ระบบอัญเชิญพิชิตโลก

    หุบเขาสังหารเซียน

    สิบกว่าวันต่อมา

    หนานเฟยหยุนได้จัดงานเลี้ยงฉลองส่งหนานหมิงและผู้อาวุโสที่จะออกเดินทางไปยังหุบเขาสังหารเซียน

    สำหรับเซี่ยเล่ยจีนางก็อยู่ตระกูลหนานก่อนเนื่องจากนางถูกซวีลั่วรบเร้าให้อยู่ด้วยกัน เซี่ยเล่ยจีจึงตกลงที่จะอยู่ที่ตระกูลหนานก่อน

    นอกจากนี้ซวีลั่วก็ดูเหมือนจะถูกใจกับลูกสะใภ้คนนี้เป็นอย่างมาก นางจึงมอบสมบัติมากมายให้กับเซี่ยเล่ยจีฝึกฝน

    สำหรับเรื่องที่ตระกูลหนานจะแพร่กระจายเรื่องเส้นทางเซียนที่หุบเขาสังหารเซียนก็จะรอจนกว่าหนานหมิงไปถึงหุบเขาสังหารเซียนก่อน เพราะพวกเขาไม่ต้องการให้มีคนเข้ามายุ่งในตอนที่หนานหมิงอยู่ในหุบเขาสังหารเซียน

    ด้วยระยะทางจากเมืองเซียนสวรรค์ไปยังหุบเขาสังหารเซียนก็ต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือนกว่า เพราะเรือบินของตระกูลหนานสามารถเร่งความเร็วสูงสุดได้หลายล้านลี้ในชั่วพริบตา

    บนเรือบิน 

    หนานหมิงกำลังอ่านข้อมูลที่มู่สือจินมอบให้

    หุบเขาสังหารเซียนเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ ถ้าหากจะให้กล่าวหุบเขาแห่งนี้มีขนาดใหญ่พอๆกับทวีปฮุยต้วนเลยทีเดียวและมีหมอกสีขาวปกคลุมทั่วทั้งหุบเขา 

    หมอกสีขาวนี้อันตรายอย่างมาก ถ้าหากสัมผัสเข้าไปล่ะก็จะทำให้ผู้ฝึกยุทธ์เกิดอาการคลั่งได้ นอกจากนี้ภายในหุบเขาสังหารเซียนก็มักจะมีเสียงแปลกดังเล็ดรอดออกมาอยู่เสมอ 

    เนื่องจากเป็นพื้นที่อันตรายทำให้รอบๆหุบเขาสังหารเซียนไม่มีเมืองหรือหมู่บ้านอยู่เลย จะมีก็แต่หมู่บ้านเล็กๆที่เป็นหมู่บ้านสำหรับกองกำลังต่างๆที่มีหน้าที่เฝ้าระวังหุบเขาเซียนเอาไว้

    เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าวันใดจะมีสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งและทีทรงพลังหลุดออกมาจากหุบเขาสังหารเซียนแห่งนี้ เพราะฉะนั้นแล้วจึงต้องป้องกันเอาไว้ก่อนถึงจะดีที่สุด

    สำหรับผู้ที่คอยดูแลหมู่บ้านก็ต้องเป็นยอดฝีมีอระดับกึ่งเซียน เพราะถ้าหากสิ่งมีชีวิตระดับกึ่งเซียนออกมามหาเทพยุทธ์ก็จะกลายเป็นเหยื่อของพวกมันทันที 

    ซึ่งตอนนี้มู่สือจินก็อยู่ที่หมู่บ้านหลัวเทียน ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่นิกายศักดิ์สิทธิ์เป็นผู้นำและมีคนของทวีปหลัวเทียนอาศัยอยู่ทั้งหมด

    พริบตาเดียวก็ผ่านไปหนึ่งเดือนเศษ

    ในที่สุดเรือบินตระกูลหนานก็มาถึงหมู่บ้านหลัวเทียน

    เมื่อมาถึงที่หมู่บ้านหลัวเทียน หนาหนมิงก็บอกให้ตระกูลหนานกระจายข่าวเกี่ยวกับเส้นทางเซียนให้ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหมดรับรู้และบอกว่าตระกูลหนานจะเป็นผู้ที่นำพาเส้นทางเซียนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

    ทันทีที่ข่าวนี้กระจายไป ผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากก็บ้าคลั่งขึ้นมาทันที 

    ต้องรู้ก่อนว่าเส้นทางเซียนถูกตัดขาดไปนับล้านปีแล้ว ในอดีตถ้าหากมีเส้นทางเซียนผู้ฝึกยุทธ์จะสามารถฝึกยุทธ์ได้อย่างรวดเร็วและทั่วทั้งโลกก็จะมีพลังวิญญาณที่หนาแน่นกว่านี้มาก ทำให้การเป็นเซียนไม่ใช่เรื่องยาก แต่หลังจากที่เส้นทางเซียนหายไป พลังวิญญาณในโลกค่อยๆหมดลง ทำให้การฝึกยุทธ์ยากเย็นกว่าเดิมหลายเท่า 

    ถ้าหากตระกูลหนานสามารถทำให้เส้นทางเซียนกลับมาเหมือนเดิมได้ พวกเขาจะถูกจารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์โลกเลยทีเดียว ในฐานะกองกำลังที่เปิดเส้นทางเซียนอีกครั้ง

    เพียงไม่นานกองกำลังจำนวนมากก็มุ่งหน้ามายังหุบเขาสังหารเซียนเพื่อมาดูว่าตระกูลหนานสามารถเปิดเส้นทางเซียนได้หรือไม่

    ภายในบ้านพักหลังหนึ่งในหมู่บ้านหลัวเทียน

    หนาหมิงและคนของเขากำลังประชุมวางแผนกันอย่างจริงจัง

    เวลานี้ภายในห้องประชุมมีหนานหมิง ผู้อาวุโสของตระกูลหนาน รวมไปถึงกึ่งเซียนที่เป็นตัวละครที่หนานหมิงอัญเชิญออกมาอีกกว่าสามสิบห้าคน

    นอกจากนี้ยังมีเซียนที่แท้จริงอีกห้าคนรวมอยู่ได้ ได้แก่มู่สือจิน ไป๋จวิน เฮยจวิน อวี้เซียงและฉีเฉียง

    อวี้เซียงคือเซียนกระบี่ที่เป็นอาจารย์ของลู่จือชิง ส่วนฉีเฉียงเป็นเซียนปฐพีขั้นสมบูรณ์ที่หนานหมิงอัญเชิญมาได้หลายเดือนก่อน

    ด้วยความแข็งแกร่งของเซียนทองคำหนึ่งคน เซียนนภาสามคนและเซียนปฐพีอีกหนึ่งคน หนานหมิงคาดว่าภายในหุบเขาสังหารเซียนคงไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

    “ นายท่านข้าน้อยได้ตรวจสอบแล้ว ภายในนั้นหุบเขาสังหารเซียนมีกลิ่นอายของเซียนอยู่ คาดว่าพวกมันจะต้องอยู่ที่เส้นชีพจรโลกอย่างแน่นอน แต่ข้าไม่ได้บุกเข้าไปเพราะรอให้นายท่านมาถึงก่อน ” มู่สือจินกล่าว

    หนานหมิงครุ่นคิดก่อนที่จะถามขึ้นว่า “ จากสัมผัสของเจ้า เซียนคนนั้นอยู่ไกลจากที่นี้มากแค่ไหน?  ”

    “ ประมาณห้าหมื่นลี้ได้ขอรับ ” มู่สือจินตอบ

    ห้าหมื่นลี้?

    “ ถ้าหากเป็นห้าหมื่นลี้ก็ไม่ไกลมาก เช่นนั้นพวกเราพักที่นี้หนึ่งวันแล้วพรุ่งนี้ค่อยออกเดินทาง ส่วนผู้อาวุโสใหญ่ท่านและคนอื่นๆพักอยู่ที่นี้ก่อนแล้วกัน ” หนานหมิงกล่าวพร้อมกับหันไปมองผู้อาวุโสใหญ่

    ผู้อาวุโสใหญ่ทำได้เพียงแค่พยักหน้ารับเท่านั้น เพราะเขาเองก็รู้ตัวดีว่าถ้าหากเข้าไปด้านในก็อาจจะเป็นตัวถ่วงคนอื่นๆได้ เพราะฉะนั้นแล้วเขาจึงรอฟังข่าวอยู่ที่นี้แทน

    หลังจากนั้นหนานหมิงก็สั่งให้ทุกๆคนแยกย้ายกันไปพักผ่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยออกเดินทาง

    เช้าวันต่อมา

    หนานหมิงพร้อมกับเซียนทั้งห้าและกึ่งเซียนอีกสามสิบคนมุ่งหน้าเข้าไปในหุบเขาสังหารเซียน ส่วนกึ่งเซียนอีกห้าคนหนานหมิงให้พวกเขาคอยเฝ้าระวังอยู่ด้านนอก

    ทันทีที่หนานหมิงมาถึงหุบเขาสังหารเซียน เขาก็พบกับหมอกสีขาวที่หนาจนแทบจะมองไปด้านหน้าไม่เห็น แต่สำหรับกึ่งเซียนแล้วพวกเขาสามารถมองเห็นด้านหน้าในระยะห้าสิบจั้งได้อย่างชัดเจน แต่ถึงแม้ว่าจะมองเห็นไกลถึงห้าสิบจั้งแต่สำหรับกึ่งเซียนแล้วมันก็แค่ระยะเพียงแค่หนึ่งลมหายใจเท่านั้น เพราะฉะนั้นแล้วมันอาจจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นก็ได้

    ทุกอย่างก้าวหนานหมิงและคนของเขาจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

    มู่สือจินเป็นคนเดินนำหน้าเนื่องจากเขาเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุด ไป๋จวินยืนอยู่ข้างหนานหมิงคอยคุ้มกัน ส่วนเฮยจวินและอวี้เซียงคอยตรวจสอบรอบๆอย่างใกล้ชิด สุดท้ายคือฉีเฉียงเขาได้รับหน้าที่ในการปกป้องกึ่งเซียนคนอื่นๆ

    ผ่านไปแล้วๆหนึ่งชั่วยามเศษ ด้วยความเร็วของกลุ่มของหนานหมิงทำให้พวกเขามาถึงครึ่งทางแล้ว

    แม้ว่าจะผ่านไปแล้วครึ่งทางแต่หนานหมิงก็พบว่ายิ่งลึกเข้าไปเท่าไหร่ หมอกสีขาวก็ยิ่งหนามากขึ้นแถมยังทำให้ร่างกายของเขารู้สึกแสบเล็กน้อย ราวกับมีพลังบางอย่างคอยกัดกินอยู่

    ระหว่างทางหนานหมิงก็ได้พบกับฝูงวิหควิญญาณซึ่งเป็นฝูงวิหคที่แข็งแกร่งและทรงพลังเป็นอย่างมาก แม้ว่าความแข็งแกร่งของพวกมันอยู่ในระดับเทพยุทธ์แต่จะงอกปากของมันแข็งแกร่งมาก สามารถจิกเข้าไปที่เนื้อของกึ่งเซียนได้อย่างสบายๆ และที่สำคัญคือพวกมันเป็นสัตว์สังคมและชอบอยู่เป็นฝูง แถมหนึ่งฝูงของพวกมันมีจำนวนมากกว่าหนึ่งถึงสองพันตัวเลยทีเดียว

    สำหรับกึ่งเซียนแล้วเมื่อเห็นพวกมันต้องรีบหนีโดยไว เพราะวิหควิญญาณมีประสาทสัมผัสที่ยอดเยี่ยมมาก แถมสายตาของมันก็มองเห็นเหยื่อได้ไกลหลายลี้ ถ้าหากพวกมันเจอเหยื่อแล้วจะไล่ล่าอย่างบ้าคลั่งเลยทีเดียว

    แต่สำหรับกลุ่มของหนานหมิงที่มีทั้งเซียนและกึ่งเซียนจำนวนมาก ทันทีที่พวกมันเข้ามาก็กลายเป็นเศษซากในชั่วพริบตา

    เท่านั้นไม่พอ หนานหมิงยังพบกับพยัคฆ์ปีกเพลิงซึ่งเป็นสัตว์อสูรระดับกึ่งเซียนอีกด้วย แม้ว่าระดับของมันจะอยู่กึ่งเซียนแต่ว่ามันแข็งแกร่งอย่างมาก ต่อให้กึ่งเซียนสามหรือสี่คนช่วยกันรุมก็ไม่สามารถเอาชนะมันได้ด้วยซ้ำ

    แต่แน่นอนว่ามันก็ถูกกลุ่มของหนานหมิงสังหารทิ้งอย่างไร้ความปราณี แม้ว่าหนานหมิงต้องการให้มันกลายมาเป็นสัตว์อสูรของตระกูลหนาน แต่น่าเสียดายที่ถูกหมอกสีขาวกัดกินนานเกินไปทำให้มันเกิดอาการคลุมคลั่ง

    ต้องบอกว่าถ้าหากเป็นกึ่งเซียนคนอื่นๆเข้ามาด้านในต่อให้พวกเขามีสามสิบชีวิตก็คงไม่เพียงพอที่จะเอาชีวิตรอดจากที่นี้

    “ นายท่านอีกครึ่งทางคาดว่าน่าจะอันตรายกว่านี้แน่นอน นายท่านต้องระวังตัวเป็นพิเศษ ” มู่สือจินกล่าวขึ้นด้วย้นำเสียงสบายๆ

    หนานหมิงหัวเราะเบาๆและกล่าวว่า “ ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ต้องปกป้องข้าอย่างเต็มที่สิ แถมดูจากท่าทีของเจ้าแล้วคาดว่าน่าจะไม่มีปัญหาใดๆ ” 

    มู่สือจินพยักหน้าและกล่าวว่า “ เป็นเช่นนั้น ทางข้างหน้าไม่ค่อยมีปัญหาใดๆแล้ว ถ้าหากเร่งความเร็วก็คงใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ” 

    “ งั้นก็รีบไปกันเถอะ ” หนานหมิงกล่าว

    มู่สือจินยิ้มและใช้พลังทั้งหมดห่อหุ้มร่างกายของหนานหมิงและคนอื่นๆก่อนที่จะพาพวกเขาไปยังใจกลางของหุบเขาสังหารเซียนทันที

    ด้วยความเร็วของมู่สือจินเพียงแค่สองเค่อพวกเขาก็มาถึงใจกลางของหุบเขาสังหารเซียนแล้ว

    ใจกลางของหุบเขาสังหารเซียนเป็นถ้ำขนาดใหญ่ รอบๆเต็มไปด้วยซากต้นไม้ที่ตายแล้ว ต้นไม้เหล่านั้นราวกับถูกดูดพลังไปจนหมดสิ้น

    แม้กระทั้งตามทางก็ยังมีโครงกระดูกมนุษย์และสัตว์อสูรรวมไปถึงปีศาจจำนวนมาก

    หนานหมิงและคนอื่นๆไม่ได้สนใจโครงกระดูกเหล่านั้น แต่ว่าทันทีที่พวกเขาเข้าใกล้ถ้ำ จู่ๆโครงกระดูกทั้งหมดก็เคลื่อนไหว พวกมันกลายเป็นโครงกระดูกที่ถืออาวุธต่างๆ โครงกระดูกสัตว์อสูรชนิดต่างๆ โครงกระดูกปีศาจหลายสายพันธ์ก็พุ่งเข้าใส่กลุ่มของหนานหมิงทันที

    สำหรับโครงกระดูกเกล่านั้น จำนวนของพวกมันมีมากกว่าหลักหมื่นตัว และที่สำคัญคือกลิ่นอายของโครงกระดูกเหล่านั้นอยู่ในระดับมหาเทพยุทธ์และกึ่งเซียนทั้งสิ้น

    “ ทุกท่านข้าจัดการเอง ” อวี้เซียงกล่าวด้วยรอยยิ้ม

    อวี้เซียงดีดนิ้วเบาๆ กระบี่สีทองนับล้านปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า 

    กระบี่สีทองเหล่านี้มีอักขระที่เก่าแก่สลักเอาไว้

    “ สังหารสิ่งชั่วร้าย ” อวี้เซียวกล่าวขึ้น

    จากนั้นกระบี่นับล้านก็กวาดล้างโครงกระดูกทั้งหมดอย่างรวดเร็ว

    เพียงไม่ถึงสิบลมหายใจ โครงกระดูกหลายหมื่นตัวก็ถูกสังหารจนหมดสิ้น

    “ เมื่อครู่พวกโครงกระดูกเหล่านั้นมีตราประทับอมตะอยู่ซึ่งต้องสังหารพวกมันด้วยวิธีการพิเศษ ไม่อย่างนั้นพวกมันก็จะฟื้นกลับมาตลอดเวลา ต่อให้ร่างกายของพวกมันจะแตกเป็นชิ้นๆก็ตาม ” อวี้เซียงกล่าวด้วยท่าทีสบายๆ

    สำหรับเขาแล้วการสังหารพวกสิ่งชั่วร้ายเขามีวิธีอยู่ร้อยแปดวิธี แต่นี้คือหนึ่งในวิธีที่จัดการกับพวกมันได้เร็วที่สุด 

    “ เข้าไปในถ้ำกันเถอะ ” หนานหมิงกล่าวจบก็เดินเข้าไปในถ้ำทันที

    เพียงแต่ในขณะที่กลุ่มของหนานหมิงกำลังเดินเข้าไปในถ้ำ ด้านนอกมีวิญญาณสีขาวจ้องมองอยู่

    วิญญาณที่ปรากฏขึ้นเป็นสตรีวัยกลางคนที่งดงามอย่างมาก นางสวมชุดเกาะสีเงินที่ดูน่าเกรงขามแต่ทว่าน่าเสียดายทีชุดเกาะนั้นได้ถูกทำลายลงไป ส่วนในมือของนางถือกระบี่ที่หักอยู่

    นางจ้องมองไปยังด้านถ้ำที่กลุ่มของหนานหมิงเข้าไปก่อนที่จะสลายกลายเป็นควันและหายไปอย่างรวดเร็ว

    มู่สือจินและเซียนคนอื่นๆพากันหยุดชะงักและมองหน้ากันก่อนที่จะแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา

    “ เกิดอะไรขึ้น? ” หนานหมิงถามขึ้นด้วยความสงสัย

    “ พอดีมีวิญญาณตนหนึ่งที่ลอบติดตามพวกเรามาตั้งแต่ตอนที่พวกเราเข้ามาในถ้ำแล้ว นายท่านต้องการให้ข้าสังหารมันทิ้งเลยไหม? ” อวี้เซียงถามขึ้น

    หนานหมิงหรี่ตาลงก่อนที่จะส่ายหน้าและกล่าวขึ้นว่า “ เอาไว้ก่อนแล้วกัน ข้ารู้สึกว่าวิญญาณนั่นน่าจะมาดี ” 

    อวี้เซียงพยักหน้ารับแต่ก็เหลือบมองไปยังฉีเฉียงเพื่อเป็นการบอกให้เขาเฝ้าระวัง

    ฉีเฉียงพยักหน้าตอบก่อนที่จะใช้พลังเซียนเบาๆในการตรวจสอบวิญญาณตนนั้น

    ไม่นานกลุ่มของหนานหมิงก็เดินเข้ามาด้านในสุดของถ้ำก็พบกับประตูขนาดใหญ่

    ซึ่งที่ทางเข้าประตูนี้มีการแกะสลักที่ดูเหมือนกับเป็นสงครามขนาดใหญ่ โดยฝั่งหนึ่งเป็นการรวมตัวกันของเผ่ามนุษย์ ปีศาจและสัตว์อสูร ส่วนศัตรูที่พวกเขาต่อสู้ด้วยก็เหมือนกับมนุษย์ที่สวมชุดเกาะสีทอง 

    หนานหมิงมองดูภาพที่ประตูด้วยความสนใจก่อนที่สายตาของเขาจะไปหยุดอยู่ที่ผู้นำของสามเผ่าพันธ์ ซึ่งเป็นสตรีที่สวมชุดเกาะและถือกระบี่ ใบหน้าของนางงดงามอย่างมาก แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่ภาพแกะสลักก็ตาม

    หนานหมิงบอกให้มู่สือจินเปิดประตูเข้าไปด้านใน

    เมื่อประตูเปิดออก พวกเขาก็พบกับพื้นที่ขนาดใหญ่ ด้านในสุดมีบัลลังก์สีทองพร้อมกับร่างของสตรีที่สวมชุดเกาะสีเงินนั่งอยู่ 

    ด้านหลังของบัลลังก์มีคริสตัลสีฟ้าขนาดใหญ่ที่เปร่งประกายจางๆ

    หนานหมิงและคนอื่นๆเข้าไปใกล้ๆก็พบว่าเป็นสตรีที่นั่งอยู่บนบัลลังก็เหมือนกับสตรีที่เป็นผู้นำกลุ่มของสามเผ่าพันธ์ที่แกะสลักที่ประตู 

    เมื่อหนานหมิงและคนอื่นๆเดินเข้ามาใกล้ๆ พวกเขาก็พบว่าจู่ๆด้านข้างของบัลลังก์มีวิญญาณของสตรีที่นั่งบัลลังก์อยู่ 

    “ นี้คงจะเป็นวิญญาณที่ตามพวกเราเข้ามาในถ้ำตามที่พวกเจ้าบอกสินะ ” หนานหมิงถามขึ้น

    มู่สือจินพยักหน้ารับเบาๆ 

    แม้ว่าวิญญาณด้านหน้านี้จะอ่อนแอแต่มู่สือจินและคนอื่นๆก็สัมผัสได้ว่าวิญญาณดวงนี้มีความแข็งแกร่งในระดับเซียน คาดว่าก่อนที่นางจะตายก็ต้องเป็นยอดฝีมือระดับเซียนมาก่อน

    “ พวกเจ้าเป็นใครกันแน่ โลกใบนี้น่าจะไม่มีพลังเพียงพอที่จะรองรับพลังเซียนได้แล้ว ทำไมเซียนอย่างพวกเจ้าถึงได้อาศัยอยู่ในโลกนี้ได้? ” น้ำเสียงของวิญญาณเต็มไปด้วยความสงสัยและสับสน

    หนานหมิงมองดูก่อนที่จะเหลือบมองคริสตัลด้านหลังและคาดว่านั่นน่าจะเป็นชีพจรโลกอย่างแน่นอน 

     

    คล้ายกับเรื่องระบบอัญเชิญพิชิตโลก ที่คุณอ่าน