เช้าวันนั้น โชคขับรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าโซลาร์คันเขียวสดออกจากหมู่บ้านเล็กๆ ของตัวเอง วู้ม เบาๆ ล้อพิเศษวิ่งลื่นบนทางดินแดง ฝุ่นฟุ้งนิดๆ แต่หัวใจเบิกบาน
“ฮ่าๆ! ขับรถแบบนี้ในยุคก่อนปีสองพัน... เหมือนฝันไปเลย ” เขาคิดในใจ ขณะมองวิวทุ่งนากว้างไกล สลับกับป่าไม้และเนินเขา “ผ่านหมู่บ้านไปหกแห่งแล้ว ทุกแห่งก็คล้ายๆ กัน บ้านไม้ ควายผอมๆ เด็กๆ วิ่งเล่น”
พอเข้าเขตเมืองเล็กๆ (ที่ชาวบ้านเรียกว่า “เมือง” แต่สำหรับโชคคือตลาดใหญ่หน่อย) เขาจอดตุ๊กๆ ใต้ต้นมะขามใหญ่ แล้วเดินเท้าเข้าไปสำรวจตลาด
ตลาดคึกคักพอสมควร คนเดินปะปนกัน มีแม่ค้าแผงไม้ไผ่เรียงราย
ร้านข้าวสาร: ตักด้วยกระบอกไม้ไผ่ ไม่มีตาชั่งอะไรทั้งนั้น “ประมาณๆ เอา”
ร้านเครื่องปั้นดินเผา: ถ้วยช้อนหยาบๆ
ร้านเหล็ก: มีด ขวาน ง้าว
ร้านเนื้อสัตว์: ปลาดุกสดๆ เนื้อวัวหั่นชิ้น นกป่าตัวเล็กๆ
ร้านผักป่าและผลไม้: ใบผัก ผลมะม่วงป่า กล้วย
โชคเดินดูแล้วยิ้มในใจ “ราคาไม่กี่ลูกปัดเล็กเอง... ลูกปัดเล็กหนึ่งอันมีค่าพอสมควรจริงๆ ลูกกลางคงซื้อได้เยอะ ส่วนลูกใหญ่เท่านิ้วโป้ง... คงซื้อบ้านได้เลยมั้ง”
เขาลองต่อราคาแบบชาวบ้าน “แม่ค้า ข้าวสารกระสอบใหญ่เท่าไหร่ครับ?”
แม่ค้าตอบยิ้มๆ “สิบลูกปัดเล็กก็พอหลาน”
โชคหัวเราะคิกคักในใจ “ถูกโคตร! ในระบบมีบะหมี่ซองหนึ่งแต้ม ยังจะมาซื้อข้าวโบราณทำไม” แต่ก็ยื่นลูกปัดไปสิบอัน แลกข้าวสารหนึ่งกระสอบ ผักผลไม้สองตะกร้า ปลาดุกสองตัวใหญ่ เนื้อวัวสับอีกหน่อย
ทั้งหมด... หมดไปแค่สิบลูกปัดเล็กเท่านั้น!
“ยังไงก็ตาม... ของในระบบเจ๋งกว่าเยอะ” เขาคิดพลางเดินกลับไปที่รถตุ๊กๆ “ตลาดนี้เช็คเรียบร้อย ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่ารถคันนี้”
เขาขับตุ๊กๆ อ้อมเมืองดูอีกนิด ผ่านบ้านไม้หลังใหญ่ของผู้ใหญ่บ้าน แล้วหันหัวกลับบ้าน วู้ม ลมพัดเย็นฉ่ำ กระบะหลังเต็มไปด้วยของ
ระหว่างทาง โชคยิ้มกว้าง “เดี๋ยวกลับไปให้สองน้องเห็น... นินคงงง โอคงกรี๊ดแน่ๆ ฮ่าๆ”
พอใกล้ถึงหมู่บ้าน เขาแอบจอดรถไว้หลังต้นไม้ใหญ่ก่อน แล้วคิดในใจ “ค่อยขับเข้าไปทีหลัง ไม่งั้นชาวบ้านทั้งหมู่บ้านวิ่งตามดูแน่”