คงเป็นเพราะสกุลเย่ในตอนนี้ได้พึ่งพิงผู้มีอำนาจแล้วจึงไม่จำเป็นต้องสนใจบ้านและที่ดินของพวกนางอีกต่อไปได้ยินมาว่านายท่านหวังได้กล่าวไว้ว่า หากเย่จื้อเหอยินดีแต่งเข้าเป็นเขยก็จะมอบคฤหาสน์ในเมืองให้ถึงสามหลัง!
การเป็นผู้เลี้ยงหมูรายใหญ่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นพวกเขามีคฤหาสน์และที่ดินมากมาย เพื่อให้ได้ลูกเขยคนนี้ ก็ยอมทุ่มเงินจำนวนมากแต่ย่าเฒ่าสกุลเย่จะยอมได้อย่างไรเล่า! เย่จื้อเหอคือแก้วตาดวงใจของนางนางยังหวังให้เขาเป็นขุนนางใหญ่ สร้างชื่อเสียงให้แก่วงศ์ตระกูล!
ฉะนั้นเรื่องนี้จึงไม่อาจเจรจาได้ขอสรุปและเย่จื้อเหอก็ไม่ได้ตกลงจะแต่งงานกับหวังเจินเจินเขาเพียงต้องการถ่วงเวลาไว้ก่อน รอจนกว่าจะถึงการสอบขุนนางที่เมืองหลวงอีกครั้งหากเขาสอบผ่าน ก็จะเตะหมูอ้วนตัวนี้ทิ้งไปทันที
นายท่านหวังจะยอมให้เขาถ่วงเวลาได้อย่างไรเล่าหวังเจินเจินก็อายุสิบหกแล้ว หากรออีกสองปีก็จะกลายเป็นหญิงแก่ไป!เดิมทีรูปร่างหน้าตาไม่ดี แต่ด้วยฐานะร่ำรวยก็ไม่ต้องกังวลเรื่องแต่งงานแต่ทั้งบิดาและบุตรสาวต่างก็เย่อหยิ่ง ดูหมิ่นคนทั่วไป
น่าเสียดายที่คนระดับเดียวกันก็ไม่สนใจพวกเขาตอนนี้เย่จื้อเหอนับว่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดแล้ว ยังหนุ่ม มีความสามารถและหน้าตาไม่น่าเกลียด ภายใต้การเร่งเร้าของหวังเจินเจินนายท่านหวังกัดฟันกล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นเขย หากแต่งงานกับบุตรสาวของเขาก็จะมอบคฤหาสน์ในเมืองให้หนึ่งหลัง ส่วนสินสอดก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เมื่อคนในสกุลเย่ได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจกันยกใหญ่ คฤหาสน์ในเมืองมิใช่หมายความว่าพวกเขาสามารถออกจากหมู่บ้านกันดารนี้ได้แล้วหรือ!
นางตู้ครุ่นคิดถึงคฤหาสน์แต่ก็ไม่อยากให้บุตรชายต้องลำบาก จึงลังเลใจหวังเจินเจินจะคู่ควรกับจื้อเหอได้อย่างไรเล่า! ส่วนย่าเฒ่ากลับคิดว่าให้ได้มาก่อนแล้วค่อยว่ากัน บุรุษชายชาติชาย การมีภรรยาสามคนสี่คนเป็นเรื่องปกติเมื่อครอบครัวของพวกเขาเจริญรุ่งเรืองแล้ว ค่อยหย่ากับหวังเจินเจินเสีย
เป็นเพียงหินรองเท้าชั่วคราวทนหน่อยก็แล้วกัน ภายใต้การเกลี้ยกล่อมของย่าเฒ่าในที่สุดเย่จื้อเหอก็พยักหน้าเห็นด้วย ทั้งสองฝ่ายจึงเริ่มหารือเรื่องงานแต่งงานและเตรียมย้ายครอบครัวเข้าเมือง!
หมู่บ้านเถียนซินมีเหตุการณ์ใหญ่สองเรื่องเกิดขึ้นต่อเนื่องถือเป็นการเพิ่มความครึกครื้นหลังมื้ออาหารของชาวบ้านทุกคนนั่งลงคุยกันเรื่องสะใภ้คนใหม่ของบ้านนางซูหรือการที่สกุลเย่ได้พึ่งพิงตระกูลเศรษฐีแล้วกำลังจะย้ายบ้านใหม่ บลา บลา บลา...
เมื่อทังหว่านหรงก้าวเข้ามาเป็นสะใภ้นางก็ตั้งใจทำตัวเป็นภรรยาที่ดีเนื่องจากตั้งแต่เด็กนางถูกพี่สะใภ้บังคับให้ช่วยงานบ้านอยู่เสมอนางจึงเป็นคนขยันขันแข็ง
คนที่ขยันมักเป็นที่รักใคร่แม้ที่บ้านจะมีสาวใช้สองคน แต่นางซูก็เห็นแล้วชื่นใจท่าทีของสะใภ้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะใช้ชีวิตให้ดีความไม่พอใจที่เกิดจากพี่ชายและพี่สะใภ้ของนางจึงถูกโยนทิ้งไป
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดคือเย่จื้อเฟิงเขามีความรับผิดชอบมากขึ้น อาจเป็นเพราะหลังจากแต่งงานเขารู้สึกถึงภาระบนบ่ามากขึ้น ในบ้านมีผู้หญิงสามคน มีเพียงเขาที่เป็นผู้ชายเขาหวังว่าตนเองจะสามารถสร้างฐานะให้พวกนางได้
นางซูมองแล้วก็รู้สึกปลาบปลื้มใจยิ่งนัก“ไม่น่าแปลกใจที่เขาว่าบุรุษควรรีบแต่งงานมีครอบครัวเสียก่อนแล้วค่อยสร้างฐานะ หากไม่แต่งงานแล้วจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้อย่างไรกัน!”
“ตอนนี้ถอนหายใจได้แล้วหรือ?” จินหลันเอามือปิดปากหัวเราะ“รอจื้อเฟิงเป็นพ่อคนเสียก่อนเขาจะเข้าใจภาระอันหนักอึ้งของครอบครัวยิ่งกว่านี้!”
“เช่นนั้นข้าจะได้เป็นคุณย่าแล้วหรือนี่?” นางซูนึกถึงเรื่องนี้ก็ดีใจยิ่งนักหัวเราะจนหุบปากไม่ลง การมีบุตรหลานก็เพื่อหวังให้พวกเขาได้สืบสานวงศ์ตระกูลพอนึกย้อนกลับไปก็ตกใจ เวลานั้นผ่านไปรวดเร็วนัก
บุตรชายอ่อนแอที่เคยทำให้นางนอนไม่หลับยามค่ำคืนบัดนี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ทุกคนต่างกล่าวว่าบุตรชายของนางนั้นฉลาดหลักแหลมพึ่งพาได้ และเป็นคนซื่อสัตย์
“อีกไม่นานแล้ว ข้าเองก็กำลังจะให้ลูกสาวดูตัวบ้าง” เมื่อพูดถึงเรื่องนี้จินหลันก็อดเป็นกังวลไม่ได้ “ลูกสาวข้าไม่สวยเท่าชิงชิงจะหาบ้านดีๆ ได้ก็คงยาก”
“เจ้าก็พูดไป ลูกสาวของเจ้าทั้งขยันและซื่อสัตย์นับว่าเป็นสะใภ้ที่ดีที่สุดแล้ว” นางซูยิ้มแล้วกล่าวชมเชย
ทั้งสองคนพูดคุยกันไปเรื่อยส่วนเย่ชิงชิงกับทังหว่านหรงก็จูงเจ้าหมาออกไปเดินเล่น
สุนัขนั้นซื่อสัตย์และคิดถึงเจ้าของเก่าไม่ว่าจะนานแค่ไหนก็ไม่มีวันลืมคนที่เคยเลี้ยงดูมันเจ้าหมาห่างเจ้าของเก่ามานานเกินไป จึงคิดถึงเจ้าของเก่าเป็นอย่างมากบัดนี้เจ้าของใหม่และเจ้าของเก่าได้กลายเป็นคนในครอบครัวเดียวกันแล้วสามารถเล่นด้วยกันได้อย่างอิสระทุกวัน ผู้ที่สุขใจที่สุดก็คือมันนี่แหละ
“พี่ทัง ตอนนั้นท่านกล้าหาญถึงเพียงนั้น ออกมาด้วยตนเองได้อย่างไรเจ้าคะ?”ในที่สุดเย่ชิงชิงก็อดไม่ได้ที่จะถามออกไป ด้วยความสงสัย
ในความคิดของนางสตรีในยุคนี้ถูกจำกัดด้วยขนบธรรมเนียม ไม่มีใครกล้าตัดสินใจแสวงหาความรักด้วยตนเองหากพลาดพลั้งไปเพียงนิดเดียว ก็จะถูกข่าวลือประณาม ไม่มีวันสงบสุขได้อีก
ทังหว่านหรงครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วนแล้วส่ายหน้า “ข้าไม่รู้ ตอนนั้นข้าแค่ใจร้อนเพียงวู่วามแล้วก็วิ่งออกมา”
เอ๊ะ?เย่ชิงชิงเกาหัว นางคิดว่านางผ่านการต่อสู้ทางความคิดมากมายในที่สุดก็บรรลุธรรมในฉับพลัน จึงรวบรวมความกล้าหาญและเดิมพันทุกสิ่ง...เพราะปกติทังหว่านหรงดูเป็นคนเงียบขรึมและอ่อนโยน
“โชคดีที่ฟ้ายังปรานี ข้าจึงสามารถหาร้านไป่เว่ยได้สำเร็จ...คืนนั้นขอบคุณเจ้ามากจริงๆ” ทังหว่านหรงคิดแล้วก็ใบหน้าจะแดงก่ำถึงแม้ตอนนี้ชื่อเสียงของนางในหมู่บ้านอวี้หลัวจะไม่ค่อยดีนักแต่หากไม่ได้พักโรงเตี๊ยมกับชิงชิง คงจะมีเรื่องเลวร้ายยิ่งกว่านี้อีก
“นี่แหละคือโชคชะตา มิใช่คนในครอบครัวเดียวกัน ก็ไม่อาจเข้าบ้านเดียวกันได้”เย่ชิงชิงกะพริบตา แล้วกล่าวอีกว่า “หยางหลิ่วใกล้จะคลอดแล้วท่านยายตาบอดที่บ้านนางดูแลตัวเองไม่ได้ แม้จะจ้างคนมาช่วยแต่พี่อาหลัวต้องอยู่ดูแลนางหลายวัน ร้านค้าที่ถนนหุยหลัวไม่มีใครดูแลท่านแม่จึงอยากให้ท่านไปช่วยดูแลกับข้า”
ไปดูแลร้านค้าขายของหรือ? ทังหว่านหรงถาม “ข้าทำได้ด้วยหรือ?”
ในลานบ้านทุกวันเต็มไปด้วยความวุ่นวายนางอยากจะช่วยงานบ้าง แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน ในเมื่อนางเข้ามาเป็นสะใภ้แล้วก็ควรจะช่วยแบ่งเบาภาระของแม่สามีบ้าง