ตอนที่ 19 งานแต่งงานของลูกพี่ลูกน้อง
หลังจากที่ทานอาหารเสร็จหวังซู่เหมยก็แสร้งมองไปที่พี่ใหญ่และพี่สะใภ้ของเธอด้วยท่าทีที่เป็กังวลก่อนจะขอให้แม่ของเธอเรียกหลานชายคนโตเข้ามา
ก่อนที่หวังซู่เหมยจะแต่งงานนั้นพี่สะใภ้ของเธอก็ได้มีิจื่อแล้ว ซึ่งตอนนั้นเขามีอายุได้หนึ่งขวบหวังซู่เหมยเองก็ได้ช่วยเลี้ยงหลานชายคนนี้ด้วยเช่นกัน จึงทำให้อาและหลานชายค่อนข้างสนิทกันพอสมควร
ในปีนี้ หวังิเหล่ยอายุได้20 ปีแล้ว ซึ่งเขามีอายุมากกว่าฟู่ซินหนึ่งปีแต่เขาเรียนหนังสือไม่เก่งเท่าหวังเหลียงเหล่ยน้องชายของเขาดังนั้นหลังจากที่เรียนจบชั้นประถมศึกษา เขาจึงได้ออกไปทำงานแทน
หวังิเหล่ยนั้นเป็คนที่สมถะมากเขาเป็คนที่ขยันทำงาน ทั้งยังมีระเบียบวินัยมากและเป็คนที่มีรูปร่างสูง หน้าตาดีด้วยเหตุนี้เหล่าแม่ของสาว ๆ ต่างก็อยากได้เขามาเป็ลูกเขย
แต่ก่อนที่หวังซู่เหมยจะทันได้เอ่ยถามหวังิเหล่ยก็ได้พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
เมื่อได้ยินคำพูดที่หลานชายพูดออกมาหวังซู่เหมยต้องตกตะลึงไปทันที !
“อาครับ อาช่วยผมหน่อยได้ไหม ผมอยากถอนหมั้นกับหลิวต้าหนี ! ”
“อะไรนะ ? ! ”
หวังซู่เหมยเพิ่งจะได้ฟังเื่ทั้งหมดจากแม่ของเธอและเธอก็แค่อยากจะถามกับหลานชายว่าเขาเต็มใจหรือเปล่าเท่านั้นไม่คิดเลยว่าหลานชายของเธอจะเอ่ยคำพูดที่ทำให้เธอต้องตกตะลึงไปแบบนี้
แม้แต่ฟู่เหมี่ยวที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ใเช่นกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงแม่เฒ่าหลี่เลย หญิงชรารีบลุกขึ้นยืนทันที
เมื่อเห็นเช่นนั้นหวังซู่เหมยจึงได้คว้าไปที่ข้อมือแม่ของเธอเอาไว้พร้อมกับขยิบตาเพื่อส่งสัญญาณให้แม่ของเธอไม่ต้องกังวล
“ิจื่อ หลานโตเป็ผู้ใหญ่แล้วนะหากจะพูดอะไรก็ควรจะคิดให้ดีก่อน หลานเพิ่งจะหมั้นไปได้ไม่ถึงเดือนเลยไม่ใช่เหรอ หลานคิดถึงผลที่จะตามมาหลังจากที่ถอนหมั้นแล้วหรือยัง? ”
แม้ว่าปีนี้หวังิเหล่ยจะอายุ20 ปีแล้ว แต่เขาก็ยังคงเป็คนที่ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองมากนัก ยิ่งเมื่ออาหญิงของเขาพูดแบบนี้เขาก็ยิ่งรู้สึกพูดไม่ออก เขาจึงได้ก้มหน้าลงพลางครุ่นคิดถึงเื่นี้อีกครั้ง
เมื่อเห็นท่าทางของหลานชายหวังซู่เหมยก็ไม่ได้เร่งเร้าเขาแต่อย่างใดทันใดนั้นเองแม่เฒ่าหลี่ก็กำลังจะพูดบางอย่าง ทว่าหวังซู่เหมยก็ได้ห้ามเธอเอาไว้
“ิจื่อ ไหนลองบอกอามาหน่อยได้ไหมว่าจะให้อาช่วยอย่างไร ? ” หวังซู่เหมยยังคงแสดงท่าทีที่ดูสงบ
หลังจากที่ได้ยินคำพูดนี้หวังิเหล่ยก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพูดออกมาในที่สุด
“อาครับ หลิวต้าหนีที่ผมได้นัดดูตัวกับผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนเดียวกันในวันหมั้น ผมก็ได้บอกเื่นี้กับแม่เป็การส่วนตัวแล้ว แต่แม่ก็บอกว่าผมจำคนผิด !”
“เมื่อผมมองไปยังญาติๆ มากมายที่มาร่วมงาน ผมจึงทำได้เพียงแค่เงียบเท่านั้นและใน่ไม่กี่วันที่ผ่านมา เมื่อมีเวลาว่างผมก็จะพยายามเดินไปรอบ ๆ หมู่บ้านเสี่ยวถุนเพื่อตามหาหลิวต้าหนีคนที่ผมเคยนัดดูตัวแต่ก็หาเธอไม่เจอ”
ทันใดนั้นเองแม่เฒ่าหลี่ก็พูดขึ้นมาด้วยความวิตกกังวลว่า “อะไรนะถ้าเธอไม่ใช่หลิวต้าหนี ? แล้วเธอเป็ใครกันล่ะ ? ”
“ผมรู้แค่ว่าผู้หญิงคนนั้นไม่สูงหรือเตี้ยจนเกินไปเธอไม่ได้อ้วนแต่ก็ไม่ได้ผอมเสียทีเดียว ซึ่งเธอไม่เหมือนหลิวต้าหนีคนนี้เลย และใบหน้าของเธอก็ดูสวยมากทั้งยังมีลักยิ้มบนแก้มทั้งสองข้างอีกด้วย”หวังิเหล่ยพูดออกมาพร้อมกับใบหน้าที่แดงเรื่อ
หวังซู่เหมยครุ่นคิดถึงเื่นี้อย่างละเอียดและรู้ว่าคำพูดของิจื่อนั้นจะต้องเป็เื่จริงอย่างแน่นอนแต่ทำไมพี่สะใภ้ของเธอถึงได้ทำแบบนี้กันล่ะ ?
เธอทำมันโดยที่ไม่รู้ตัวจริงๆ อย่างนั้นหรือ ? หรือว่าเธอจงใจที่จะทำแบบนี้กันแน่ ?
“แม่คะแล้วใครเป็คนจับคู่ให้กับหมิ่งจื่อกันล่ะ ? ”
“คน ๆ นั้นคืออารองของิจื่อเองนั่นแหละเธอไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหนเลย ว่ากันว่าหลิวต้าหนีนั้นเป็หลานสาวของครอบครัวฝั่งสามีของเธอซึ่งเป็ลูกสาวของลูกพี่ลูกน้องของสามีของเธออีกที”
หวังซู่เหมยและฟู่เหมี่ยวที่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกสับสนกับความสัมพันธ์ของพวกเขาเช่นกันพวกเธอไม่เข้าใจความสัมพันธ์ที่ดูยุ่งเหยิงนี้เลยแม้แต่น้อย
“ิจื่อ หลานแน่ใจแล้วอย่างนั้นเหรอว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่หลิวต้าหนีที่เคยนัดดูตัวไป? ”
“ผมแน่ใจครับอาและผมก็พยายามตามหาผู้หญิงคนนั้นมาหลายวันแล้วเหมือนกัน แต่ก็ยังคงตามหาเธอไม่เจอ”
“ซึ่งผมก็ได้บอกเื่กับแม่ไปแล้วเหมือนกันแต่แม่กลับบอกว่าผมเสียสติไปแล้ว”
หวังิเหล่ยรู้สึกสิ้นหวังเป็อย่างมากจนเขานั่งคุกเข่าลงไปกับพื้นพร้อมกับมองไปที่หวังซู่เหมยและแม่เฒ่าหลี่ด้วยแววตาที่เป็ทุกข์
ทันใดนั้นเองแม่เฒ่าหลี่ก็ดุลูกสะใภ้ของเธอทันที ก่อนจะรีบประคองหลานชายให้ลุกขึ้นมา
“เธอเป็แม่ประสาอะไรกันทำไมถึงได้ทำกับลูกชายของตัวเองแบบนี้ เ้าหลานซื่อบื้อ หากวันนี้อาของหลานไม่มาที่นี่หลานก็จะเงียบไปเลยอย่างนั้นเหรอ ? ”
“ถ้าอาไม่มาผมก็จะหาเหตุผลที่จะไปบ้านของอาเองครับ”
ทันใดนั้นเอง หวังซู่เหมยก็รู้สึกโกรธขึ้นมาเช่นกันเธอครุ่นคิดถึงเื่นี้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนในที่สุดเธอก็ข่มอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ได้แต่ทว่าฟู่เหมี่ยวที่อยู่ข้าง ๆ กลับกลอกตาไปมาด้วยความโกรธ
“เอ่อ... แม่คะหนูมีความคิดบางอย่างค่ะ แต่หนูก็ไม่รู้ว่า...”
“เสี่ยวฉุ่ยถ้าลูกมีความคิดเห็นอะไรก็พูดมันออกมาเลย อย่าคิดมาก แม่อยู่ที่นี่แล้ว ! ” หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับมองไปที่ลูกสาวของเธอ
เมื่อได้ยินเช่นนั้นฟู่เหมี่ยวจึงชะโงกศีรษะเข้าไปใกล้ ๆ กับแม่ของเธอ ก่อนจะกระซิบบางอย่างออกไปเบา ๆ
ไม่ใช่เพราะว่าเธอไม่อยากจะบอกแม่เฒ่าหลี่และหวังิเหล่ยแต่เป็เพราะเื่ที่ฟู่เยี่ยนสามารถทำนายดวงชะตาได้นั้นยังคงเป็ความลับดังนั้นเธอจึงกลัวว่าจะทำให้แม่เฒ่าหลี่รู้สึกหวาดกลัว
“ทั้งสองคนกำลังแอบพึมพำอะไรกันอยู่? อย่าบอกนะว่ากำลังแอบพูดลับหลังคนอื่นอยู่”
“แม่คะหนูไม่ได้กลัวว่าใครจะได้ยินคำพูดนี้หรอกนะ แต่เราก็ควรจะระวังเอาไว้หน่อยก็ดี”
หลังจากได้ยินสิ่งที่ลูกสาวของเธอพูดหวังซู่เหมยก็ตัดสินใจบางอย่างขึ้นมาได้ทันทีแม้ว่าความคิดของเสี่ยวฉุ่ยจะดูเสี่ยงไปเล็กน้อย แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นนับว่าดีเลยทีเดียว
“แม่คะ นี่ก็บ่ายแล้ว ถ้าอย่างนั้นหนูขอตัวกลับก่อนดีกว่าค่ะเอาไว้สุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้ แม่พาพี่สะใภ้และิจื่อไปที่บ้านของหนูก็แล้วกันอย่าลืมพาพี่สะใภ้ไปให้ได้นะคะ ! ”
ซึ่งแผนของหวังซู่เหมยนั้นก็คือเธอจะขอให้เสี่ยวฮั่วช่วยทำนายดวงชะตาของพี่สะใภ้ เธอจะได้รู้ความจริงสักทีและหลังจากนั้นเธอก็จะไปที่หมู่บ้านเสี่ยวถุนเพื่อดูความเคลื่อนไหวของตระกูลหลิว
“แล้วเื่ของิจื่อล่ะ? ” แม่เฒ่าหลี่เอ่ยถามขึ้นมาด้วยความกังวลอีกครั้ง
ส่วนหวังิเหล่ยก็มองไปที่อาของเขาด้วยดวงตาที่เป็ประกายเช่นกัน
“เื่นี้เราจะหุนหันพลันแล่นไม่ได้แม่คะ แม่ต้องคอยระวังเื่นี้เอาไว้ก่อนและอย่าปล่อยให้การแต่งงานเกิดขึ้นเด็ดขาด เื่นี้เรายังคงต้องคุยกันอีกยาว”
“หนูจำได้ว่าที่หมู่บ้านเสี่ยวถุนมีเพื่อนสมัยเด็กของต้าหย่งได้สร้างครอบครัวอยู่ที่นั่นด้วยเอาไว้หนูจะขอให้เขาช่วยตามสืบเื่นี้ให้ค่ะ”
จากนั้นหวังซู่เหมยก็ได้กำชับกับพ่อ แม่ และหลานชายว่าอย่าบอกเื่นี้กับใครโดยเฉพาะพี่สะใภ้ของเธอ
แม่เฒ่าหลี่และหลานชายของเธอต่างก็พยักหน้าเห็นด้วยและตั้งหน้าตั้งตารอให้ถึงวันหยุดสุดสัปดาห์นี้
....……
อีกด้านหนึ่งในตอนที่ฟู่เยี่ยนและฟู่ต้าหย่งกลับมาถึงบ้านนั้นก็เป็เวลาหกโมงเย็นแล้วแต่ท้องฟ้ายังคงไม่มืด ส่วนหวังซู่เหมยและฟู่เหมี่ยวได้กลับมาถึงบ้านนานแล้วทั้งยังช่วยกันทำอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้วอีกด้วย
ทางด้านฟู่ซินและฟู่เซินเองก็กลับมาแล้วเช่นกันวันนี้ฟู่ซินได้ไปช่วยงานของหมู่บ้าน ในขณะที่ฟู่เซินและเพื่อน ๆก็ได้ใช้เวลาทั้งวันไปกับการหาปลาที่ริมแม่น้ำ
เมื่อฟู่เยี่ยนเดินเข้ามาฟู่ซินและคนอื่นต่างก็เข้าไปดูปลาในถังที่ฟู่เซินหามาได้ซึ่งมีปลาไหลและปลาคาร์พไม้กางเขนตัวเล็ก ๆ อยู่ประมาณสิบกว่าตัว
พวกเขาได้เอาปลาคาร์พไม้กางเขนนั้นลงไปทอดในน้ำมันพร้อมกับเสิร์ฟเอาไว้บนโต๊ะแล้ว ส่วนปลาไหลยังคงต้องรอมันคายโคลนออกมาก่อน จึงจะเอาไปประกอบอาหารได้
เมื่อเสี่ยวฮั่วและพ่อของพวกเขากลับมาทุกคนต่างก็เห็นว่าพวกเขาไม่ได้มีอะไรติดไม้ติดมือกลับมาด้วยเลยซึ่งนั่นก็หมายความว่าทั้งสองขายของหมดนั่นเอง
“คุณคะ คุณขายเหล้าองุ่นกับองุ่นจนหมดเลยอย่างนั้นเหรอ? ” เมื่อเห็นว่าสองพ่อลูกกลับมาโดยไม่ได้ถืออะไรกลับมาด้วยเลยหวังซู่เหมยจึงเอ่ยถามออกไปด้วยความประหลาดใจ
“ใช่แล้ว่ะเราขายพวกมันหมดแล้ว แม่คะ ตอนนี้หนูหิวมากเลยค่ะ เราไปกินข้าวกันก่อนดีไหมคะ” ตอนนี้ฟู่เยี่ยนรู้สึกหิวมากจริง ๆ
“ถ้าอย่างนั้นเราไปกินก่อนข้าวกันก่อนดีกว่า แล้วค่อยมาคุยเื่นี้กันทีหลัง ! ”
ในตอนนี้พวกเขาทุกคนต่างก็อยากรู้ว่าเหล้าองุ่นของพวกเขาขายได้ราคาเท่าไรแต่เนื่องจากแม่ของพวกเขาพูดออกมาแบบนั้น พวกเขาจึงต้องทำตามอย่างช่วยไม่ได้
อย่างไรก็ตามหลังจากที่กินข้าวเสร็จ พวกเขาก็ต้องได้รู้เื่นี้อยู่แล้ว
เมื่อทานข้าวเสร็จทุกคนต่างก็เงียบ ๆ ไปทันที พวกเขารีบช่วยกันเก็บโต๊ะก่อนจะมารวมตัวกันที่ห้องของฟู่ต้าหย่งอย่างพร้อมหน้า
จากนั้นฟู่ต้าหย่งก็ได้หยิบผ้าและขนมที่เขาซื้อออกมา เมื่อเห็นเช่นนั้นดวงตาของฟู่เซินก็เบิกกว้างขึ้นมาทันที
ตามด้วยหยิบถุงเงินที่พวกเขาขายของได้ก่อนจะมอบมันให้กับหวังซู่เหมยไป
เมื่อรับถุงเงินมาแล้วหวังซู่เหมยก็นับมันถึงสองครั้ง และมือของเธอก็ยังคงสั่นเทาด้วยความรู้สึกตื่นเต้นซึ่งเธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเหล้าองุ่นของเธอจะทำเงินได้มากมายขนาดนี้
“ทั้งหมด 80 หยวน ! ! ช่างน่าเหลือเชื่อจริง ๆ ! ”
เงิน 80หยวนนั้น หากจะเทียบกับเงินเดือนของคนงานในเหมืองถ่านหินแล้วล่ะก็ ต่อให้พวกเขาทำงานทั้งเดือนก็คงจะได้เงินเพียงแค่40-50 หยวนเท่านั้น
แล้วแบบนี้จะไม่ให้เธอตื่นเต้นได้อย่างไรกันตอนนี้เท่ากับว่าเธอได้รับเงินเดือนของคนงานในเหมืองถ่านหินถึง 2 เดือนเลยนะ ?
“พวกเราขายเหล้าองุ่นได้ทั้งหมด18 ถังค่ะ รวมเป็เงินทั้งหมด 90 หยวนและขายองุ่นอีก 2-3 กิโลกรัมด้วย ซึ่งได้เงินมาอีก 8 หยวนทั้งยังได้เงินมัดจำเหล้าองุ่นอีก 10 หยวนด้วยนะคะพวกเขาสั่งเหล้าองุ่นเราเพิ่มอีกตั้ง 20 ถังเลยรวมเงินที่เราทำได้ทั้งหมดก็ 108 หยวนค่ะจากนั้นหนูก็ไปซื้อของที่จำเป็กับผ้าสุดท้ายก็เหลือเงินกลับมาเท่าที่เห็นนั่นแหละค่ะ”
ฟู่เยี่ยนคำนวณรายละเอียดต่างๆ ให้กับแม่ของเธอฟัง
“มีเงินมัดจำด้วยอย่างนั้นเหรอ? ทั้งยังสั่งถึง 20 ถังอีกด้วย ? ” เมื่อได้ยินเช่นนี้ฟู่ซินและคนอื่นต่างก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
“ใช่แล้วแม้ว่าคนที่สั่งเหล้าองุ่นของพวกเราจะแต่งตัวดูธรรมดาแต่ฉันคิดว่าครอบครัวของเขาจะต้องมีชื่อเสียงมากแน่ ๆไม่แน่เขาอาจจะเป็เ้าของโรงงานทอผ้าแห่งนั้นก็ได้นะ และที่สำคัญเขายังบอกว่าเหล้าองุ่นของเรารสชาติดีอีกด้วย” ฟู่ต้าหย่งพูดออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม
“เขาจะต้องเป็เ้าของโรงงานแน่ๆ เพราะมีเพียงเ้าของโรงงานเท่านั้นที่จะมีเงินซื้อเหล้าองุ่นได้” หวังซู่เหมยพูดพลางยิ้มจนตาหยี
ตอนนี้รายได้ภายในครอบครัวของพวกเขานั้นเพิ่มขึ้นแล้ว ทุกคนจึงรู้สึกมีความสุขมากจากนั้นพวกเขาก็ดูผ้าที่ฟู่เยี่ยนซื้อมาเพื่อดูว่าพวกเขาจะเอาไปตัดชุดแบบไหนได้บ้าง
หลังจากที่พูดคุยกันอย่างมีความสุขแล้วหวังซู่เหมยก็ได้พูดถึงเื่ของิจื่อหลานชายของเธอขึ้นมา
ทันใดนั้นเองสีหน้าของทุกคนก็ดูเคร่งขรึมขึ้นมาทันทีและช่วยกันคิดว่าจะช่วยลูกพี่ลูกน้องของพวกเขาให้รู้ความจริงได้อย่างไรดี
ทันใดนั้นเองหวังซู่เหมยก็บอกถึงความคิดของฟู่เหมี่ยวให้กับทุกคนฟังอีกครั้งทันใดนั้นทุกคนต่างก็มองไปที่ฟู่เยี่ยน และนึกถึงความสามารถของน้องสาวได้ทันที
ส่วนฟู่เยี่ยนเองพยักหน้ารับเช่นกันเธอสามารถทำเื่นี้ได้อย่างสบาย ๆ อยู่แล้ว
“เราคงต้องรอให้อาสะใภ้และพี่ิจื่อมาที่บ้านก่อนแล้วค่อยมาคิดอีกทีว่าจะทำยังไงกันต่อ”
“แม่ได้คิดเื่นี้เอาไว้แล้วและขอให้ยายพาทั้งสองคนมาที่บ้านของเราในสุดสัปดาห์นี้แล้วด้วย” หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับพยังหน้าด้วยความภาคภูมิใจในสติปัญญาของตัวเอง
แต่เมื่อพูดถึงหลิวต้าหนีไม่มีใครคาดคิดว่าฟู่เซินนั้นจะสามารถช่วยเหลือพวกเขาได้