“กระผมชื่อแด็กด้าแม็ค สคอลเลจ ขอรับ ครั้งหนึ่งกระผมเคยเป็นักรบผู้กล้าหาญยิ่งอยู่มาวันหนึ่งพระาาแห่งอุลสเตอร์ได้มอบหมายให้กระผมเลี้ยงดูธิดาของท่านผู้มีชื่อว่าแมตีร์ คอนเนลล์ เมื่อเลดี้ แม อายุได้ 15 ปีนางได้แต่งงานกับขุนนางบริตันชื่อไซแรน เซ้นท์ โรแนนแต่ภายหลังจากที่นางได้ให้กำเนิดลูกสาวคนนี้ได้ไม่นาน นางก็ถึงแก่กรรมลงแต่ก่อนหน้าที่นางจะตายนางได้มอบหมายให้กระผมได้ดูแลคุณหนูแมรินเช่นที่ครั้งหนึ่งกระผมเคยเลี้ยงดูนางมาแล้วหลังจากเวลาผ่านไปนายผู้ชายได้แต่งงานกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งซึ่งผู้หญิงคนนั้นมีความเกลียดชังในตัวนายน้อยยิ่งนักเมื่อลอร์ด เซ้นท์ โรแนน ตายลงด้วยอุบัติเหตุ ผู้หญิงเ้าเล่ห์คนนั้นก็ขายนายน้อยของกระผมให้กับพ่อค้าทาสที่ชื่อเฟรนคนนั้นขอรับ”
“เพราะอะไรล่ะ”บิชอปวูลฟ์สตังถามอย่างสงสัย
“ที่เป็เช่นนี้ก็เพราะเลดี้บล๊านซ์ กำลังอยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์นางเกรงว่าถ้าทารกในครรภ์เป็เพศหญิงแล้วนายน้อยของกระผมจะได้รับตำแหน่งทายาทแห่งลางเดอนู เพราะฉะนั้น ถ้าสามารถกำจัดลูกสาวคนโตของสามีเสียได้ก็เท่ากับนางสามารถเปิดทางให้กับตนเองเวลานี้ไม่มีใครอีกแล้วที่จะคุ้มครองป้องกันเลดี้ แมรินได้นอกจากกระผมซึ่งกระผมก็ไม่อาจจะทำอะไรตามใจชอบได้ ด้วยลางเดอนูเป็ตำบลที่อยู่ห่างไกลมากและย่อมไม่มีผู้ใดสงสัยถ้านายน้อยจะหายตัวไปเฉยๆ ขอรับ”
“รู้สึกว่าผู้หญิงที่ชื่อบล๊านซ์เซ้นท์ โรแนน นี่ไม่ใช่ภรรยาหม้ายของขุนนางที่น่านับถือเลยนะ อัลด์ไวน์ผมมีความรู้สึกอยู่ว่าเวลานี้ท่านก็ได้ทำในสิ่งที่ดีงามแล้ว และผมก็คิดด้วยว่าเด็กคนนี้จะสามารถรักษาจิตใจภรรยาของท่านให้คลายความเศร้าโศกลงได้ เอด้าเป็ผู้หญิงที่มีจิตใจอ่อนโยนเพราะฉะนั้น เื่เด็กคนนี้จะต้องประทับใจนางอย่างมากทีเดียว” เขาหันไปทางแมริน “แล้วทำไมเด็กคนนี้ถึงไม่พูดจาอะไรเลยล่ะเ้าแด็กด้า เมื่อดูรูปร่างหน้าตาแล้วก็รู้สึกว่าเป็เด็กฉลาดคนหนึ่งนะ”
รอยยิ้มอ่อนๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าของแด็กด้า เมื่อตอบว่า
“การที่กระผมพูดภาษาอังกฤษได้ก็เพราะครั้งหนึ่งกระผมเคยช่วยชาวอังกฤษต่อสู้กับข้าศึก แต่สำหรับเลดี้แมรินแม้ว่าเธอจะเกิดในไอร์แลนด์แต่ก็ไปอยู่ในบริตานี่ั้แ่เล็กดังนั้นเธอจึงพูดได้แต่ภาษาบริตันกับนอร์แมน เฟรนช์ เท่านั้นขอรับ”
อัลด์ไวน์อะเทลสเบิร์น ยิ้มอ่อนโยนยื่นมือไปทางเด็กหญิงพร้อมกับพูดเป็ภาษาฝรั่งเศสแบบนอร์แมนว่า
“มานี่สิแม่หนูนี่เ้าเข้าใจที่ฉันพูดหรือเปล่านะ”
“เข้าใจเ้าค่ะมายลอร์ด” แมรินตอบเธอเลื่อนร่างจากอ้อมแขนของแด็กด้าเดินเข้าไปหาอัศวินชาวแซ็กซอน
“แมริน...เ้าชื่อแมรินใช่ไหมรู้สึกว่าไม่ใช่ชื่อบริตันนี่”
“ไม่ใช่หรอกเ้าค่ะมายลอร์ด” เด็กหญิงตอบ “เป็ชื่อไอริชที่ตั้งตามชื่อของแม่เ้าค่ะแม่ของหนูชื่อแม คำว่าแมรินก็แปลว่าแมน้อยนั่นเอง หนูขอดื่มไวน์หน่อยได้ไหมเ้าคะหนูกระหายน้ำเหลือเกิน”
อัลด์ไวน์ยื่นแก้วน้ำของตนให้เด็กหญิงและแมรินก็ดื่มอย่างกระหายจัดจริงๆเมื่อยื่นแก้วคืนนั้นเด็กหญิงเงยหน้าขึ้นยิ้มให้เขา
“ฉันจะเอาเ้าไปอยู่กับภรรยาของฉันเ้าเข้าใจไหมล่ะ” เขาถามต่อ
“เข้าใจเ้าค่ะ”แมรินพยักหน้ารับ “แด็กด้าได้เล่าให้หนูฟังแล้วว่าลูกสาวของท่านตายเมื่อฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมาเธอชื่ออะไรเ้าคะ”
“อีดิธ”
“เธอสวยไหมเ้าคะอายุเท่าไหร่แล้ว และก็ตายเพราะอะไรเ้าคะ” สาวน้อยถามติดต่อกันไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ทั้งแม่ของเขาและฉันต่างก็คิดกันว่าเขาเป็เด็กที่สวยมากนะ”อัลด์ไวน์ตอบ “เขาตายด้วยอาการไข้ที่เกิดขึ้นในฤดูใบไม้ผลิถ้าถึงฤดูร้อนปีนี้เขาก็จะอายุครบ 6 ขวบแล้วละเ้าล่ะอายุเท่าไหร่”
“หนูจะครบ 6ขวบในวันซามเฮียนเ้าค่ะ” เธอตอบด้วยความภาคภูมิใจ “มีคนเขาพูดกันว่าหนูฉลาดเกินอายุด้วยนะเ้าคะ แล้วท่านอยู่ที่ไหนเ้าคะหนูหวังว่าคงไม่ใช่ในเมืองที่มีแต่ความน่ากลัวนี่หรอกนะเ้าคะ”
“เมื่อกี้เ้าพูดว่าซามเฮียนมันแปลว่าอะไรกันเล่า” อัศวินหนุ่มถามด้วยความพิศวง
“มันเป็วันที่ 31ตุลาคม ซึ่งชาวไอริชถือว่าเป็วันสุกดิบของวันศักดิ์สิทธิ์” บิชอปวูลฟ์สตังซึ่งเข้าใจภาษาที่แมรินพูดอย่างดีช่วยอธิบายให้เขาได้เข้าใจ
“หนูเกิดตอนที่พระอาทิตย์ลับดวงและมีแสงไฟจุดขึ้นพอดีเ้าค่ะ”แมรินเล่าต่ออย่างภาคภูมิใจ “และแด็กด้าก็บอกหนูว่ามันหมายความว่าหนูได้รับคำอวยพรจากบรรพบุรุษด้วยเ้าค่ะ”
“และพระเ้ายังทรงอวยพรให้กับเ้าอีกด้วยนะแมริน” บิชอปเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “พระเ้าได้ประทานเ้าแด็กด้าที่แสนดีมาให้ช่วยดูแลคุ้มครองเ้าและยังให้อัลด์ไวน์อะเทลสเบิร์น เพื่อนของข้ายื่นมือเข้าไปช่วยชีวิตเ้าไว้อีกคนหนึ่งซึ่งเ้าก็คงดีใจหรอกนะที่จะได้รู้ว่าเขาไม่ได้อยู่ในกรุงลอนดอนนี่หรอกแต่ว่าอยู่ที่เมืองชนบท”
“เมืองที่ฉันอยู่มีชื่อว่าเอลฟ์เลีย”อัลด์ไวน์ อะเทลสเบิร์น บอกแก่เด็กหญิง “มันเป็เมืองที่ตั้งอยู่ในหุบเขาระหว่างแม่น้ำไวและแม่น้ำเซเวิร์นและติดอยู่กับป่าทึบด้วย”
“เอลฟ์เลีย” แมรินลองเรียกชื่อเมืองนั้นเหมือนจะให้คุ้นปากไว้ “มันมีความหมายว่าอย่างไรเ้าคะมาย-ลอร์ด”
“แปลว่าท้องทุ่งแห่งนางฟ้าไงล่ะ”
“คำว่าเอลฟ์เลียเป็ภาษาแซ็กซอนหรือคะ”
“ใช่แล้ว แม่หนูฉันคิดว่าดีแล้วละที่ภาษาของเราคำแรกที่เ้าได้เรียนรู้เป็ชื่อของสถานที่อันจะเป็บ้านใหม่ของเ้า”
แมรินพยักหน้ารับสีหน้าของเด็กหญิงเคร่งขรึมขึ้นกว่าเดิมเมื่อเอ่ยขึ้นว่า
“มายลอร์ดเ้าคะท่านคิดว่าเลดี้ผู้เป็ภรรยาของท่านจะชอบหนูได้จริงๆ น่ะหรือเ้าคะแม่เลี้ยงหนูไม่ชอบหนู เพราะนางอิจฉาที่พ่อรักหนูมาก แล้วลูกคนอื่นๆของท่านล่ะเ้าคะ เขาจะชอบหนูด้วยหรือเปล่า”
“ฉันคิดว่าเอด้าภรรยาของฉันจะต้องชอบเ้าอย่างแน่นอนทีเดียวและฉันก็มีลูกชายเพียงคนเดียวเท่านั้น เขาชื่อแบรนด์ เ้าควรมีความรู้ไว้ด้วยว่าโดยปกติแล้วครอบครัวของชาวแซ็กซอนมักจะเป็ครอบครัวใหญ่แต่สำหรับเราเวลานี้เหลือกันอยู่เพียงแค่สามคนเท่านั้น อ้อ...ไม่ใช่หรอกนะเวลานี้ถือว่าต้องมีกันสี่คนแล้ว ก็เ้าอีกคนหนึ่งไงล่ะแมริน เ้านี่แหละที่จะมาแทนที่ลูกสาวของเราที่ตายจากไป”อัลด์ไวน์รั้งร่างเด็กหญิงขึ้นมานั่งบนตักจุมพิตบนหน้าผากอย่างปรานี
แมรินเงยหน้าขึ้นมองอัศวินหนุ่มปลายนิ้วเล็กๆ ลูบไล้อยู่กับเคราสากๆ ตรงข้ามแก้ม และแล้วเธอก็ยิ้มให้เขาสีหน้าที่อ่อนเยาว์และรอยยิ้มที่บริสุทธิ์นั้น ทำให้อัลด์ไวน์ อะเทลสเบิร์นต้องสูดลมหายใจลึก ด้วยบังเกิดความรู้สึกแปลกใหม่ขึ้นมาในใจได้ยินเสียงบิชอปวูลฟ์สตังหัวเราะเบาๆ อยู่ในลำคอ
“เพื่อนรักข้าคิดว่าท่านได้ในสิ่งที่เกินกว่าคาดคิดไว้แล้วละใบหน้าอย่างนี้สักวันหนึ่งจะทำให้ท่านได้ผู้มีบรรดาศักดิ์มาเป็ลูกเขยอย่างแน่นอนอย่าเพิ่งรีบจัดการให้แม่หนูแต่งงานไปกับใครเสียก่อนก็แล้วกัน”
เช้าวันรุ่งขึ้นทุกคนก็ออกเดินทางจากลอนดอน มุ่งหน้ากลับไปยังเอลฟ์เลียซึ่งจะต้องเดินทางด้วยม้าเป็เวลาติดต่อกันถึง 4 วันบิชอป วูลฟ์สตัง ร่วมเดินทางไปด้วย เนื่องจากเขาจะต้องกลับไปวอร์เชสเตอร์ซึ่งจะต้องขี่ม้าจากเอลฟ์เลียต่อไปอีกหนึ่งวัน
ออกจะโชคดีอยู่มากที่การเดินทางเที่ยวนี้อากาศดีโดยตลอดอัลด์ไวน์ได้เล่าให้แมรินฟังว่าเส้นทางที่ใช้เดินทางอยู่นี้สร้างขึ้นกว่าร้อยปีมาแล้วโดยผู้คนที่เรียกว่าชาวโรมัน
อย่างไรก็ตามแมรินแทบจะไม่ใคร่ได้รับฟังในสิ่งที่อัศวินหนุ่มพูดอยู่เท่าไรนักเนื่องจากกำลังคิดกังวลแต่เื่เมืองเอลฟ์เลียอันจะเป็บ้านใหม่ใคร่จะรู้ว่าเลดี้ เอด้า จะชอบเธอหรือไม่
“ป่าที่ท่านเอ่ยถึงอยู่ใกล้กับบ้านของท่านมากหรือเ้าคะมายลอร์ด” เด็กหญิงเอ่ยถาม
“ถูกแล้วแม่หนู”อัศวินหนุ่มตอบ “แต่เ้าจะต้องระมัดระวังตัวให้มากเพราะว่ามันเป็ป่าลึกและมีต้นไม้ขึ้นทึบไปหมดฉันไม่อยากให้เ้าต้องไปหลงทางอยู่ในป่านั้น”
“หนูไม่กลัวป่าหรอกเ้าค่ะ”แมรินตอบ “ที่บ้านของหนูก็มีป่าเหมือนกันในป่าแห่งอาร์โกทต้นไม้ขึ้นหนาทึบ จนแสงตะวันแทบจะลอดลงไปไม่ถึงพื้นดินทีเดียวนะเ้าคะและมันเป็เช่นนั้นมาั้แ่สมัยโบราณแล้ว แต่ป่าก็เป็เพื่อนกับหนูด้วยแม่เฒ่าคาเตลล์ซึ่งเก่งที่สุดในแถบที่เราอยู่ได้สอนให้หนูรู้จักวิธีนำสมุนไพรมาใช้ในการรักษาอาการเจ็บไข้ด้วยแม่เฒ่าบอกว่าหนูมีพร์ และหนูก็มีจริงๆ ด้วยนะเ้าคะ หนูสามารถจะมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นได้ด้วยเ้าค่ะ”เด็กหญิงอวดอ้างอย่างไร้เดียงสา
“แล้วเ้ามองเห็นหรือเปล่าล่ะว่าเอด้าภรรยาของฉันกับตัวฉันนั้นจะรักเ้ามากน้อยสักแค่ไหน” เขาตั้งคำถามเอากับสาวน้อย
แมรินซึ่งขณะนี้นั่งซ้อนหน้าอยู่บนหลังม้าของอัลด์ไวน์เอนร่างพิงอยู่กับแผงอกของอัศวินชาวแซ็กซอนเงยหน้าขึ้นจ้องลึกลงไปในดวงตาคู่สีฟ้าและในนาทีนั้นเ้าหล่อนก็ได้รู้ว่าบุรุษผู้นี้มีความรักในตัวเธอฉันบิดาที่มีต่อบุตรอย่างไม่ต้องสงสัยและมันทำให้เธอรู้ด้วยว่า บัดนี้ตนเองได้ที่พึ่งพิงอันประเสริฐแล้ว
“ท่านเป็พ่อที่แท้จริงของหนูได้ไหมเ้าคะ”เด็กหญิงถามด้วยเสียงนุ่มนวลคล้ายกับไม่อยากเชื่อในความโชคดีที่กำลังได้รับอยู่ในขณะนี้เลย
“ได้สิแมรินฉันรักเ้ามากด้วย” อัศวินหนุ่มตอบยิ้มๆ
“แต่หนูคงไม่อาจลืมพ่อที่แท้จริงของหนูได้หรอกนะเ้าคะ”เด็กหญิงพูดเป็เชิงเตือน
“ฉันก็ไม่หวังที่จะให้เ้าทำอย่างนั้นเลยนะ”
“หนูคิดว่าท่านจะต้องเป็พ่อที่ดีของหนูได้อย่างแน่นอนจ้าค่ะ”และนั่นหมายถึงเ้าหล่อนได้ยอมรับบุรุษผู้นี้ไว้เป็บิดาแล้วนั่นเอง