หลังจากนั้น พวกเราก็ระดมสมองคิดเลยครับว่าดาบรูบิลัคเซออฟโดเฟียมมันทำอะไรได้บ้าง ระหว่างที่กำลังเชื่อมความสัมพันธ์กับอาณาจักรลอมเบลนด์ โดยหวังว่าพวกเราจะแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับดาบประจำตระกูลโดรเฟียมระหว่างกันได้มากขึ้น
การแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับตำนานต่าง ๆ ช่วยให้ทุกคนพอจะเข้าใจตำนานจากที่ต่าง ๆ มากขึ้น ยิ่งโดยเฉพาะพวกคนจากต่างโลกอย่างผม ยูจีน และแจสเตร็ด (รวมถึงพวกคนจากต่างโลกนิสัยดี ๆ ทั้งหมดด้วย) จะได้รู้ลอร์บนโลกนี้มากขึ้นครับ
ระหว่างนั้นผมก็ฝันเห็นนิมิต ไม่ใช่นิมิตแบบที่อยู่ในโลกนี้นะครับ แต่เป็นิมิตจากอดีตที่เป็ชาติเก่าผมเอง มนุษย์เงินเดือนที่ถูกโจรปล้นฆ่าในธนาคาร ผมเคยมีชื่อว่า เจฟฟรีย์ แมคดีแลน เป็ชายหนุ่มธรรมดาปานกลาง นิสัยผมนี่เรียกว่าปกติแล้วจริง ๆ การเรียนก็พอโอเคอยู่ โดนบูลลี่ก็โดนบ้างนะแต่ผมภูมิคุ้มกันสูง ถึงจะฝึกศิลปะการป้องกันตัวมาอย่างดี แต่ผมไม่ใช้มั่วซั่วเด็ดขาด พ่อแม่ของผมอยู่กันอย่างอบอุ่นเป็อย่างดี คิด ๆ ไปก็น่าเสียดายนะที่ผมไม่เอาการป้องกันตัวที่ว่ามาใช้ตอนถูกปล้นในธนาคาร แต่ก็นั่นแหละ ทำไม่ทำก็ถูกโจรสักคนฆ่าตายทั้งขึ้นทั้งล่องอยู่ดี
เมื่อผมตื่นขึ้นมา ชีวิตของผมก็ยังผ่านไปอย่างราบรื่น แต่ว่าในท้ายที่สุด ดยุกแคเล็บ โจออซ โดรเฟียม จากอาณาจักรลอมเบลนด์ที่ยังอยู่ในหุ่นคนท้องเกินกำหนดคลอด ก็มาพบกับผมอีกครั้งในห้องบัลลังก์ของปราสาทขุนนางแคว้นออฟเทร็ม
“สวัสดีครับ ออสเทร็ธ” แคเล็บทักทาย
“ว่าไงบ้างครับ?” ผมถาม
“พอดีว่าผมได้สอบถามเหตุที่ดาบประจำตระกูลทำให้ผมตั้งท้องแล้วครับ” แคเล็บบอก “หนึ่งในญาติรอบตัวบอกผมมาว่า บรรพบุรุษของตระกูลผมได้ทำการร่ายอาคมบางอย่างใส่ดาบรูบิลัคเซออฟโดรเฟียม ให้ผู้ที่แตะต้องดาบ ไม่ว่าจะชายหรือหญิง หากไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อดาบั้แ่ต้น จะทำการตั้งท้องและให้กำเนิดผู้มีสายเืตระกูลโดรเฟียมให้สามารถใช้งานดาบวิเศษเล่มนี้ได้ ผมเองก็ได้ไปคุยเพิ่มเติมกับเผ่าฮาล์ฟวูล์ฟที่เฝ้าเอล คันทาราโดแล้ว พวกนักโบราณคดีหรือนักผจญภัยที่เจตนาดีหรือเป็กลางกับดาบไม่กล้าแตะต้องดาบเลยแม้แต่คนเดียว เพราะไปได้ยินข่าวลือที่ว่า มีผู้บริสุทธิ์บางส่วนที่บังเอิญฝ่าสารพัดกับดักในโบราณสถานนั้นมาพบกับห้องเก็บดาบ เคยไปแตะต้องดาบครั้งเดียวแล้วท้องทันทีมาแล้ว ซึ่งจริงไม่จริงก็ยังไม่มีใครยืนยันได้จนถึงทุกวันนี้ และนั่นก็มีผลกับพวกผู้กลับชาติมาเกิดทัศนคติดีที่มากับผมด้วยครับ ที่ก็ดันมาเชื่อข่าวลือพวกนี้และรอผมพิสูจน์ว่าข่าวลือนั้นเป็เื่จริง และเมื่อผมท้องเพราะดาบนี่พวกเขาก็เชื่อทันทีเลย แต่กระนั้นผมก็ต้องรีบอธิบายให้พวกเขาทราบว่า มันก็แค่ขึ้นอยู่กับว่าผู้ที่แตะต้องดาบสมัครใจที่จะท้องและคลอดทายาทตระกูลโดรเฟียมให้ครอบครอบรูบิลัคเซออฟโดรเฟียมแทนเ้าตัวได้หรือเปล่า ถ้าไม่สมัครใจมันก็ไม่มีผลอะไรทั้งสิ้นเลยครับ พอพวกผู้กลับชาติมาเกิดทัศนคติดีสายเนิร์ดบางคนได้รู้เข้าก็อยากลองบ้าง ก็เลยมาตั้งท้องตามผมไปด้วยนี่แหละครับ”
ผมที่ได้ยินดังนั้นก็ยิ้มแหย ๆ
“แล้วเด็กในท้องคุณและคนอื่น ๆ จากดาบรูบิลัคเซออฟโดรเฟียมนี่จะคลอดออกมาเมื่อไหร่เหรอครับ?” ผมถาม
“ก็น่าจะคลอดพร้อมผมนี่แหละมั้งครับ” แคเล็บบอก “ถึงจะบอกไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ก็เถอะ”
“อืม…”
หลังจากนั้น แคเล็บก็ลาผมกลับไปยังอาณาจักรลอมเบลนด์ ส่วนผมก็ตัดสินใจเรียกแจสเตร็ดและคณะมาคุยอัปเดตเื่สาเหตุที่แคเล็บท้องหลังจากได้รูบิลัคเซออฟโดรเฟียม
“จริงเหรอครับ?” แจสเตร็ดถาม ผมก็พยักหน้าเป็คำตอบ
“ถึงพวกนายจะใช้ดาบของตระกูลโดรเฟียมไม่ได้ก็ตาม แต่ถ้าพวกนายอยากคลอดสายเืตระกูลโดรเฟียมมาเพิ่ม ก็จับดาบนั่นดู พวกนายอาจจะคลอดพร้อมกับเขาก็ได้นะ” ผมบอก
“น่าสนใจนะครับ” โรเล็มลูกชายของแจสเตร็ดพูด เขาโตเร็วจนอายุแทบจะเท่าพ่อตัวเองแล้ว
“ก็นะ ฉันเองก็ไม่รู้นะว่าพวกนายจะสมัครใจให้กำเนิดลูกตระกูลโดรเฟียมเพิ่มหรือเปล่า ถ้าสมัครใจก็ไปขอพวกตระกูลโดรเฟียมแล้วกันนะ” ผมเสริม
“ผมเองก็น่าจะลองดูสักครั้งหนึ่งนะ” โรเล็มบอก “คุณพ่อจะเอาด้วยไหมครับ?”
“ก็ดีเลยลูก” แจสเตร็ดตอบ
“แต่ตอนจะคลอดนี่ แนะนำให้ไปคลอดที่ลอมเบลนด์ละกันนะ” ผมบอก “เดี๋ยวไม่รู้ว่าจะมีสายเืหลักของตระกูลโดรเฟียมมาเกิดพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย”
“ครับผม” แจสเตร็ดตอบ
และแล้วก็ถึงคิวของดยุกและดัชเชสประจำแคว้นชั้นเอบางแคว้นแห่งมัสโทรนั่ม โดยเริ่มมาจากเคลลีนภรรยาผมก่อนเลย
“แสดงว่า ดาบจะอ่านใจล่วงหน้าก่อนว่าใครสมัครใจจะคลอดลูกที่มีสายเืหลักของตระกูลโดรเฟียมบ้าง” เคลลีนบอก “น่าสนใจดีนะคะ”
“ครับผม” ผมตอบ “แต่ประเด็นคือพวกเราต่างก็ท้องลูกพวกเราทั้งคู่ ไม่รู้ว่าจะได้คลอดตอนไหนเนี่ยสิ”
“นั่นน่ะสิคะ” เคลลีนว่าและหัวเราะ
จากนั้นผมก็ได้ไปคุยกับยูจีนและครอบครัวเกี่ยวกับดาบเล่มนี้
“อย่างนี้นี่เอง” ยูจีนว่า “ชักจะอยากรู้แล้วสิว่าจะเป็ยังไงถ้าฉันกับเอเด็นได้คลอดสายเืตระกูลโดรเฟียมบ้าง เนอะลูก”
“ครับท่านพ่อ” เอเด็นตอบ นั่นทำให้ลินด์เซียผู้เป็แม่และภรรยาถึงกับหัวเราะเบา ๆ
“เอาน่า ๆ” ผมบอก “ถ้าจะทำงั้นจริง ไปขออนุญาตตระกูลโดรเฟียมก่อนก็แล้วกันนะ”
ยูจีนพยักหน้า
และไม่กี่ชั่วโมงต่อมา เทพสีเทาแพนธริสก็กลับมาเยือนผมอีกครั้งหนึ่ง
“สวัสดี ออสเทร็ธ” แพนธริสทักทาย
“สวัสดีครับ” ผมบอก “มีอะไรบ้างเหรอครับ?”
“พอดีว่าฉันได้ข่าวว่านายไปขัดขวางกองทัพของแบ็กซ์เทอรัสที่มาโจมตีอาณาจักรโดล-มานเทรียสินะ”
“ใช่ครับ” ผมบอก “ทำไมเหรอครับ?”
“พอดีว่าแบ็กซ์เทอรัสมันมาหาเื่อีกแล้วล่ะ” แพนธริสกล่าว “เหมือนมันกำลังหาของอะไรสักอย่างที่สามารถเพิ่มพูนพลังตัวเองได้ เพราะไปได้ยินมาว่า มีผู้กลับชาติมาเกิดจำนวนหนึ่ง ได้ค่าอำนาจเฉลี่ยระดับ Expertise+ 140 (801-805) มาบ้างแล้วล่ะ และจำนวนนี้ส่วนใหญ่มีทัศนคติต่อโลกนี้ดีมาก ดรอว์มอธที่กำลังจะฟื้นคืนชีพพยายามจะปรับระดับภัยคุกคามหนีแล้ว และแบ็กซ์เทอรัสเองก็กำลังจะทำตามเช่นกัน”
ผมถึงกับตาโต ดรอว์มอธเริ่มจะเพิ่มพลังหนีพวกต่างโลกดี ๆ ที่มีพลังตามมันแล้วเรอะ
“จริงเหรอครับ?” ผมรีบถามทันที
“ใช่แล้ว” แพนธริสตอบ “่นี้พวกจอมมารเริ่มรู้แล้วว่าพวกผู้กลับชาติมาเกิดมันเริ่มไม่ธรรมดา ฉันหมายถึง พวกเขามีของดีที่พร้อมจะชนจอมมารแล้ว และอาจจะมีโอกาสล้างบางจอมมารออกไปจากประวัติศาสตร์จักรวาลได้เลย แต่ดรอว์มอธมีหรือจะยอมให้เป็แบบนั้นไปได้ง่าย ๆ มันก็เลยหาวิธีหนีซะเลย ดังนั้น เทพธิดาที่อัญเชิญผู้กลับชาติมาเกิดก็ต้องรีบไปเตือนให้รีบสกัดกั้นแผนการนั้นโดยด่วน ก่อนที่มันจะสายเกินไป”
“ผมก็ว่าอย่างนั้นแหละครับ” ผมบอก
หลังจากนั้นอีกที แพนธริสก็ลากลับไปยังป้อมปราการของตัวเอง และผมก็นั่งแกร่วอยู่บนบัลลังก์ และคอยฟังประสานงานอะไรก็แล้วแต่ หลากหลายเื่ราว หลากหลายประเด็นต่าง ๆ จนผมก็กำลังจะลืมละว่าภารกิจที่สำคัญที่สุดของผมคืออะไร จนกระทั่ง…
“ฮัลโหล”
เสียงของแฟร์รี่เนสเซียดังขึ้นใกล้หูซ้ายของผม และบินเข้ามาใกล้ ๆ ด้วย
“โอเค คุณจะทำอะไรต่อเหรอครับ” ผมถามทันที
“ก็พอดีข้าจะบอกว่า ท่านพระผู้สร้างได้มอบสิทธิ์ให้เ้าไปเยี่ยมเยือนแดนะด้วยล่ะ” แฟร์รี่เนสเซียบอก “ใช่ ๆ พระผู้สร้างท่านสนใจเ้าเป็พิเศษ เลยให้พรให้เ้าสามารถสำรวจพื้นที่กว้างไกลได้มากขึ้น และก็เป็สิ่งที่ท่านอยากให้เ้าเอาชนะจอมปีศาจได้ง่ายขึ้นนี่แหละ”
“อืม…” ผมงึมงำอยู่ในลำคอ
“อย่างไรก็ตามนะ หน้าที่ของเ้าตอนนี้คือเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวของจอมมารแต่ละตน ว่าตอนนี้มันจะทำอะไรกับเ้าบ้าง” แฟร์รี่เนสเซียกล่าว
“ครับผม” ผมบอก
หลังจากนั้นไม่นาน ผมเองก็ใคร่ครวญถึงอะไรบางอย่างที่ผมยังไม่ได้ััในต่างโลก คือแบบ เอลฟ์ก็เจอมาแล้ว ล่าขุมทรัพย์ก็มีมาแล้ว แต่คนแคระนี่ยังไม่ได้เจอเลยแฮะ
อย่างไรก็ตาม ผมเองก็สังเกตว่าเดสเตรียนลูกผมก็ค่อนข้างสงบเสงี่ยม (ผมหมายถึง ดิ้นก็ดิ้นอยู่นะ แต่ไม่บ่อยเหมือนเมื่อก่อนนะครับ) ผมเองก็ครุ่นคิดอยู่นะว่า มีอะไรบ้างที่ผมยังไม่ได้ััสักที…
แต่ไม่รู้ว่าโชคชะตาจะอ่านใจผมออกหรือยังไง จู่ ๆ ก็ดันมีขบวนคนแคระเข้ามาเยี่ยมแคว้นออฟเทร็มซะงั้น
“อ้า สวัสดีครับ” คนแคระหนุ่มที่แต่งตัวหรูหราสมกับเป็ชนชั้นสูงหน่อยทักทาย เครางามของเขาเป็สีบลอนด์ทองอีกต่างหาก “ผมมีนามว่า บารอนเวอร์เนอร์ ดอน ชไนเดอร์ มาจากอาณาจักรชาวแคระโอเคนดอร์ฟครับ”
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ผมตอบ “ผม ดยุกออสเทร็ธ นอฟเลส โมรันนัส แห่งแคว้นออฟเทร็มในอาณาจักรมัสโทรนั่มครับ”
“อ้า มนุษย์ชนชั้นสูงจากอาณาจักรนี้นี่อัธยาศัยดีมากเลยนะครับ” เวอร์เนอร์กล่าว
“ทำไมเหรอครับ”
“พอดีว่าพวกคนแคระเล่ากันมาว่าพวกมนุษย์น่ะ ยิ่งถ้าไม่ใช่พวกปฐมอารยชนแล้ว จิตใจช่างซับซ้อนเสียจริง ๆ ครับ” เวอร์เนอร์บอก “ผมอ่ะไปเจอบางอาณาจักรที่เล็กกว่านี้ และทำตัวผยองเดชใส่เผ่าพันธุ์อื่นมาแล้วครับ”
“เอาจริง ๆ ไม่ต้องถึงกับเผ่าพันธุ์อื่นหรอกครับ” ผมบอก “เผ่าพันธุ์เดียวกันอยู่คนละเมืองกันยังมีหยิ่งใส่กันมาแล้ว”
“นั่นสินะครับ” เวอร์เนอร์ตอบ “คนแคระบางอาณาจักรก็มีการผยองเดชกันเองซะด้วย พวกเาาวบลอนด์เบียร์ดเคยถูกหยิ่งจากแบล็กเบียร์ดและบราวน์เบียร์ดมาแล้วครับ ข้อหาเป็ผู้ดีจนเหมือนไฮเอลฟ์มากกว่าคนแคระ”
“โอ้ย พวกเอลฟ์ยิ่งแล้วใหญ่ พวกเฮลล์เอลฟ์กับชาโดว์เอลฟ์นี่ไม่กินเส้นกันเองมาพักใหญ่ ๆ แล้วครับ” ผมบอก
เออ ผมน่าจะขอย้ำแล้วกันว่าในโลกนี้ คำว่าดาร์กเอลฟ์ ถูกใช้เฉพาะกับชาโดว์เอลฟ์เท่านั้น และมีเผ่าเอลฟ์ที่อยู่ในมิตินรกประจำนั่นก็คือเฮลล์เอลฟ์ แน่นอนว่าคุณผู้อ่านพอจะเดาออกได้ว่า เดี๋ยวมันก็ต้องมีเอลฟ์ที่อยู่ใน์ที่เรียกว่าเฮเวนเอลฟ์แน่นอน ซึ่งใช่ครับ มีเฮเวนเอลฟ์จริง ๆ แต่พวกเฮเวนเอลฟ์นี่นาน ๆ ทีจะเข้าไปมีส่วนร่วมกับคนบนโลกบ้าง ส่วนใหญ่จะเป็ศึกขนาดใหญ่จริง ๆ ระดับาปะทะกับดรอว์มอธเหมือนกับปฐมยุทธการนี่แหละครับ
“เออ จะว่าไป คุณจะมาเยี่ยมอาณาจักรพวกเราบ้างไหมครับ?” เวอร์เนอร์ถาม
“น่าสนใจดีนะครับ” ผมตอบ
“โอเคครับ” เวอร์เนอร์ว่า “ก่อนอื่นผมต้องไปขอเยี่ยมฝ่าาซะก่อนละ”
หลังจากนั้นพวกเราก็ไปเข้าเฝ้าพระเ้าเบอร์บิคที่สิบเจ็ดเพื่อส่งตัวแทนจากมัสโทรนั่มไปเยี่ยมเยียนอาณาจักรโอเคนดอร์ฟ (ซึ่งก็คือผม)
“โอเค ๆ” พระเ้าเบอร์บิคที่สิบเจ็ดตรัส “ถ้าเกิดอะไรไม่ดีระหว่างการไปเยี่ยม ก็ส่งพิราบมาขอความช่วยเหลือพวกเราได้นะ”
“ครับผม” ผมตอบ
จากนั้นพวกเราก็เดินขบวนไปกับเวอร์เนอร์ ซึ่งก็ข้ามหุบเขาสเปนเซอร์ มุ่งเข้าสู่ป่าโคนิฟ แล้วจากนั้นก็ถึงสักที ดู ๆ ไปมันก็เหมือนอาณาจักรมนุษย์นะ แต่เตี้ยกว่าเพราะเผ่าคนแคระมีความสูงเฉลี่ยไม่เท่ากับมนุษย์อยู่แล้ว ดังนั้น ทุกครั้งที่ผมเข้าบ้านหรืออาคารคนแคระหลังไหน ผมก็ต้องย่อตัวตลอด และยิ่งผมกำลังท้องด้วยนะ อืม…จะเอาเพิร์กกับรูนไหนมาใส่แก้เมื่อยขาดีวะเนี่ย…
และแน่นอน เวอร์เนอร์เองก็รู้ตัวดีว่าตัวแทนของอาณาจักรมัสโทรนั่มกำลังท้องแก่อยู่ ดังนั้น…
“อ่า… ในเมื่อคุณเองก็กำลังท้อง ก็ระวังหน่อยแล้วกันนะครับ ผมห่วงว่าน้ำหนักลูกในท้องจะทำให้ขาตึงนะครับ”
“ไม่เป็ไรครับ ผมมีเพิร์กกับรูนแก้ทาง” ผมบอก
ระหว่างทาง เวอร์เนอร์เองก็เสนออะไรบางอย่าง…
“เออนี่ ผมขอถามคุณหน่อยนะครับ คุณเคยเล่นพนันบ้างหรือเปล่า?” เวอร์เนอร์ถาม
“ไม่เคยเลยครับ” ผมตอบ “ถามทำไมเหรอ?”
“อาณาจักรผมมีบ่อนพนันชื่อดังประจำโอเคนดอร์ฟ อยู่ในแคว้นของผมเลยครับ” เวอร์เนอร์ตอบ
“อย่างนั้นเองเหรอครับ”
“ใช่ครับ” เวอร์เนอร์บอก “ตามผมมาครับ”
[คำเตือน: เนื้อหาต่อไปนี้มีการบรรยายเกี่ยวกับการพนัน ซึ่งผิดกฎหมายในประเทศไทย]
ใช้เวลาไม่นาน พวกเราก็มาถึงบ่อนคนแคระ ดู ๆ ไปภายนอกมันก็คล้ายกับโรงเตี๊ยมล่ะนะ แต่พอเมื่อเวอร์เนอร์เปิดประตูเข้าไปข้างในเท่านั้นแหละ โอ้โห กลิ่นสุราโชยมาแต่ไกล ผมไม่รู้หรอกนะครับว่าเป็เบียร์, แชมเปญ, หรือทั้งคู่ผสมกัน เอาเป็ว่ากลิ่นเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์นั่นแหละครับ
คือยังงี้นะครับ ในยุโรปยุคกลาง โดยเฉพาะพวกยุคก่อนฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Pre Renaissance) ยังไม่มีงานวิจัยใด ๆ ที่ระบุไว้ว่าแอลกอฮอลล์ส่งผลต่อสมองและตับไว้มากแค่ไหน และยิ่งที่ต่างโลกเอเชียที่อิงมาจากเจอาร์พีจีที่แทบไม่ได้เพิ่มเอฟเฟกต์อะไรให้กับเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ด้วย มันเลยมีบางเื่ที่แถว่า “สุราต่างโลก ดื่มแล้วไม่เมาเท่าโลกเดิม” อะไรเทือกนี้ไป และในโลกนี้ก็ไม่ต่างกันเลยครับ
และที่สะดุดตาเลยก็คือ บ่อนนี้ถึงภายนอกจะตกแต่งเหมือนโรงเตี๊ยม แต่ข้างในก็มีโต๊ะพนันหลายรูปแบบ แต่ส่วนใหญ่ก็วนอยู่กับเกมไพ่นี่แหละครับ หน้าไพ่ของเกมก็คล้าย ๆ กับที่เห็นมาจากชาติเก่าผมนี่แหละครับ และแน่นอนว่า เวอร์เนอร์แนะนำให้ผมมาที่โต๊ะไพ่โต๊ะหนึ่งที่มีคนแคระเคราสั้นคนหนึ่งเป็เ้ามือเปิดไพ่อยู่
“สวัสดีครับ ท่านน่าจะเป็มนุษย์ชนชั้นสูงจากอาณาจักรมัสโทรนั่มสินะครับ” คนแคระเ้ามือทักทาย
“ใช่ครับ” ผมตอบ “อันนี้คืออะไรเหรอครับ?”
“ง่ายมากครับ” คนแคระเ้ามือตอบ “ก่อนอื่นขอแนะนำตัวก่อนนะครับ ผมชื่อ ชโลเร ฮาฟเกน เป็เ้ามือเกมหาไพ่ควีนโพแดงครับ”
“ไพ่ควีนน่ะเหรอครับ” ผมถาม และสายตาผมก็จ้องไปที่ไพ่ควีนโพแดงในหมู่ไพ่เอซโพดำสองใบ
“ใช่ครับ” ชโลเรตอบ “่ผมจะสับที่ไพ่ไปเรื่อย ๆ และท่านต้องทายให้ถูกว่าไพ่ควีนอยู่ที่ไหน ถ้าทายถูกสิบรอบติด ผมจะให้เงินท่านไปเลย แต่ถ้าท่านทายผิดหนึ่งรอบ ท่านต้องจ่ายเงินผมนะครับ”
“ได้ครับ” ผมตอบ จากนั้นผมก็นั่งที่โต๊ะของชโลเร และจับตาดูไพ่ควีนโพแดงที่สลับไปกับไพ่เอซโพดำสองใบ
สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่ารูปแบบมันเป็ยังไง คือเก้ารอบแรกจะสับไพ่เอซโพดำสองใบ โดยที่ไพ่ควีนโพแดงยังคงอยู่ตรงกลางเหมือนเดิม แต่จะมีรอบที่สิบเท่านั้นที่จะเอาไพ่ควีนสลับไปด้วย และแต่ละรอบที่ชโลเรทำการสับไพ่ เขาเองก็มีการโม้ด้วยว่า บ่อยครั้งจะมีพวกนักผจญภัยและชนชั้นสูงมาที่นี่เพื่อเดิมพันในเกมต่าง ๆ รวมไปถึงเกมหาไพ่ควีนโพแดงด้วย แต่ส่วนใหญ่มักจะทายแพ้ในเกมสุดท้าย แต่ก็มีนักผจญภัยหรือชนชั้นสูงบางคนเช่นกันที่ดูโหวเฮ้งแล้วท่าจะทายแม่นเกินไป เลยทำให้ต้องมีการสลับเกมให้ยากขึ้น แบบว่าไม่ต้องกั๊กไว้รอบที่สิบหรอก สลับไพ่ควีนั้แ่รอบแรกนี่แหละ และบังเอิญว่าผมเองก็เป็หนึ่งในพวกที่ทายแม่นผิดปกติซะด้วย ก็เลยกลายเป็ว่าผมต้องใช้สมาธิในการจับตาดูไพ่ควีนที่สลับไปมาในแต่ละรอบมากขึ้น หรือไม่ก็ต้องเน้นสกิลนี้เลยครับ ััที่หก (The 6th Sense) กับ Sleight of Hand ไว้ดูไพ่ควีนโพแดงเป็หลัก
โชคดีครับที่สกิลนี้ช่วยผมไปได้ระดับหนึ่ง ทำให้ผมทายถูกว่าไพ่ควีนโพแดงอยู่ตรงไหนในแต่ละรอบ และสุดท้ายก็ครบสิบรอบพอดี ผมก็ได้เงินไปตามระเบียบครับ
“แหม พอเล่นพนันกับชนชั้นสูงที่เอ่อ… กำลังท้องเนี่ย” ชโลเรเปิดใจ “ผมรู้สึกแปลก ๆ ยังไงไม่รู้แฮะ”
“เอาน่า อย่างน้อยคุณก็ไม่เคยเจอคนท้องทำอะไรแบบนี้มาก่อนครับ” ผมบอก
“อ่ะ เอาเถอะครับ” เวอร์เนอร์ที่ดูอยู่เข้ามาร่วมวงด้วย “เอาเป็ว่า คนแคระเองก็มีบ้างที่ผู้ชายจะตั้งท้องแทนภรรยาของเขา หรือไม่ก็ท้องพร้อมกันเลยก็มี แต่กระนั้นถ้าไม่มีไอเท็มช่วยพยุงร่างกายคนท้อง พวกเราก็จะไม่ลุยหนักจนกว่าจะคลอดลูกนั่นแหละครับ เช่นสายขุดเหมืองงี้ พอเริ่มตั้งท้องขึ้นมา ถ้าไม่พักรอคลอดลูก ก็ต้องใช้ไอเท็มบำรุงร่างกายครับ”
“อืม… เข้าใจละครับ” ผมว่า
“เฮ้ยทุกคน! มันมีทัพจอมมารมาโจมตีหมู่บ้านมนุษย์ใกล้ ๆ ที่ของพวกเราเว้ย!”
เสียงคนแคระข้างนอกโรงเตี๊ยมดังขึ้น และพอผมได้ยินว่าเป็ทัพจอมมาร ผมก็รีบลุกขึ้นออกไปดูทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งทำให้เวอร์เนอร์ต้องเดินตามผมไปทันทีเพราะเป็ห่วงผมและลูกในท้อง
เมื่อผมออกจากโรงเตี๊ยม มีคนแคระกลุ่มหนึ่งที่ใส่ชุดเกราะนักรบ ยกทัพออกไปทางประตูเดียวกับที่ผมเข้าอาณาจักรโอเคนดอร์ฟ ผมเลยเดินตามพวกเขาไป และเมื่อผมกับเวอร์เนอร์ออกมาจากประตู ผมก็เห็นกลุ่มควันแล้ว ควันไฟพวยพุ่งออกมา และเปลวไฟสีม่วงจากที่ไกลในหมู่บ้านของมนุษย์กลุ่มนั้น ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่นอน…
ผมไม่รอช้า รีบเหาะไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นในหมู่บ้านมนุษย์กลุ่มนั้น และผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่ายังจะมีคนกล้าทำแบบนี้อีก ไอ้พวกเบียวอยากเป็จอมมารอีกแล้ว ใช้พลังศาสตร์มืดสนุกเลยสินะ รอบนี้มาเสกหนวดปลาหมึกออกจากหลังซะด้วย
“แก…” ผมคำราม ดาบมาร์เวลัสโมรันนัสในมือผมสั่นแล้ว
ไอ้เด็กเบียวต่างโลกตรรกะบูลชิทหัวเราะลั่น
“อ้า คุณพ่อตุ๊บป่องนี่มาแล้วสินะ” มันพูด “ไม่มีใครกล้าจะมาต่อต้านฉันจนถึงตอนนี้นี่มันอะไรกัน!”
“คิดว่าจะเอาแบบนี้เลยสินะ!” ผมคำราม “อยากเบียวมากจนลืมไปว่าทุกอย่างไม่ได้ไหลตามแกเสมอไปเนี่ย ไม่ได้รู้ตัวมากเลยนักใช่ไหม!”
“คิดว่าฉันจะแคร์รึไง! ไม่มีทาง!” ไอ้ต่างโลกบูลชิทกรีดร้อง แล้วเอาดาบปีศาจเข้ามาฟาดใส่ผมเต็มแรง และผมต้องรีบเอาดาบประจำตระกูลผมรับไว้ และต้องรีบโต้กลับทันที
ฝั่งคนแคระทหารที่ตามหลังผมก็เพิ่งจะมาทัน และ…
“นั่นมนุษย์ดยุกอุ้มครรภ์ที่มากับบารอนเวอร์เนอร์นี่นา”
“จะเอาไงดีเนี่ย”
“รีบพาเขาออกมาก่อน ส่วนที่เหลือเราจัดการเอง!”
สงสัยคนแคระพวกนี้น่าจะเป็ห่วงผมและลูกในท้องมาก ๆ และหลังจากนั้นก็ยืนยันได้แล้วเพราะมีบ่วงบาศเวทย์มาคล้องอกผม แล้วกระชากตัวผมออกไปจากไอ้เด็กต่างโลกตรรกะบูลชิทแบบเบามือ โดยที่ผมก็ลงจอดให้เท่และปลอดภัยกับลูกในท้องมากที่สุด และเมื่อผมลงจอดแล้ว เดสเตรียนก็ดิ้นในท้องผมราวกับกระตือรือร้นว่าเกิดอะไรขึ้นข้างนอก
“ไม่มีอะไรหรอกลูก” ผมบอกเดสเตรียน “พอดีว่าพ่อมีเื่ต้องจัดการน่ะ”
“อุเหม่! ไอ้พวกเตี้ยม่อต้อ!” ไอ้เบียวต่างโลกบูลชิทเยาะเย้ยหยัน “พวกแกน่ะทำอะไรข้าไม่ได้หรอก! ข้าคือที่สุด!!”
“หลงตัวเองดีนักใช่ไหม?” ผมว่า จากนั้นมือสองข้างของผมก็เปล่งประกายแสง แต่เพราะผมเอาแต่จ้องหน้าเ้าเด็กเบียวต่างโลกบูลชิทนั่น เลยไม่ได้สังเกตว่ามีสัญลักษณ์ตราประจำตระกูลโมรันนัสเกิดขึ้น และเ้านั่นได้เห็นก็เหวอทันที เพราะไม่นึกว่าพลังของตระกูลโมรันนัสรุนแรงขนาดนี้มาก่อน ไม่สิ ถ้านับั้แ่ไอ้ความ “มันจ้าซะเหลือเกิน” ที่ผมปล่อยพลังไว้ เชื่อว่าผมเป็คนแรกของตระกูลเลยที่มีพลังสูงเทียบเท่าตระกูลผู้กล้าตั้งท้องในตำนาน
ผมไม่รอช้า รีบขว้างบ่วงบาศเวทย์ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้สิ่งมีชีวิตจากความมืดเ็ปจากความร้อน เข้าไปคล้องใส่เ้าเบียวต่างโลกบูลชิท แล้วทุ่มลงพื้นดังโครม! หมอบเลย
พวกทหารคนแคระยืนอึ้ง ๆ อยู่ครู่หนึ่งเมื่อได้เห็นศักยภาพของผม แต่จากนั้นก็ตั้งสติได้และรีบไปรุมมัดเ้าเด็กเบียวนี่ทันที
“โห นี่มันอะไรกันเนี่ย! สุดยอดไปเลยครับ!” เวอร์เนอร์รีบชมผมทันที
“ก็ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ” ผมบอก “ปกติแล้วตระกูลผมไม่ได้พลังสูงเวอร์เทียบเท่ากับผู้กล้าท้องในตำนานขนาดนี้ แต่ผมเป็คนแรกและอาจจะคนเดียวในตระกูลที่เป็แบบนี้”
“เอาน่า อย่างน้อยคุณก็ไม่ใช่คนเดียวที่พลังแรงเท่ากับผู้กล้าตั้งท้องในตำนานที่ผมได้พบเจอ” เวอร์เนอร์กล่าว “เท่าที่ชีวิตผมจะได้พบเจอ ผมน่ะเจอมาประมาณยี่สิบคนได้แล้วมั้งที่มนุษย์ชนชั้นสูงที่ยศเทียบเท่าคุณจะมีพลังแกร่งเท่ากับผู้กล้าท้องในตำนานน่ะ”
“อย่างนี้นี่เอง” ผมว่า
“เอาเถอะ อย่างน้อยผมก็ดีใจนะที่ผมได้เจอกับคุณนะ” เวอร์เนอร์กล่าว
หลังจากนั้นผมก็ได้อำลากลับไปอาณาจักรมัสโทรนั่มสักที หวังว่าจะไม่มีอะไรเหลวแหลกเข้ามาแทรกอ่ะนะ…