูดพลางกดรีโมทเปิดประตูรถ สัญญาณไฟหน้ารถกระพริบเป็จังหวะ 2 ครั้ง พร้อมกับเสียง ปิ๊บ ที่ดังขึ้นสั้นๆ
“ฉันทานขนมปังมาแล้วค่ะ เลยไม่ค่อยหิวเท่าไหร่จะบรีฟงานระหว่างทางไปออฟฟิศเลยก็ได้นะคะ จะได้ไม่เสียเวลา”
ชายหนุ่มทำเสียงจิ๊กจั๊กอยู่ในลำคอ “กินแค่ขนมปังรองท้องมันจะอิ่มไหม แล้วจะเอาสารอาหารที่ไหนไปบำรุงสมอง ไม่รู้หรือไงว่ามื้อเช้ามันสำคัญที่สุด ตอนเด็กๆ มีใครเคยสอนบ้างไหม?”
มธุรสเริ่มหน้าตึง นี่มันอะไรกันโดยเทศน์แต่เช้า เธอไม่ใช่เด็กน้อยแล้วนะ
“มีค่ะ แต่รีบ เลยหาอะไรง่ายๆ ทานรองท้องไว้ก่อน” หญิงสาวเอ่ยท่อง 1 ถึง 10 ก่อนที่จะบอกตัวเองในใจ ‘50,000 เดือนละ 50,000 อดทนไว้ น้ำหวาน อดทนไว้’
ภูชิสส์ยิ้ม เมื่อเห็นใบหน้าที่เริ่มไม่พอใจของคู่สนทนาร่างเล็กที่อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะพูดขึ้นมา “ไปขึ้นรถ งานแรกของคุณในวันนี้คือต้องไปทานข้าวเช้ากับผม”
“ห๊ะ! อะไรนะ” มธุรสอุทานออกมาเสียงดังก่อนคิดในใจ ‘นี่มันงานบ้าอะไรวะเนี่ย..’
เ้าของรถเลี้ยวรถเข้ามาจอดที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งซึ่งไม่ไกลจากคอนโดที่พักเท่าไหร่นัก เป็ร้านอาหารที่มธุรสอยากจะกรีดร้องออกมาดังๆ ในทันทีที่เห็น เพราะการตกแต่งร้านออกมาในโทนสีหวานพาสเทล ฟรุ้งฟริ้ง น่ารักมาก มากเสียจนไม่น่าเชื่อเลยว่าคนที่พามากินอารที่ร้านนี้นั้นจะไม่ใช่คนในละแวกนี้ อย่าว่าแบบนั้นเลย แม้กระทั่งตัวเธอเองที่อยู่ใกล้ๆ ยังไม่รู้เลยว่ามีร้านแบบนี้ตั้งอยู่ ถ้ารู้นะจะมาใช้บริการบ่อยๆ จนกลายเป็ร้านประจำอย่างแน่นอน
ภูชิสส์หันหลังกลับมามองคนที่เดินตามหลังต้อยๆ แล้วอดยิ้มขำไม่ได้ ในตอนนี้เ้าหล่อนจะรู้ตัวไหมนะว่าเธอน่ะกำลังทำตาโตเท่าไข่ห่าน และมีท่าทางตื่นตาตื่นใจเหมือนกับเด็กที่มาเจอที่เที่ยวที่ถูกใจเสียอย่างนั้น
ชายหนุ่มก้าวเท้ายาวๆ เดินเข้ามาภายในร้านก่อนที่จะเลือกนั่งที่นั่งด้านในสุดเพื่อความเป็ส่วนตัว แถมมุมตรงนั้นยังติดกับกระจกเพื่อดูวิวภายนอกร้าน ทำเอาสาวขาสั้นแทบจะต้องวิ่งตาม เมื่อรู้ตัวแล้วว่าถูกทิ้งเพราะมัวแต่มองบรรยากาศรอบร้าน
“สั่งเลย” มือหนาเลื่อนเมนูอาหารเล่มใหญ่มาให้เบื้องหน้า “เดี๋ยวเราจะได้เริ่มบรีฟงานกัน”
มธุรสที่กำลังเริ่มก้มหน้าลงอ่านรายการอาหารในเมนูถึงกับชะงักกึก “นี่ต้องบรีฟงานกันจริงๆ ใช่ไหมคะ?”
“จริงสิ เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน”
“งั้นบรีฟงานก่อนเลยดีกว่าค่ะ” หญิงสาวพูดพลางปิดเมนูที่กางออกเมื่อครู่ วางลงบนโต๊ะ มองหน้าคู่สนทนาอย่างจริงจัง
“ไม่..ผมหิว เราต้องกินข้าวก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยคุยเื่งานกัน เอ…หรือว่าคุณอยากจะกินอย่างอื่น ไม่อยากกินข้าวว่างั้น?” ผู้พูดทำท่าทางไม่รู้ไม่ชี้ เปิดดูรายการอาหารในเมนูไปเรื่อยๆ
เป็ครั้งที่ 2 ของวันนี้ ที่เธอต้องนับ1-10 ในใจอีกครั้ง
“น้องคะ” มธุรสชูมือขึ้นเหนือศีรษะ เรียกพนักงาน “ขอสั่งอาหารค่ะ”
พนักงานสาววัยรุ่นน่ารักเดินตรงมารับออเดอร์ที่โต๊ะ พอเดินมาถึงหญิงสาวก็จิ้มรายการที่้าบนเมนู
“เอานี่นะคะน้อง อันนี้ด้วยนะคะ อันนี้ก็น่าทานเอามาด้วยนะ” เธอใช้นิ้วมือจิ้มรายการอาหารแบบรัวๆ ในหน้าเดียวกัน ก่อนจะพลิกไปหน้าต่อไป และหน้าต่อไป
“นี่ด้วยค่ะ แล้วก็ขอน้ำส้มสักแก้วก็แล้วกันนะคะ ขอบคุณค่ะ” พูดจบก็ยื่นเมนูส่งคืนให้กับพนักงาน “อ้าว..แล้วทำไมคุณไม่สั่งอะไรทานเลยล่ะคะ ไหนบอกว่าหิวไง?”
ภูชิสส์ส่ายหัว ยิ้มขัน “ผมไม่สั่งแล้ว เดี๋ยวกินกับคุณนั่นแหละ”
พนักงานสาวรับเมนูคืนจากลูกค้าก่อนที่จะถอยร่นออกไปเพื่อจัดอาหารมาเสิร์ฟ
“บอกได้หรือยังคะ ว่าจะบรีฟงานยังไง เนื้องานมีอะไรบ้าง?” คนรอบรีฟงานเริ่มรอไม่ไหว ถามเสียงเครียดจริงจัง
“คุณชื่ออะไร?”
คนถูกถามกระพริบตาปริบๆ “มธุรสค่ะ”
“ชื่อเล่นล่ะ?”
“น้ำหวาน หรือเรียกสั้นๆ ว่าหวานก็ได้ค่ะ”
“ผมชื่อภูชิสส์ ชื่อเล่นชื่อเต้นะ ยินดีที่ได้รู้จัก” เขายื่นมือออกไปตรงหน้า เธอทำหน้างงและลังเลเล็กน้อย เมื่อพยายามคิดให้ออกว่าเคยได้ยินชื่อนี้จากที่ไหนสักแห่ง แล้วพลันนึกขึ้นได้ว่าได้ยินมาจากเด็กหนุ่มที่ชื่อเต้ยบอกในวันที่ได้เจอกันครั้งแรกว่า พี่ชายของเขาชื่อเต้ ก่อนเอื้อมมือออกไปเพื่อจับมือคนที่อยู่ตรงหน้า
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”
“หน้าที่ของเลขา ไม่มีอะไรมาก แค่ทำงานทุกอย่างตามที่ผมสั่งแค่นั้น”
“ทุกอย่าง?” มธุรสทวนคำ
“ใช่ทุกอย่าง เริ่มั้แ่วันนี้เลย ทันที่ที่เราเริ่มงานกัน คุณต้องเรียกผมว่าพี่เต้ และผมจะเรียกคุณว่าหวาน”
“ห๊ะ!” คู่สนทนาอุทานเสียงหลงอีกครั้ง ในขณะที่อีกฝ่ายยังคงอยู่ในท่าทีที่สบายๆ
“ทำไมต้องใเสียงดังขนาดนั้น ไม่อายคนอื่นเขาเหรอครับหวาน”