บทที่ 19 สตรีผู้สูงส่ง
“ข้าจะตอบให้เ้าคลายความสงสัย...” เสียง์กึกก้องขึ้นอีกครา ทรงพลังจนอากาศรอบด้านสั่นะเื “สหายของเ้าทั้งหกคนนั้น แม้จะแข็งแกร่งเพียงใดหรืออยู่สูงปานไหน แต่พวกเขาก็ยังยึดติดและปล่อยวางมิได้แม้แต่คนเดียว จึงมิสามารถผ่านการทดสอบของ์ไปได้”
เสียงนั้นเว้นจังหวะครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยสำทับ “หากผู้ใดคิดจะผ่านการทดสอบนี้ไปให้ได้ ผู้นั้นต้องแข็งแกร่งและต้องละทิ้งทุกสิ่งอย่าง... ต้องปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่นทั้งต่อสิ่งของ ความคิด ความรู้สึก หรือแม้แต่ความคาดหวังใดๆ ทั้งสิ้น”
“เ้าเอง... รวมถึงสหายของเ้าทั้งหก ต่างก็ยังมิอาจละทิ้งทุกอย่างได้ จึงมิอาจผ่านการทดสอบนี้ไปได้ ในรอบหมื่นกว่าปีที่ผ่านมา ผู้ที่สามารถผ่านบททดสอบและก้าวเดินบนเส้นทางแห่ง์ได้นั้นมีไม่ถึงสิบคนด้วยซ้ำ ทว่ากว่าที่พวกเขาเ่าั้จะละทิ้งทุกสิ่งได้สำเร็จ ต่างก็ล่วงเข้าสู่วัยชรากันหมดแล้ว... เ้าในยามนี้ที่ยังเยาว์วัยและเพียบพร้อมด้วยกิเลส จงยอมแพ้เสียเถิดหลิวชิง”
“ท่านเข้าใจผิดแล้ว... ที่ท่านบอกให้ข้ายอมแพ้ เพราะข้ามิมักใหญ่ใฝ่สูงคิดจะทดสอบหรือเดินบนเส้นทางแห่ง์อะไรนั่นั้แ่ต้น” หลิวชิงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าหนักแน่น “แม้แต่เสี้ยวความคิดก็มิเคยมี ที่ข้ามาวันนี้เพียงเพราะอยากรู้และเห็นความจริงด้วยตาตนเองเท่านั้น”
เขายกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อ “บัดนี้ข้ารู้แล้วว่าหนทางที่ผู้คนต่างวาดฝันกันไว้นั้น มิต่างจากเื่เพ้อฝันที่มิอาจเป็ไปได้ั้แ่แรก ข้าสงสัยมาตลอดว่าเหตุใดหมื่นปีมานี้จึงมีผู้ทำสำเร็จเพียงหยิบมือ... ที่แท้ก็เพราะเหตุนี้เอง หากจะให้ข้าต้องละทิ้งทุกสิ่งอย่างขนาดนั้น สู้ข้าปล่อยให้สังขารล่วงลับดับสูญไปตามกาลเวลามิดีกว่าหรือ? เหตุใดต้องพยายามทำในสิ่งที่เป็ไปไม่ได้และฝืนธรรมชาติถึงเพียงนั้น”
หลิวชิงเอ่ยออกมาอย่างใส่อารมณ์เพราะเขารู้สึกว่าเงื่อนไขนั้นมันเป็ไปไม่ได้ หากต้องทำเช่นนั้นจริงคงมิต่างอะไรกับการกักขังตัวเองอยู่ในถ้ำมืดมิดเพื่อละทิ้งทุกอย่าง แล้วชีวิตจะมีความสุขได้อย่างไรมีแต่จะกลายเป็บ้าเสียเปล่าๆ
ทันใดนั้นเองแรงกดดันมหาศาลพลันปะทุขึ้นและถาโถมเข้าใส่เขาอย่างบ้าคลั่ง มันรุนแรงและหนักหน่วงยิ่งกว่าพลังใดๆ ที่เขาเคยััมาในชีวิต แรงปะทะนั้นมหาศาลจนพื้นดินใต้เท้าของหลิวชิงแตกละเอียดเป็เสี่ยงๆ จนกลายเป็หลุมลึกในพริบตา
“โง่เขลาเบาปัญญา! หากริอยากจะขึ้น์ก็จงละทิ้งทุกสิ่งและตัดตัณหาให้สิ้นจนจิตบริสุทธิ์ มาแต่ตัวเปล่ามิใช่หรือ นั่นคือเกณฑ์แห่ง์ที่เ้าควรรู้!” เสียง์ตวาดก้องด้วยความพิโรธ “มนุษย์ต่ำต้อยช่างวาจาห้าวหาญนัก ข้าจะพิสูจน์ให้เ้าเห็นเองว่าพลังแห่งเทพ์ที่แท้จริงเป็เช่นไร!”
สิ้นคำแรงกดดันมหาศาลก็ทวีความรุนแรงขึ้นหลายเท่าตัวจนหลิวชิงถึงกับกระอักเืคำโตออกมา เขาพยายามตะเกียกตะกายหอบหายใจอย่างยากลำบาก ทว่าร่างกายกลับถูกกดจนจมลึกลงไปในผืนดิน
ทันใดนั้น ท้องฟ้าเหนือศีรษะพลันมืดมิดลง เมื่อปรากฏฝ่ามือขนาดมหึมาปกคลุมไปทั่วชั้นฟ้า มันค่อยๆ เคลื่อนตัวลงมาอย่างช้าๆ ราวกับจะบดขยี้มดปลวกตัวหนึ่งให้แหลกลาญไปพร้อมกับปฐี
“นี่หรือ... พลังของสิ่งที่อยู่เื้ัประตูบานนั้น” หลิวชิงพึมพำออกมาอย่างยากลำบาก ท่ามกลางกระแสพลังที่บีบคั้นจนร่างกายแทบจะแตกสลาย เขารู้ดีว่ายามนี้โอกาสรอดชีวิตช่างน้อยนิด ทว่าในใจกลับไม่มีความนึกเสียใจในสิ่งที่ได้กระทำลงไปเลยแม้แต่น้อย
หากผู้ใดได้มายินสิ่งที่เสียง์นั่นเอ่ยออกมา ย่อมต้องรู้สึกโมโหไม่ต่างจากเขา จะให้เหล่าสหายที่เคยร่วมเป็ร่วมตายฝ่าฟันอุปสรรคมาด้วยกันต้องมาละทิ้งทุกอย่างได้อย่างไร? จะให้ตัดขาดเยื่อใยแล้วปล่อยวางทุกสิ่งเพื่อแลกกับการเป็เทพเซียนที่ว่างเปล่า... ใครเล่าจะทำลง? ทั้งเพื่อนพ้องและคนรัก ต่างก็มีเหตุผลสำคัญที่ทำให้พวกเขาได้มาพานพบกันทั้งสิ้น
หวืดดดด!!
ฉับพลันนั้นเอง... ท่ามกลางลมหายใจที่โรยรินของหลิวชิง ทุกสิ่งรอบตัวเขาก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างประหลาด สรรพสิ่งรอบกายรวมถึงร่างกายของเขาเองพลันสั่นไหวและย้อนคืนกลับสู่สภาพเดิมในชั่วพริบตาราวกับย้อนเวลากลับ เขากลับมายืนตระหง่านอกผายไหล่ผึ่งราวกับมิเคยถูกแรงกดดันใดๆ บดขยี้มาก่อน
หลิวชิงรีบตั้งสติและพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความงุนงง ทว่ายังมิทันได้คำตอบ ประตูบานั์นามว่าประตูเบิก์ ที่เคยตั้งตระหง่านค้ำฟ้าก็พลันสลายหายวับไปต่อหน้าต่อตา ราวกับว่ามันมิเคยตั้งอยู่ตรงนั้นมาก่อน สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาแทนที่ความยิ่งใหญ่อลังการนั้น กลับมีเพียงเกาะอันเขียวขจีที่เต็มไปด้วยหมู่มวลแมกไม้และกลิ่นอายของสัตว์ิญญาที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติเท่านั้น
หลิวชิงยืนอึ้งงันความสับสนประดังเข้ามาจนเขาคิดไม่ตก ว่าเขาตายไปแล้ว? เื่ทั้งหมดนี้เป็เพียงความฝันหรือภาพลวงตา? ไม่ว่าเขาจะพยายามเค้นหาเหตุผลเพียงใด ก็ไม่อาจเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นได้เลย
ทว่าความมึนงงนั้นคงอยู่ได้ไม่นาน... ฉับพลันทุกอย่างรอบกายเขาก็เลือนหายไปอีกครั้ง เหลือเพียงความมืดมิดอันไพศาลที่มีหมู่ดาวระยิบระยับประดับอยู่ราวกับเขากำลังลอยคว้างอยู่ท่ามกลางห้วงอวกาศอันไร้ขอบเขต พื้นดินเกาะ์ที่เขาเคยเหยียบย่ำเมื่อครู่ บัดนี้อันตรธานหายไปสิ้น เหลือเพียงตัวเขาที่ลอยอยู่กลางความว่างเปล่าเพียงลำพัง
ท่ามกลางความมืดมิดอันไพศาลแสงสีขาวทองเจิดจรัสพลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของหลิวชิง แสงนั้นมาพร้อมกับกระแสพลังที่ล้ำลึกจนมิอาจหยั่งถึง แม้มันจะแผ่ซ่านความอบอุ่นออกมาอย่างมหาศาล ทว่ากลับมิได้ให้ความรู้สึกกดดันหรือข่มขู่เหมือนพลังที่เคยััจากประตูเบิก์
พลังลึกลับนี้แผ่ขยายออกไปทุกทิศทาง ครอบคลุมไปทั่วทั้งห้วงอวกาศ หรืออาจจะกว้างไกลไปทั่วทั้งจักรวาลเสียด้วยซ้ำ เพราะสายตาของเขาในยามนี้มิอาจมองเห็นจุดสิ้นสุดของมันได้เลย สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้หลิวชิงรู้สึกว่าตัวของเขานั้นช่างเล็กจ้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ที่กำลังเผชิญอยู่
เมื่อแสงสีขาวทองค่อยๆ สงบนิ่งลง เบื้องหน้าของหลิวชิงก็ปรากฏเรือนร่างของสตรีผู้หนึ่งซึ่งมีความงดงามจนมิอาจหาสิ่งใดในโลกหล้ามาเปรียบเปรยได้ ร่างกายของนางใหญ่โตมโหฬารเกินกว่าจะจินตนาการ จนหลิวชิงรู้สึกว่าตนเองเล็กลงไปถนัดตา ราวกับเป็เพียงธุลีผงที่ล่องลอยอยู่ต่อหน้าเทพเ้า
นางงดงามเกินกว่าจะเป็เพียงมนุษย์เดินดิน ผิวพรรณขาวละเอียดราวกับหิมะแรกแห่งฤดูหนาว ดวงตาของนางล้ำลึกคล้ายกับห้วงจักรวาลที่ไร้ขอบเขต เส้นผมสีน้ำตาลประกายระยิบระยับพลิ้วไหวไปมาราวกับมีชีวิต แม้ในอวกาศแห่งนี้จะไร้ซึ่งกระแสลมก็ตาม
นางสวมใส่อาภรณ์ยาวโปร่งแสงสีขาวปนทอง ปักลวดลายวิจิตรบรรจงคล้ายกับหมู่มวลเกลียวคลื่นของดวงดาวที่โคจรอยู่รอบกาย เป็ภาพที่สะกดทุกความรู้สึกของหลิวชิงให้หยุดนิ่งอยู่กับที่
หลิวชิงตกตะลึงจนตาค้างอยู่นาน เนิ่นนานจนเกือบจะลืมหายใจเมื่อได้สติเขาก็พลันคุกเข่าลงก้มหน้าคำนับตามสัญชาตญาณในทันที
“ข้าน้อยมีนามว่า หลิวชิง... มิทราบว่าท่านคือผู้ใด? ความงดงามของท่านมิมีสิ่งใดเปรียบได้ ทั้งพลังอำนาจก็ล้ำลึกเกินกว่าข้าน้อยจะหยั่งถึง”
เขาไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองตัวตนที่ยิ่งใหญ่เบื้องหน้า ไม่ใช่เพราะความกลัวที่โดนข่มขู่ แต่เป็ความรู้สึกจากส่วนลึกที่บอกว่านี่คือสิ่งที่สมควรทำต่อหน้าผู้ที่อยู่เหนือสามัญสำนึกเช่นนี้
“ลุกขึ้นเถิด”
เสียงของสตรีผู้สูงส่งเบื้องหน้าเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางไพเราะราวกับท่วงทำนองดนตรีที่กล่อมเกลาจิตใจ เมื่อได้ยินดังนั้นหลิวชิงจึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างสำรวม ทว่าเขาก็ยังมิกล้าเงยหน้าขึ้นไปสบตาหรือมองใบหน้าของนางโดยตรง
สายตาของเขาหยุดลงเพียงแค่ที่ฝ่าเท้าของนาง ซึ่งดูราวกับว่ามิเคยััถูกพื้นดินหรือสิ่งแปดเปื้อนใดๆ เพียงแค่นั้นเขาก็ััได้ถึงความยิ่งใหญ่ที่ปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ
“เ้ามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร?” นางเอ่ยถามคำถามเรียบง่าย ทว่ากังวานลึกเข้าไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ