“จางิ่ เ้าเชื่อข้าหรือไม่ว่าจดหมายฉบับนั้นข้าไม่ได้เป็คนเขียนมันขึ้นมา” ฉู่อันถามหลิวจางิ่หลังจากที่อยู่ในห้องกันสองคน
“ท่านกับนางเติบโตมาด้วยกันั้แ่วัยเด็ก ท่านไม่มีความรู้สึกใดกับนางเลยหรือเ้าคะ” นางยังไม่ตอบคำถามเขาโดยตรง
“เกิดมาฐานะอย่างพวกข้าช่างหาเพื่อนได้ยากจริงๆ องค์ชายทุกคนจะถูกแยกให้ไปพักที่ตำหนักของตนเองั้แ่ยังเด็กไม่เว้นแม่แต่องค์หญิงหรือองค์ชาย ก่อนที่เสด็จแม่จะจากไป ฮองเฮากับเสด็จแม่มักจะไปเยี่ยมเสด็จย่าที่ตำหนักบ่อยครั้ง ข้ากับน้องหกจึงมักจะไปรอพบเสด็จแม่ที่นั่น และข้าก็จะได้พบกับสวีเยว่เล่อที่ตามพระสนมเอกไปที่ตำหนักของเสด็จย่าเช่นกัน ทำให้ข้า น้องหก และนางได้พบปะกันบ่อยๆ แต่ข้าไม่ได้รู้สึกใดๆ กับนางไม่ว่าจะรักหรือเกลียด มีแต่เสด็จแม่ที่คอยพูดกับข้าว่าหากคนเฉยชาอย่างข้าได้คู่ครองเป็หญิงที่อ่อนหวานช่างเอาใจอย่างสวีเยว่เล่อก็คงจะทำให้ชีวิตข้ามีแต่ความสุข”
“แล้วท่านเห็นด้วยไหมเ้าคะ”
“นางกับข้าโตมาด้วยกัน ใครๆ ต่างก็มองว่านางเหมาะสมกับข้า เพราะรอบกายข้ามีนางเป็สตรีเพียงคนเดียวในเวลานั้น”
“ท่านมั่นใจได้อย่างไรว่าท่านไม่มีความรู้สึกอะไรกับนาง”
“ตัวอย่างเช่น เมื่อข้าต้องเดินทางไปทำภารกิจไกลๆ ข้าก็ไม่ได้มีความคิดถึงนาง เมื่ออยู่ด้วยกัน ข้าก็ไม่ได้มีความรู้สึกว่าอยากใกล้ชิดกับนางเป็พิเศษ” ฉู่อันพูดพร้อมกับจับมือหลิวจางิ่ไว้ “เมื่อก่อนตอนที่ข้ากับเ้าแต่งงานกันใหม่ๆ ข้าก็ไม่ได้มีความรู้สึกใดกับเ้าเช่นกัน มีแต่เพียงความรับผิดชอบ จนเมื่อเ้าเป็คนใหม่ ความรู้สึกที่ข้ามีต่อเ้าก็เปลี่ยนไป ข้าอยากอยู่กับเ้า อยากปกป้องเ้า และข้าจะทนฟังไม่ได้ทุกครั้งที่เ้าพูดว่าจะหย่าและเ้าจะไม่อยู่กับข้าอีกต่อไป เ้าจะเชื่อข้าหรือไม่”
“ข้าเชื่อท่าน หากท่านยังซื่อสัตย์ต่อข้า และยังรักษาสัญญาว่าจะมีเพียงข้าเพียงคนเดียว ข้าก็จะไม่จากท่านไปไหน แต่หากเมื่อใดที่ท่านผิดสัญญาข้าก็จะไปจากท่านทันทีเ้าค่ะ”
“จางิ่ ในชีวิตนี้ของข้า ข้าสัญญาว่าเ้าจะเป็หนึ่งเดียวในดวงใจข้า” ฉู่อันพูดพร้อมกับกอดนางไว้แนบอก
“ท่านพี่ ข้าก็สัญญาว่าจะไม่จากท่านไปไหน และจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับท่านไปในทุกที่เ้าค่ะ”
หลิวจางิ่เป็คนชอบทำอาหารและชอบทำขนม นางจึงขอให้ฉู่อันสร้างห้องครัวเล็กไว้ที่เรือน วันนี้มีองค์ชายสี่และองค์ชายหกมาพักอยู่ด้วย หลิวจางิ่จึงคิดที่จะทำอาหารและขนมด้วยตัวเอง เพราะการได้กินของอร่อยจะช่วยให้คลายเครียดได้เช่นกัน
“ท่านแม่ขอรับ ท่านกำลังทำอะไรอยู่หรือขอรับ” ฉู่เฟยหรงเดินเข้ามาหามารดาในห้องครัว
“เฟยหรงตื่นแล้วหรือลูก แม่กำลังเตรียมอาหารมื้อเย็นอยู่น่ะ แล้วก็แม่ทำขนมไว้ให้เ้าด้วยนะ” หลิวจางิ่พูดพร้อมกับยกถาดของว่างออกมาให้ลูกชาย
“ข้าวโพดหรือขอรับท่านแม่”
“ใช่จ้ะ ข้าวโพดทอด จะกินเปล่าๆ อย่างนี้ก็ได้ หรือจะจิ้มกับน้ำจิ้มหวานอย่างนี้ก็อร่อย เ้าลองกินดู” หลิวจางิ่ตักข้าวโพดทอดใส่จานเล็กแล้วเอาน้ำจิ้มหวานใส่ถั่วลิสงบดราดลงไปเล็กน้อย ก่อนยื่นให้กับลูกชาย
“อร่อยมากเลยขอรับท่านแม่” ฉู่เฟยหรงชมไม่หยุดและก็กินไม่หยุดเช่นกัน
“ลูกกินน้อยๆ ลงหน่อย เดี๋ยวจะถึงมื้อเย็นแล้ว หลังมื้อเย็นแม่ยังมีขนมหวานที่เ้ายังไม่เคยลองกินมาก่อนด้วย”
“ขอรับท่านแม่” ฉู่เฟยหรงตอบรับทั้งที่ยังอยากกินข้าวโพดทอดแสนอร่อยต่อ
ถึงเวลามื้อเย็นหลิวจางิ่และฉู่เฟยหรงรออยู่ที่โต๊ะอาหารพร้อมแล้ว ไม่นานองค์ชายสี่ องค์ชายหก และองค์ชายห้าฉู่อันก็เดินเข้ามา ตอนที่เดินเข้ามาพวกเขามีสีหน้าเคร่งเครียดเป็อย่างมาก เพราะกำลังคิดแผนการที่จะจัดการกับอัครมหาเสนาบดีสวีเหล่าซาน
“พี่สะใภ้ ท่านทำอาหารทั้งหมดนี้ด้วยตัวเองเลยหรือขอรับ” องค์ชายหกฉู่เหลียงสีหน้าเปลี่ยนเป็ดีใจทันทีเมื่อเห็นอาหารที่อยู่บนโต๊ะ
“เ้าไม่ต้องลำบากขนาดนี้ก็ได้นะน้องสะใภ้ อย่างไรเราก็คนกันเอง” องค์ชายสี่ฉู่ฉือบอกอย่างเกรงใจ แต่ก็ไม่สามารถละสายตาไปจากเมนูอาหารเ่าั้ได้เลย
“ลำบากเ้าแล้วล่ะชายา” องค์ชายห้าฉู่อันก็กล่าวอย่างเกรงใจ แต่ลึกๆ ก็รู้สึกพอใจ เพราะเวลานี้เขาติดใจในรสมือของชายาเขาแล้วจริงๆ
“ถึงพวกท่านจะทำงานเคร่งเครียดแค่ไหนแต่ท้องก็ต้องอิ่มก่อนนะเ้าคะ อาหารพวกนี้ข้ารับรองว่าพวกท่านไม่เคยกินที่ไหนมาก่อนเป็แน่เ้าค่ะ” หลิวจางิ่ตอบ
“ท่านพ่อ ท่านลุง ท่านอา พวกท่านรีบนั่งลงเถอะขอรับ ท่านแม่บอกว่าอาหารเย็นแล้วจะไม่อร่อย” ฉู่เฟยหรงแฟนคลับตัวจริงของผู้เป็แม่กล่าวเร่งรัดทั้งสามคนให้นั่งลง
“พี่สะใภ้ อาหารพวกนี้ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลยนะขอรับ มันเรียกว่าอะไรหรือ” องค์ชายหกฉู่เหลียงถาม
“อาหารที่ข้าทำวันนี้เป็เพียงอาหารง่ายๆ เท่านั้น ชามนี้เรียกว่าแกงจืดผักกาดขาวใส่เต้าหู้ไข่และหมูสับ จานนี้คือหมูกรอบผัดกุยช่าย ส่วนจานนี้คือเนื้อปลาทอดผัดน้ำพริกเผา พวกท่านลองกินดูก่อนเถอะเ้าค่ะว่าพอจะถูกปากหรือไม่” หลิวจางิ่บอกรายการอาหารและให้พวกเขาลงมือ
“พี่สะใภ้อร่อยมากเลยขอรับ” องค์ชายหกฉู่เหลียงตอบอย่างรวดเร็วเมื่อได้กินอาหารลงไป
“น้องสะใภ้ นานมาแล้วข้าเคยเดินทางไปยังบ้านเกิดของเ้า ข้ามีเพื่อนอยู่ที่นั่น อาหารพวกนี้ข้าเคยกินมาก่อน ข้าไม่เคยคิดเลยจริงๆ ว่าในชีวิตนี้ข้าจะมีโอกาสได้กินอาหารเหล่านี้อีก” องค์ชายสี่ฉู่ฉือกินอาหารด้วยอาการตื้นตันและหวนนึกถึงอดีตก่อนที่ตนเองจะทะลุมาอยู่ที่นี่
“ท่านเคยไปเที่ยวที่บ้านเกิดข้าอย่างนั้นหรือเ้าคะ ถ้าเช่นนั้นพี่สี่จะแวะมาที่จวนเราบ่อยๆ ก็ได้นะเ้าคะ หากยังคิดว่ารสมือข้ายังพอรับไหว” หลิวจางิ่พูดหยอกล้อเขาเพื่อให้เขาคลายความเศร้า เธอคิดว่าเขาคงคิดถึงบ้านมาก
“จานนี้คือปลาผัดน้ำพริกเผาอย่างนั้นหรือ เหตุใดพริกจึงไม่เผ็ดมาก แล้วยังมีรสหวานอีกด้วย” องค์ชายห้าฉู่อันไม่ได้นึกสงสัยในคำถามของพี่ชายตน เพราะเขาเคยเห็นอุปกรณ์การรักษาที่แปลกประหลาดของพี่ชายมาก่อน แต่พี่ชายบอกเขาเพียงว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะเล่าให้ฟัง แต่เมื่อสักครู่เขาได้คำตอบให้กับตนเองแล้ว พี่สี่ของเขาก็คงจะมาจากอนาคตเช่นเดียวกับชายาของเขาอย่างแน่นอน
“เพราะข้าใส่พริกลงไปไม่มากเ้าค่ะ อีกทั้งยังมีส่วนผสมหลายอย่าง ความเผ็ดของพริกจึงลดลง ข้าทำเก็บไว้ั้แ่ตอนที่เราอยู่ที่เกาะเ้าค่ะ ที่เกาะหากุ้งได้ไม่ยาก ข้าจึงทำเก็บไว้อยู่จำนวนหนึ่ง” หลิวจางิ่ตอบ
“ท่านพ่อ ท่านลุง ท่านอา พวกท่านอย่ากินจนอิ่มมากไปนะขอรับ หลังอาหารท่านแม่ยังทำบัวลอยน้ำกะทิไว้ให้พวกท่านด้วยขอรับ” ฉู่เฟยหรงรีบบอกเพราะกลัวทุกคนจะกินอิ่มเกินไป
ทุกคนมีความสุขกับอาหารมื้อนี้ โดยเฉพาะองค์ชายสี่ฉู่ฉือที่รู้สึกขอบคุณหลิวจางิ่เป็อย่างมากที่วันนี้ทำให้เขาได้รู้สึกว่าเขาไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวในโลกใบนี้เพียงลำพัง