ฉันนี่แหละ...คือท่านผู้นั้น That Great Lady is Me.

    บทที่ 64 ตีงูต้องตีให้ตาย

    บทที่ 64 ตีงูต้องตีให้ตาย


            ‘สวัสดีครับคุณวิกกี้ ผมเห็นคุณในข่าวเลยเพิ่งทราบว่าคุณจบการแข่งขันทดสอบแรกแล้ว แถมยังมาพร้อมชัยชนะอีกด้วย ยินดีด้วยนะครับ’ เสียงสุภาพนุ่มทุ้มของนอร์ซตอบกลับมา

            “อ่อค่ะ ขอบคุณนะคะ”

            ‘ครั้งก่อนที่ผมนัดคุณทานข้าวไว้ เป็นวันศุกร์หน้าสะดวกมั้ยครับ ตอนนี้ผมมาเจรจาธุรกิจที่ยูเอสเอ คลาดว่าจะเสร็จภายในสองสามวันนี้ครับ’

            “ศุกร์หน้าสะดวกค่ะ ที่ไหนคะ”

            ‘อ่า…คุณวิกกี้มีร้านอะไรในใจมั้ยครับ หรือให้ผมเป็นคนเลือกดี’

            “อืม…แล้วแต่คุณนอร์ซดีกว่าค่ะ คุณเป็นคนเลี้ยงนี่คะ” ฉันพูดปนหัวเราะ ได้ยินปลายสายหัวเราะตอบกลับมาก่อนเขาจะตอบรับ

            ‘โอเคครับ ถ้าผมได้สถานที่แล้วจะบอกคุณอีกทีนะครับ’

            “โอเคค่ะ”

            ‘ไว้เจอกันนะครับ’

            หลังวางสายจากคุณนอร์ซ ฉันหันกลับไปมองไคลล์ เห็นเขากำลังยืนล้วงกระเป๋ากางเกงเหม่อมองออกไปนอกศาลาเงียบ ๆ ฉันเดินไปหยุดยืนอยู่ข้างเขา รู้สึกถึงบรรยากาศกระอักกระอ่วนอึมครึมอย่างไรชอบกล

            “วันศุกร์หน้า ฉันน่าจะได้รู้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมจากคุณนอร์ซ” ฉันหาเรื่องคุยเพื่อสลายบรรยากาศ แต่ไคลล์ก็เอาแต่เงียบ จนฉันต้องขมวดคิ้วถามเขา

            “นี่คุณกำลังหงุดหงิดเหรอ”

            “แล้วเธอว่าฉันควรจะหงุดหงิดมั้ยล่ะ ผู้หญิงที่เราชอบคุยกับผู้ชายอื่นที่มาจีบ แถมยังนัดไปเดทกันอีก”

            “ไม่ได้เดทสักหน่อยแค่ทานข้าวเฉย ๆ” ฉันอุบอิบพูดแก้ต่าง

            ไคลล์เหล่มองฉัน “เธอรู้ดีว่าฉันหมายความว่าอะไร” เขาพูดเสียงเรียบ

            “คุณเองก็ทราบเหตุผลดีว่าฉันทำแบบนี้ทำไม”

            “ใช่…ฉันรู้ สมองฉันรับรู้ แต่หัวใจฉันมันไม่รับฟัง น่าตลกชะมัด…ฉันไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลย” ไคลล์ขมวดคิ้วพูดอย่างหัวเสีย

            ฉันเลิกคิ้วมองเขา “คุณ…ไม่เคยมีแฟนหรือคบใครมาก่อนเลยเหรอ” ฉันอดถามออกไปด้วยความสงสัยไม่ได้

            ไคลล์หันมามองฉันก่อนตอบ “เคยสิ แต่กับเธอมันแตกต่าง ไม่เหมือนกัน ฉันเองก็ไม่เข้าใจ”

            ฉันหันหน้าหลบตาเขา แล้วเราก็พากันเงียบไป ฉันเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี ในใจรู้สึกสับสนว้าวุ่นแปลก ๆ รู้สึกเหมือนว่าตัวฉันกำลังหวั่นไหวกับอีกฝ่ายเข้าให้แล้วล่ะมั้ง แล้วสักพักฉันก็ได้ยินเสียงไคลล์พูดขึ้น

            “ฝนเริ่มซาแล้ว อีกสักพักคงจะหยุด” อยู่ ๆ เขาก็พูดเรื่องฟ้าฝนอีกแล้ว

            “คุณรู้ได้ยังไงคะเรื่องฝน ฉันสงสัยตั้งแต่ตอนแรกที่คุณบอกว่าฝนกำลังจะตกแล้ว” ฉันถามออกไปด้วยความสงสัย ถือโอกาสนี้เปลี่ยนเรื่องคุยไปซะเลย

            “ฉันได้กลิ่น” ไคลล์ตอบ

            “กลิ่น?”

            “ฉันก็อธิบายไม่ถูก เหมือนมันเป็นเซ้นส์น่ะ พวกลมฟ้าอากาศ ฉันมักจะรับรู้ได้เสมอเมื่ออากาศกำลังจะเปลี่ยนแปลง”

            “แล้วคุณรู้ตั้งแต่แรกรึเปล่าว่าฝนกำลังจะตก แต่คุณก็ยังชวนฉันเดินกลับน่ะเหรอ” ฉันเหลือบตามองเขาอย่างสงสัย ไคลล์แสร้งกระแอมในลำคอแล้วหลบตาฉัน

            “คือ…ฉัน…ขอโทษ” ไคลล์ละล่ำละลักบอก “ฉันแค่อยากใช้เวลากับเธอให้นานขึ้นอีกหน่อย เธอคงไม่โกรธฉันใช่มั้ย”

            “งั้น…ก็ถือว่าหายกันค่ะ คุณเลิกหงุดหงิดเรื่องคุณนอร์ซได้แล้ว” ฉันบอกเขา ไคลล์ไม่ตอบอะไร เอาแต่ขมวดคิ้วสีหน้ายุ่งยากใจ

            “คุณนี่เรียกได้ว่าเป็นผู้ชายที่แสนเพอร์เฟ็คสำหรับผู้หญิงได้เลยนะ ฉันไม่เคยคิดว่าจะมีผู้ชายแบบนี้อยู่ในโลกจริง ๆ ทั้งหล่อ ทั้งรวย ทั้งเก่งและเป็นคนดี และดูเหมือน…จะคลั่งรักอีกต่างหาก” ฉันแกล้งเย้าเขา

            ไคลล์เปลี่ยนจากท่าทีหงุดหงิดก่อนหน้านี้ทำเป็นกระแอมด้วยท่าทางที่ดูเหมือนจะเขิน เขายกมือเกาแก้มตัวเองเบา ๆ อย่างประหม่า ถ้าอยู่ในที่สว่างกว่านี้ ฉันคิดว่าต้องเห็นเขาหน้าแดงแน่ ๆ ไคลล์ที่เป็นแบบนี้ก็รู้สึกน่ารักน่าเอ็นดูอยู่เหมือนกันนะ

            แล้วสักพักเขาก็พูดขึ้น “ถึงจะเพอร์เฟ็คอย่างที่เธอว่า แต่ถ้าผู้หญิงที่เราชอบไม่เลือกเรา มันก็ไม่มีประโยชน์” รอยยิ้มฉันชะงักค้างให้กับคำพูดของเขา

            “ตอนนี้ฉันเลือกเดอะนอร์” ฉันตอบไคลล์กลับไปเสียงหนักแน่น

            “ทำไมเดอะนอร์ถึงสำคัญกับเธอนัก สำคัญขนาดที่ว่าเธอกล้าเอาชีวิตตัวเองเข้าไปเสี่ยง ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีอำนาจยิ่งใหญ่อะไรอย่างเธอพยายามปกป้องเดอะนอร์อย่างไม่เกรงกลัวอะไรทั้งนั้น เรื่องใหญ่ขนาดนี้แต่เธอกลับหาหนทางจัดการด้วยตัวคนเดียว ไม่กล้าบอกใครในตระกูลเลย”

            “ฉันไม่รู้ว่าจะไว้ใจใครได้ คนที่ไว้ใจได้ก็มีอำนาจไม่มากพอ” ฉันเลือกตอบไคลล์เฉพาะประเด็นหลัง

            “ฉันอยากรู้ว่าทำไมเธอถึงยอมเสียสละตัวเองแบกภาระที่หนักหนาสาหัสขนาดนี้ไว้คนเดียว  ฉันรู้ว่าเดอะนอร์เป็นองค์กรที่บรรพบุรุษตระกูลเธอก่อตั้งมา แต่เธอดูจะทุ่มเทให้กับมันมากเกินหน้าเกินตาคนอื่น ๆ ในตระกูลเสียอีก”

            “ก็…ฉันเคยบอกคุณแล้วไงว่าฉันต้องการสืบสานปณิธานของท่านเลดี้พิ้งค์” ฉันต้องอ้อมแอ้มตอบเลี่ยง ๆ ไป ทำไมเขาต้องมาคาดคั้นฉันขนาดนี้ด้วยก็ไม่รู้

            ไคลล์มองฉันนิ่งก่อนจะแค่นหัวเราะออกมา “นี่ถ้าเธอบอกว่าตัวเองเป็นเลดี้พิ้งค์กลับชาติมาเกิด ฉันก็เชื่อนะเนี่ย ถึงได้กล้าทำเพื่อเดอะนอร์ถึงขนาดนี้”

            ฉันแอบสะดุ้งในใจ หมอนี่เซ้นส์แรงดีจริง ๆ ฉันแกล้งยิ้มตอบเขากลับไปเล่น ๆ ว่า “ความแตกจนได้ ถูกแล้วล่ะ จริง ๆ แล้วฉันคือเลดี้พิงค์กลับชาติมาเกิด”

            ไคลล์ส่ายหน้ายิ้ม ๆ ดูก็รู้ว่าเขาเห็นคำพูดฉันเป็นเรื่องตลก ซึ่งก็ทำให้ฉันแอบโล่งใจ สักพักเขาก็ถามฉันว่า “แล้วสรุปว่าเรื่องทั้งหมดที่เธอเล่าให้ฉันฟัง เธอต้องการให้ฉันช่วยเธอยังไงต่อไป”

            ฉันครุ่นคิดสักพักแล้วตอบเขากลับไปทางโทรจิต “ตีงูก็ต้องตีให้ตาย…” พร้อมเล่าแผนการที่ตัวเองคิดไว้ให้เขาฟัง




            ด็อกเตอร์คินเปิดประตูห้องพักของนอร์ซ ณ นทธีเข้ามา และเห็นผู้เป็นนายกำลังนั่งชมทิวทัศน์ที่นอกผนังกระจกใสพร้อมถือแก้วจิบไวน์ไปด้วยอย่างอารมณ์ดี เขามองภาพทิวทัศน์ด้านนอกกระจกที่อยู่ในมุมสูงของเมืองแห่งหนึ่งในยูเอสเอซึ่งเต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้าและยานพาหนะหลากหลายชนิดที่บินอยู่เหนือขึ้นไปในอากาศแล้วได้แต่คิดในใจว่ามันน่าดูตรงไหนกัน

            “เป็นยังไง ทางนั้นตอบรับรึยัง ฉันจะได้กลับไทยเสียที” นอร์ซหันมาถาม

            “ยังครับ เขาขอพิจารณาดูอีกหน่อย” ด็อกเตอร์คินตอบ

            นอร์ซแค่นเสียง เปลี่ยนจากโหมดอารมณ์ดี ๆ เป็นหงุดหงิดขึ้นมาทันใด “เสียเวลาจริง ๆ ก็เห็น ๆ กันอยู่ว่าโปรเจคเราเหนือกว่าทางเดอะนอร์ แล้วจะยื้อเวลาไปอีกทำไม”

            “โปรเจคนี้เป็นโปรเจคใหญ่นะครับ มีคนหลายฝ่ายที่ต้องพิจารณาตัดสินใจ ยังไงเราก็ต้องให้เวลาเขาตรวจสอบอย่างละเอียด” ด็อกเตอร์คินให้เหตุผล ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้เป็นนายถึงได้ใจร้อนกว่าปกติ

            นอร์ซทำหน้าเบื่อหน่าย ขณะนั้นเองก็มีเสียงแจ้งเตือนว่ามีคนโทรเข้ามา พอเห็นว่าเป็นนิกซ์ลูกน้องคนสนิทที่เขาให้คอยดูงานอยู่ที่ไทยก็รีบรับสาย

            “ว่าไงนิกซ์”

            ‘เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับคุณนอร์ซ มีตัวทดลองคนหนึ่งหลุดออกไปจากห้องทดลองครับ!’

            “แกว่าไงนะ!” นอร์ซดีดตัวขึ้นจากที่นั่งทันที “แกปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ยังไง ฉันบอกแล้วว่าต้องควบคุมให้ดี แล้วทำไมถึงยังปล่อยให้มันเกิดขึ้นได้อีก!”

            ‘คือ…ตอนนั้นผมไม่ได้อยู่ที่ตึกครับ เป็นคนเฝ้าที่เผลอเรอ’

            “ฉันไม่อยากได้ยินคำแก้ตัวอะไรทั้งนั้น! รีบจัดการให้เรียบร้อยก่อนที่ฉันจะกลับไปถึง!’ นอร์ซวางสายทันทีเมื่อพูดจบ 

            “เกิดอะไรขึ้นครับ” ด็อกเตอร์คินถามอย่างสังหรณ์ใจไม่ดี

            “เก็บของกลับไทย” นอร์ซบอกด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ไม่ตอบคำถามด็อกเตอร์คิน

            “แล้วเรื่องทางนี้ล่ะครับ”

            “แจ้งไปว่าเรามีเรื่องด่วน ถ้าทางเค้าโอเคเมื่อไหรให้ติดต่อมาที่ฉันโดยตรง”


    -----------------------
    ไรท์ขอพักการอัพเดทนิยายชั่วคราวถึงสิ้นเดือน มี.ค.66 นะคะเนื่องจากติดภารกิจอื่น อาจไม่มีเวลาลงนิยายค่ะ ขออภัยทุกท่านด้วยค่ะ

    คล้ายกับเรื่องฉันนี่แหละ...คือท่านผู้นั้น That Great Lady is Me. ที่คุณอ่าน