1000ปีผ่านไป
โจวหลุน ยืนทอดมองสายน้ำไหลเย็น ยังไม่เย็นเท่าหัวใจที่เหน็บหนาว ภาพความทรงจำเศร้าสร้อย เขาบัดนี้ไม่ได้สวมอาภรณ์เก่าคร่ำคร่าขององค์ชายผู้อาภัพอีกแล้ว ความอ้างว้างโดดเดี่ยวหายไป ความระทมทุกข์ขององค์ชายผู้อาภัพไม่ได้เกี่ยวพันกับเขาอีกต่อไป หวาดกลัวว่าจะไม่ได้พบกันชั่วนิรันดริ์ทุ่งหญ้าริมลำธารเขียวขจีเช่นเดิม รอยยิ้มน้อยๆ ปรากฏที่ริมฝีปากปรารถนาสิ่งใดกัน ควบม้ามาที่นี่ในปีนั้น เดือนนั้น วันนั้น เวลานั้น เพื่อสิ่งใดกัน
เหมือนกับเขาเคยควบม้ามาที่นี่เดือนนั้นวันนั้นเวลานั้นเพื่อรอคอยใครคนนั้น
ลมพัดท้องน้ำจนเกิดระลอกคลื่น เหมือนทุกอย่างวิ่งวนซ้ำรอยเดิม
“คุณหนู ใจเย็นเ้าค่ะ”
โจวหลุนหันไปด้านหลัง เขายิ้มกว้างกว่ากว้าง เมื่อตรงหน้าเป็ร่างเล็กของม่านนี่ในวัยสาวพิสุทธิ์งดงามสดใสแววตาเศร้าสร้อยที่จำได้หายไป วิ่งทะเล่อทะล่าออกจากดงไม้ แต่เมื่อพบเข้ากับโจวหลุนนางถึงกลับยืนนิ่งตะลึงงันอยู่ตรงนั้น
“ท่านเป็ใคร”
วาจานางช่างเหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยน รอยยิ้มน้อยๆ ที่ริมฝีปากของโจวหลุนช่างอ่อนโยนหยาดน้ำตาที่ถูกกะพริบตาไล่ให้หล่นร่วงลงจากขนตาดำขลับ รอยยิ้มแห่งความหวังปรากฏที่ใบหน้าของโจวหลุน
“โจวหลุน ข้าคือโจวหลุน”
วันนี้ ปีนี้ เดือนนี้ เวลานี้ โจวหลุนในวัย18ปี ปาหินข้างลำธารลงไปในแม่น้ำ
"องค์ชายระงับโทสะด้วย"
เสี่ยวจู (ลูกหมูน้อย) เอ่ยปากเมื่อเห็นนายน้อยของเขาที่เคยใช้ชีวิตลำเข็ญในวังหลวงมาตลอดยังต้องถูกเนรเทศมายังตำหนักไร้มิตรริมแม่น้ำลั่วซาน
"ที่นี่ไร้ซึ่งสุราอาหาร ข้าถูกเนรเทศให้โดดเดี่ยวราวกับมิใช่องค์ชาย"
"ไม่กี่วันฝ่าาก็จะทรงหายกริ้ว"แม้จะไม่แน่มจืทว่าาก็แค่เพียงได้ปลอบใจ
"ไม่จริงหรอก แต่ช่างเถอะตลอดมาข้าก็อ้างว้างอยู่แล้วไม่ว่าจะอยู่ในวังหลวงที่ผู้คนมากมายหรือที่นี่ที่ร้างไร้ผู้คน"
"องค์ชาย อย่าได้ตัดพ้อเช่นนั้นฝ่าาแค่เพียงทรงกริ้วไปหน่อยก็เท่านั้น"
"เสด็จพ่อปะาคนหามเกี้ยว อย่างไร้เหตุผลทั้งๆ ที่ข้าก็บอกว่าข้าไม่รู้มาก่อนว่าช่องทางออกจากวังหลวงเส้นทางนั่นสำหรับฮ่องเต้เท่านั้น ข้าไม่เข้าใจเสด็จพ่อทำไม่ทรงกริ้วขนาดนั้น ไม่ว่ากล่าวข้าแต่สั่งปะาคนหามเกี้ยวที่หามเกี้ยวให้ข้าเท่ากับเสด็จพ่อทรงกริ้วยิ่งนัก"
เสี่ยวจูทรุดกายลงนั่งข้างๆ ด้านหลังของทั้งสองเป็ตำหนักริมน้ำ ป้ายสลักข้อความ..ไร้มิตร..วางกระบี่ลงข้างกายตลอดเวลาสิบแปดปีเคียงบ่าเคียงไหล่ในฐานะขันทีและองครักษ์ข้างกายเช่นไรจึงจะไม่เข้าใจว่าโจวหลุนเ็ปใจเพียงใด อาภรณ์เก่าคร่ำคร่าที่สวมทับร่างองอาจกลับใบหน้าหล่อเหลาที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ผมเผ้ายุ่งเหยิง
"มองในด้านดีองค์ชายจะได้มีเวลาพักเสียบ้างั้แ่สิบสองต้องวางแผนการคุมทัพ คอยวางกลยุทธ์การรบเคียงข้างฝ่าามาตลอด อีกทั้งยังถูกเคี่ยวกรำจนไม่มีเวลาพัก ตื่นยามอิ๋นนอนยามจื่อ"
โจวหลุนดวงตาเป็ประกาย เลี้ยงดูเคี่ยวเข็ญถวายงานข้างกายแต่หาได้ทำตัวตามใจไม่
"จริงด้วยนานแค่ไหนแล้วที่ข้าไม่ได้ร่ายกลอน”
“ร่ายกลอนอีกแล้วหรือ” เสี่ยวจูทำสีหน้าเบื่อหน่าย
“นั่นมันคือหนึ่งในความสำราญของข้า ร่ายกลอนร่ำสุรา หรือเ้าคิดว่ามันไม่สำราญ”
“องค์ชายเป็แบบนี้ฝ่าาถึงได้เคี่ยวเข็ญราวกับว่าองค์ชายจะต้องเก่งให้ได้ภายในวันเดียว ฝ่าากรำศึกมายาวนานกว่าจะมีวันนี้ ไม่อยากจะพูดเลยว่าองค์ชายไม่ได้เื่ในสายตาของฝ่าาเพียงใด เพียงหวังว่าองค์ชายจะเป็โล้เป็พายกว่านี้”
เสี่ยวจูเผลอพูดความจริงจนโจวหลุนต้องเขม้นมอง
“แล้วพี่ใหญ่โจวเหยียนเล่า วันๆ วางท่าน่าเกรงขาม เงียบงันราวกับธารน้ำแข็ง เพียงแค่ให้เสด็จพ่อเกรงใจ ผลงานไม่มี สิ่งดีๆ ไม่เคยปรากฏ สู้ข้าก็ไม่ได้ ถวายงานเสด็จพ่อไม่ได้หยุดหย่อน จะหาโอกาสร่ำสุราร่ายกลอนก็ไม่มี”พูดสิ่งที่อัดอั้นมานาน
"องค์ชายฉลาดมองไท่จือทะลุปรุโปร่งแต่กลับยอมหลงกลไท่จือร่ำสุราทั้งๆ ที่รุ่งสางจะต้องคุมทัพแล้วยังให้คนหามเกี้ยวพาออกจากวังหลวงไปหาสุราเลิศรสด้วยทางสัญจรของฝ่าาเท่านั้น แม้แต่ฮองเฮายังไม่กล้าสัญจรทางนั้น"
"ใครกันจะคิดว่านี่คือหนึ่งในแผนการสุราดีกับทางสะดวก"
“นั้นก็เพราะฝ่าาหมายมั่นที่จะให้องค์ชายไร้ที่ติ ผู้คนที่ไม่หวังดีจึงจ้องจะทำลาย”
"ข้าก็ไม่เคยน่าชื่นชมอยู่แล้วนี่ จะมองด้านไหนข้าก็ไม่เหมาะที่จะส่งเสริม เสด็จพ่อไม่เคยวางข้าไว้ในฐานะที่น่าชื่นชม พี่ใหญ่ต่างหากที่เหมาะจะวางท่าองอาจบนบัลลังก์ตำหนักบูรพาหรือบัลลังก์ั"
ทอดถอนหายใจยาวเหยียด จะมีอะไรไปสู้กับโจวเหยียนผู้องอาจนิ่งขรึมซ่อนความร้ายกาจภายใต้หน้ากากได้ดีกว่าใคร วางตัวจนเหล่าขุนนางต่างไม่กล้าเห็นต่าง
เสี่ยวจูเหลือบตามอง ผมเผ้ายุ่งเหยิงอาภรณ์ขะมุกขะมอมกลิ่นสุราคละคลุ้ง นี่หรือผู้ที่จะไร้ที่ติ ไม่มีทางซะหรอกหากเป็โจวเหยียนก็ไม่แน่ คนผู้นั้นองอาจสง่างามคำพูดแต่ละคำล้วนไตร่ตรองก่อนจะพูด ต่างกันราวฟ้ากับเหว
“คุณชายใจเย็นก่อนเ้าค่ะ”
ม่านหนี่ในอาภรณ์บุรุษหยิบก้อนหินก้อนไม่เล็กนักปาลงไปในแม่น้ำลั่วซาน แต่ทว่า
"ปึก"
หินก้อนนั้นดันลอยมากระทบศีรษะของโจวหลุนอย่างจัง
“โอ้ยย ใครลอบทำร้ายข้า เสี่ยวจูจับตัวมันมา”
ยกมือขึ้นคลำที่ท้ายทอยด้วยความเ็ปดีที่ไม่ถึงกับแตก
ม่านหนี่ยืนนิ่งใบหน้างดงามเชิดสูงขึ้น จมูกรั้นบ่งบอกถึงความไม่ยอมใคร ขนตางอนงามดำขลับริมฝีปากสีชมพูอวบอิ่ม แต่ผมยาวสลวยกลับเกล้ารวบเรียบตึงอาภรณ์ที่สวมใส่ดังคุณชายผู้มีชาติตระกูลเอามือไพล่หลังหมุนตัวไปมาไม่รู้ไม่ชี้ต่อความผิดที่ทำลงไป
“ใครบอกให้เ้ามานั่งอยู่ตรงนี้”
ซ้ำยังเอ่ยปากหาเื่อีกคนด้วยโทสะที่ยังไม่หมดไป
“หน็อย ลอบทำร้ายข้าแล้วยังมาปากกล้าอีก”ลุกขึ้นยืนจ้องหน้าตาไม่กะพริบ
ม่านหนี่เหยียดริมฝีปากเมื่อเห็นว่าคนผู้นั้นผมเผ้ารุงรัง อีกทั้งยังมีกลิ่นสุราคละคลุ้งแต่ในมือกลับมีพัดลวดลายงดงามราวกับเขาเป็กวีชั้นยอด ไปขโมยใครเขามาหรือเปล่า คนสกปรกโสโครกราวกับยาจกจะบังอาจของทรงคุณค่าแบบนั้นได้อย่างไร
“เ้ายาจกกล้ามีปัญหาอะไรกับข้า”
ยิ้มหยันยืดอก ราวกับผู้ยิ่งใหญ่ในสามแคว้น โจวหลุนยืนขึ้นตรงหน้าร่างเล็กสูงแค่อกเขา ทำไมถึงได้กล้าแกร่งเพียงนี้กัน ผลักอกคนตัวเล็กตั้งใจจะเอาเื่ แต่กลับต้องอ้าปากค้าง มือใหญ่ตะปบเข้าที่กลางอก รีบหดมือกลับทันที
“อย่าเอามือสกปรกของเ้ามาแตะตัวข้า”ส่งเสียงขัดใจ
“ถือว่าครั้งนี้ข้าให้อภัยเ้า”หันหลังเดินหนี
“เ้าให้อภัยข้าแต่คิดหรือว่าข้าจะอภัยเ้า เ้ายาจกรู้ไหมข้าเป็ลูกใคร เสี่ยวหลินบอกเขาไปว่าข้าเป็ใคร”
“ท่านนี้คือ คุณชายม่านบุตรชายใต้เท้าฟงขุนนางกรมคลังผู้ยิ่งใหญ่” โจวหลุนอมยิ้ม ขุนนางกรมคลังผู้ซึ่งสวามิภักดิ์กับพี่ใหญ่โจวเหยียน
“ข้าน้อยผิดไปแล้ว คุณชายม่านอภัยให้ข้าน้อยด้วย”
แสร้งทำท่าทีนอบน้อม น้ำเสียงออดอ้อน
“ดีมากเ้ายาจกน้อย ข้าจะใจดีชดใช้เป็เงินในการที่ทำให้เ้าเจ็บตัว”
พยักหน้าให้เสี่ยวหลินมอบถุงเงินให้กับโจวหลุน
“เอาไปซื้อของดีๆ กิน แล้วก็เปลี่ยนอาภรณ์เ้าเสียใหม่ ข้าล่ะขยะแขยงเ้าเสียจริง ผมเผ้ารุงรัง หน้าตาก็ดูดีอยู่หรอกทำไมละเลยตัวเองเพียงนี้”
เสี่ยวจูอ้าปากค้าง อย่าว่าแต่คนอื่นเลยแม้กระทั่งเสี่ยวจูเองยังมองเช่นเดียวกับคุณชายผู้นี้ องค์ชายของเขาราวกับยาจกเช่นนั้นจึงเหมาะกับตำหนักไร้มิตร…ที่รกร้าง
“ขอบคุณแม่นาง เอ๊ยไม่ใช่ ขอบคุณคุณชายม่านที่เมตตาข้า ข้าอาภัพนักไร้ผู้คนรักใคร่ บิดาก็หมางเมินผลักไสไล่ส่งข้า จำต้องมาอยู่ริมแม่น้ำลั่วซาน”
“ดีเลย ข้าเองก็เบื่อกฎเกณฑ์ในบ้านตระกูลฟง เอาแบบนี้ไหมข้าช่วยเหลือเ้า เ้าช่วยเหลือข้า”
โจวหลุนซ่อนยิ้ม อย่างนางน่ะหรือจะช่วยเหลืออะไรเขาได้ นึกสนุกที่ได้ปิดบังฐานะ
“ดีเลยข้ากำลังหาคนทำอาหาร ลำพังเราบุรุษสองคน คงไม่อาจปรุงเครื่องเสวย หึย อาหารได้รสดีอย่างที่้า สาวใช้ของคุณชายคงพอจะทำอาหารได้บ้าง”
“ได้ เช่นนั้นสิ่งแรกที่ข้าจะทำในการที่เราจะอยู่ร่วมกันคือเ้าไปอาบน้ำก่อนส่วนเื่อาหารการกินและบ้านร้างของเ้า แบ่งให้ข้าได้อาศัยด้วย”
ม่านหนี่เหลือบตามองตำหนักไร้มิตร ยาจกเช่นไรจะมีที่พักพิงกายใหญ่โตถึงจะดูร้างไร้ผู้คนแต่ทว่ายังไม่ผุพัง อีกทั้งยังงดงามก่อสร้างด้วยวัสดุไม้อย่างดีมีสะพานยาวทอดไปกลางน้ำน่าหย่อนใจ ตัวเรือนไม้ที่อยู่ริมฝั่ง ก็สร้างขึ้นอย่างประณีต
“ความจริงที่นี่ไม่ใช่บ้านของข้า ข้าอาศัยว่าไม่มีเ้าของจึงเข้ามายึดครอง”ดังกับเข้าไปนั่งในใจม่านหนี่
“เช่นนั้นข้าเองก็จะถือว่าเ้าไม่ใช่เ้าของที่นี่ เราสองคนแค่มาก่อนมาหลัง และแค่เพียงคนมาอาศัยเท่านั้น ไม่ว่าเราสองคนจะทะเลาะอะไรกันเ้าก็ไม่มีสิทธิ์ไล่ข้าออกจากบ้านหลังนี้”
“ตกลง ข้าก็หวังว่าเ้าจะไม่ไล่ข้าเช่นกัน”โจวหลุนอมยิ้ม