เซียนกระบี่จ้าวแห่งเทพยุทธ์

    ตอนที่ 84 งานเลี้ยง

    เทียนอี้และหลานปิงปิงเดินเคียงคู่เข้ามาในงานเลี้ยงอย่างเป็นธรรมชาติ และที่มีซุยหงเดินตามอยู่ด้านหลังไม่ไกล้ เมื่อตัวเอกของงานมาถึงไป๋เจี้ยนเหรินก็ทำการกล่าวต้อนรับและเริ่มงานเลี้ยง งานเลี้ยงนี้มีแต่คนในเช่นนี้เป็นไปอย่างเรียบงายไม่เป็นทางการ
    เทียนอี้ลองคาดคะเนด้วยตาเปล่าก็พบว่ามีผู้อาวุโสขอบเขตราชันย์อยู่นับร้อยคน ขอบเขตจักรพรรดิอีกหลายสิบ และขอบเขตราชันย์จักรพรรดิอีก 4 คน สมแล้วที่เป็นถึง 1 ในกลุ่มกำลังพิทักษ์ทวีปเหนือแห่งนี้ และแน่นอนว่านี่ยังไม่ใช่ยอดฝีมือทั้งหมดของตำหนักกระบี่เหมันต์
    เพราะผู้อาวุโสบางท่านก็ไม่ได้มาร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้ และอีกหลายคนยังอยู่ระหว่างการทำภารกิจนอกพื้นที่ แต่ว่าราชันย์จักรพรรดิทั้ง 5 ท่าน ของตำหนักกระบี่เหมันต์ล้วนแล้วแต่อยู่กัน อย่างพร้อมหน้า
    เมื่อเห็นยอดฝีมือมากมายเช่นนี้ก็ทำให้เห้เทียนอี้ รู้สึกหดหู่ใจเล็กน้อย เพราะมันแสดงให้เห็นว่า ความแข็งแกร่งของทวีปเหนือนั้นสูงล้ำกว่าทวีปตะวันออกอยู่หลายขุมจนไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้เลย และที่สำคัญกว่านั้นยอดฝีมือมากมายเหล่านี้ยังเป็นเพียงหนึ่งในหกจากทั้งหมดของทวีปเหนือ
    ที่ทวีปตะวันออกตกต่ำเช่นนี้ก็มีสาเหตุของมันเช่นกัน สาเหตุที่ทำให้เส้นลมปราณสวรรค์ และปฐพีของทวีปตะวันออกแห้งเหือด ทำให้ทรัพยากรในการบ่มเพาะส่วนมากสูญสลายไปตลอดกาล และนำพามาซึ่งการทำให้ผู้คนในทวีปตะวันออกอ่อนแอเช่นทุกวัน
    ผู้คนในทวีปอื่นๆ ต่างต่างรู้จักทวีปตะวันออกในอีกชื่อหนึ่งว่า แผ่นดินต้องสาป สาเหตุล้วนเกิดมาจากการระเบิดตัวเองของมังกรทมิฬบรรพกาลเมื่อหมื่นปีก่อนทั้งสิ้น
    แต่การกลายเป็น แผ่นดินต้องสาป ของทวีปตะวันออกเองก็มีข้อดีอยู่เช่นกัน เนื่องจากพลังปราณธรรมชาติที่มีอยู่อย่างบางเบาจนน่าใจหายเมื่อเทียบกับทวีปอื่นๆ และทรัพยากรบ่มเพาะพลังที่แทบจะหมดสิ้นไปจากผืนแผ่นดิน ทำให้ไม่มีผู้ใดต้องการช่วงชิงแผ่นดินผืนนี้
    ผลที่ตามมาก็คือการไม่มีสงครามช่วงชิงดินแดนเกิดขึ้น ทำให้ประชาชนอยู่อย่างสงบสุข สุดท้ายเทียนอี้ก็เลือกที่จะโยนเรื่องนี้ออกไปจากหัวแล้วถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่ง แล้วเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ที่เจ้าภาพได้จัดเตรียมไว้ให้โดยมีหลานปิงปิงและซุยหงนั่งขนาบอยู่ทั้งซ้ายและขวาตามลำดับ
    ในงานเลี้ยงมีศิษย์รับใช้ของตำหนักส่วนหนึ่งที่ได้รับเลือกให้มาเป็นผู้คอยอำนวยความสะดวกในงาน แรกเริ่มเดิมทีพวกนางทราบเพียงว่าแขกในงานเลี้ยงในคืนนี้เป็นบุคคลสำคัญมากผู้หนึ่ง พวกนางจึงค่อนข้างรู้สึกประหม่าเล็กน้อย
    แต่เมื่อเห็นว่าแขกคนสำคัญที่ว่านั้นเป็นเพียงเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่เดินเคียงคู่มากับเทพธิดาหลานปิงปิงของพวกนาง พวกนางก็รู้สึกแปลกใจไม่น้อยเพราะพวกนางรู้จักนิสัยเย็นชาของหลานปิงปิงเป็นอย่างดี ปกตินางจะเดินอยู่เพียงข้างกายเจ้าตำหนักเท่านั้น
    “เทพบุตรผู้นั้นเป็นใครกันทำไมถึงดูสนิทสนมกับเทพธิดาของเราถึงเพียงนั้น” ศิษย์รับใช้หญิงนางหนึ่งถามเพื่อนสนิทของนางที่อยู่ไม่ไกล ตั้งแต่แรกเห็นนางก็รู้สึกหลงไหลในรูปลักษณ์ที่ราวกับเทพบุตรของเทียนอี้เข้าทันที จนนางไม่สามารถละสายตาจากเทียนอี้ได้เลย
    เมื่อเห็นสายตาเปร่งประกายวิววับของเพื่อนสนิทศิษย์รับใช้นางนั้นก็ทราบทันทีเลยว่าเพื่อนของนางกำลังคิดอะไรอยู่ “จงหยุดความคิดของเจ้าไว้ตรงนั้นเถอะ เมื่อสักครู่ข้าแอบได้ยินผู้อาวุโสคุยกันว่าคุณชายท่านนั้นคือผู้ที่จะมาเป็นคู่หมั่นของเทพธิดาของเราในอนาคต”
    เมื่อได้ยินเพื่อนสนิทของตนบอกว่าชายหนุ่มผู้นั้นคือคู่หมั่นในอนาคตของเทพธิดาหลานปิงปิง ดวงตาของศิษย์รับใช้หญิงคนนั้นก็เบิกกว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ ก่อนที่นางจะจับแขนของหญิงสาวอีกคนแล้วถามอีกครั้งว่าเมื่อสักครู่นางไม่ได้ฟังผิด “เจ้าแน่ใจใช่ไหมว่าไม่ได้ฟังผิด ข่าวใหญ่ขนาดนี้เจ้าจะพูดเล่นไม่ได้น่ะ”
    “ข้ามั่นใจเพราะข้าแอบได้ยินเหล่าผู้อาวุโสหลายท่านพูดในทำนองเดียวกันนี้” หญิงสาวที่ถูกจับแขนตอบกลับอย่างมั่นใจ
    “ไม่ได้การแล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องเป็นข่าวใหญ่ของตำหนักเรา ข้าต้องรีบไปป่าวประกาศให้ทุกคนในตำหนักรู้” คิดได้เช่นนั้นศิษย์รับใช้คนนั้นก็แอบวิ่งออกไปจากงานเลี้ยงทันที
    “เดียวก่อน...!” ศิษย์รับใช้อีกคนพยายามที่จะเรียกเพื่อนของตนเองไว้ แต่ดูเหมือนว่าเพื่อนขอฃนางนั้นจะไม่ได้ยินเสียงเรียกของนางเลย “เฮ่อ..” สุดท้ายนางก็ทำได้เพียงพอหายใจออกมาครั้งหนึ่ง นางรู้ดีว่าสหายของตนผู้นี้เป็นคนปากมากเพียงไหน
    และหลังจากนั้นไม่นานข่าวการปรากฏตัวของคู่หมั้นเทพธิดาหลานปิงปิง ก็กระจายไปทั่วในหมู่ลูกศิษย์ของตำหนักกระบี่เหมันต์อย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง แน่นอนว่าการปรากฏตัวอย่างกระทันหันของคู่หมั่นของเทพธิดาของพวกมันย่อมสร้างความไม่พอใจให้กับเหล่าสาวกผู้คลั่งไคล้หลานปิงปิงหลายคน


    กลับมาที่เทียนอี้ที่กำลังนั่งสนทนาอยู่กับผู้อาวุโสหลายท่านภายในงานเลี้ยง เทียนอี้ได้รับความสนใจจากเหล่าผู้อาวุโสหลายท่านเป็นอย่างมาก หลายท่านใช้โอกาสนี้ในการพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเทียนอี้ เพราะพวกเขาเหล่านี้ต่างก็ได้เห็นถึงความสามารถที่แท้จริงอันน่าหวาดกลัวมากับตาตัวเองแล้ว
    ซึ่งการกระทำของผู้อาวุโสเหล่านี้ยิ่งทำให้ผู้อาวุโสหวังจิวที่ไม่พอใจในตัวเทียนอี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้วยิ่งรู้สึกไม่สบอารมณ์มากขึ้นไปกว่าเดิมอีก
    จนในที่สุดผู้อาวุโสหวังจิวก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความไม่พอใจ “จะอะไรกันนักหนากะอิแค่เด็กหนุ่มฝีมือธรรมดาๆคนหนึ่ง จำเป็นต้องเอาอกเอาใจกันมากถึงขนาดนั้นเลยรึช่างน่าขายหน้ายิ่งนัก”
    ประโยคนี้ของหวังจิวพึ่งดล่าวออกมา แม้ไม่ได้ดังกังวาลแต่ผู้ที่อยู่ในงานเลี้ยงทุกคนกลับได้ยินอย่างชัดเจน และทำให้คิ้วของเจ้าตำหนักไป๋เจียนเหรินขมวดเข้าหากันเป็นปมทันที เหล่าผู้อาวุโสที่กำลังลุ้มล้อมเทียนอี้อยู่ถึงกับหยุดชะงักบรรยากาศในงานเลี้ยงตกสู่ความเงียบในทันที
    เจ้าตำหนักไป๋เจี้ยนเหรินไม่ได้ผู้อะไรออกมา นางเพียงหันไปมองหน้าเทียนอี้ เพราะนางเองก็อยากจะรู้ว่าเทียนอี้จะใช้วิธีไหนในการรับมือกับเหตุการณ์เช่นนี้ ซึ่งไป๋เจียนเหรินนางก็ทราบดีว่าสักวันหนึ่งเหตุการณ์เช่นนี้จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
    เทียนอี้ยังคงมีสีหน้าที่ยิ้มแย้มไม่เปลี่ยนแปลง แม้กำลังตกอยู่ในสถานการณ์อันหน้าอึดอัดเช่นนี้ เทียนอี้วางจอกเหล้าในมือลงก่อนที่จะหันไปมองที่ผู้อาวุโสหวังจิวด้วยรอยยิ้มเช่นเดิมแล้วถามออกมาอย่างสุภาพว่า
    “ท่านผู้อาวุโสท่านนี้คงจะหมายความว่า ข้าไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นคู่หมั้นของเทพธิดาหลานใช่หรือไม่” เทียนอี้เองก็ทราบดีว่าจะต้องมีผู้ที่ไม่พอใจกับตนเองอยู่เช่นนี้อีกหลายคน ซึ่งการที่จะทำให้คนประเภทนี้ยอมรับในตัวของเขาได้นั้น มีเพียงเทียนอี้ต้องแสดงความสามารถที่แท้จริงออกมาให้เป็นที่ประจักรเท่านั้น
    ผู้อาวุโสหวังจิวเองแม้ไม่พอใจในตัวของเทียนอี้ แต่ก็ไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลไปสักทีเดียว เพราะถึงอย่างไรการช่วยชีวิตของหลานปิงปิงก็ยังเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ดังนั้นผู้อาวุโสหวังจิวจึงเค้นเสียงขึ้นจมูกดัง “หึ!” ออกมาทีหนึ่งแล้วพูดว่า
    “ไม่ผิด! ข้าหวังจิวเป็นคนตรงไปตรงมาเสมอ ข้ายอมรับว่าข้ายังข้องใจในคุณสมบัติของเจ้าที่จะเป็นมายืนอยู่ข้างกายเทพธิดาของเรา และข้าก็เชื่อว่าผู้อาวุโสที่อยู่ในที่นี้หลายคนเองก็คิดเช่นเดียวกับข้า แต่ถึงกระนั้นความจริงก็ยังมีเพียงเจ้าที่จะสามารถช่วยชีวิตของเทพธิดาของเราเอาไว้ได้!” พูดถึงตรงนี้น้ำเสียงของหวังจิวก็แผงไปด้วยความหดหู่ เพราะต้องฝืนยอมรับความจริง
    เทียนอี้กวาดสายตามองเหล่าผู้อาวุโสทุกคนก็พบว่า ส่วนใหญล้วนกำลังพยักหน้าเห็นด้วยกับผู้อาวุโสหวังจิว แต่เทียนอี้หาได้กังวลไม่ ใบหน้าของเขายังคงยิ้มอย่างเป็นมิตรอยู่เช่นเดิมแล้วกล่าวออกมาว่า
    “เช่นนั้นเพื่อแก้ไขความคับข้องใจของทุกท่าน ผู้เยาว์ยินดีเข้ารับการทดสอบทุกอย่างตามที่พวกท่านต้องการ ถึงแม้มันจะไม่สามารถทำให้ความจริงเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมได้ แต่ข้าเชื่อว่าด้วยความสามารถอันน้อยนิดของข้ามันจะทำให้ทุกท่านพึงพอใจขึ้นมาได้บ้าง”
    เหล่าาพูดโสที่ได้เป็นพยานในการต่อสู้ที่ทะเลสาบน้ำแข็ง แทบจะสำลักเลือดออกมาตรงนั้นเพราะคำพูดของเทียนอี้ “ความสามารถอันน้อยนิด” ถ้าหากความสามารถของเทียนอี้เรียกว่าน้อยนิด แล้วความสามารถของพวกเขาเล่าจะนับเป็นอะไรได้
    เมื่อผู้อาวุโสหวังจิวได้ยินคำกล่าวของเทียนอี้ก็ทำให้มันรู้ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ความจริงก็มีนิสัยที่ไม่เลวทีเดียว หวังจิวจึงเก็บเอาคำพูดของเทียนอี้มาขบคิดอยู่พักหนึ่ง. ก็จริงอย่างที่เทียนอี้พูดไว้ถึงแม้วิธีของเทียนอี้มันจะไม่สามารถเปลี่ยนความจริงได้ก็ตาม แต่อย่างน้อยพวกเขาก็อาจจะสามารถมองเห็นถึงความสามารถด้านอื่นของเทียนอี้บ้าง
    “ความคิดไม่เลว อย่างน้อยเจ้าก็ยังเป็นคนหนุ่มที่มีความคิดดีๆอยู่บ้าง เช่นนั้นพวกข้าจะคิดบททดสอบขึ้นมาสามข้อ หากว่าพรุ่งนี้เจ้าสามารถผ่านบททดสอบสองในสามข้อนี้ได้ พวกข้าทุกคนก็จะยอมรับเจ้าโดยไม่มีแม้ และพวกเราจะให้การสนับสนุนเจ้าทุกอย่างตามที่เจ้าต้องการ” ผู้อาวุโสหวังจิวกล่าวออกมา ทุกคนก็พยักหน้าเห็นด้วยเช่นกัน
    สำหรับเทียนอี้แล้วก็มีมิตรมากย่อมดีกว่ารายล้อมด้วยศัตรู การมีกองกำลังของตำหนักกระบี่เหมันต์คอยเป็นหูเป็นตาให้ในทวีปเหนือนั้นย่อมมีประโยชน์กับเขามากกว่า อีกอย่างเทียนอี้ก็มองออกว่าผู้อาวุโสหวังจิวและคนอื่นๆก็ไม่ได้มีนิสัยเลวร้ายแต่อย่างได เพียงแต่พวกเขายังคงไม่ไว้ใจเทียนอี้เท่านั้นเอง
    หลังจากที่ความวุ่นวายได้ยุติลงแล้ว ทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง จนกระทั้งงานเลี้ยงสิ้นสุดลง เมื่องานเลี้ยงจบลงแล้วหลานปิงปิงก็ได้นำเทียนอี้และซุยหงมาที่ห้องพักที่จัดไว้ให้ ก่อนที่นางจะเดินแยกออกไปที่ห้องของตัวเอง
    หลังจากที่เทียนอี้ออกจากงานเลี้ยงไปเหล่าผู้อาวุโสต่างก็รีบช่วยกันคิดบททดสอบในวันพรุ่งนี้ขึ้นทันที ไป๋เจี้ยนเหรินกับอีกหลายคนก็เข้าร่วมด้วยเช้นกัน เพราะพวกเขาทุกคนก็อยากรู้เช่นกันว่านอกจากความสามารถในการต่อสู้อันผิดมนุษย์แล้ว เทียนอี้จะมีความสามารถในด้านอื่นๆซ้อนเอาไว้อีกหรือไม่

    ณ ตำหนักจักรเหมันต์ผู้อาวุโสตงเว้ยที่ได้สูญเสียแขนขวาไปกำลังนอนหมดสิใบหน้าซีดเซียวอยู่ในห้องพักของตน โดยมีชายชราท่าทางธรรมดาๆในชุดสีเขียวอ่อนกำลังจับชีพจรอยู่ เมื่อชายชราผู้นั้นจับชีพจรของตงเว้ยเสร็จแล้วเขาก็ได้ฝังเข็มตามจุดต่างๆบนตัวของตงเว้ย 9 เข็ม ก่อนที่ใบหน้าที่ซีดเซียวของตงเว้ยจะดูดีขึ้นมาทีล่ะน้อย
    “ท่านหมอเทวดาไม่ทราบว่าเป็นเช่นไรบ้าง” ชายในชุดสีเทาอีกคนถามชายชุดเขียวด้วยความเคารพ ชายในชุดเทาวัยกลางคนผู้นี้แท้จริงแล้วก็คือเจ้าตำหนักฉู่ซานของตำหนักจักรเหมันต์ ส่วนชายชราชุดเขียวอ่อนก็คือหมอเทวดาถงชิงหลงชื่อดังคนนั้นนั่นเอง
    “ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงที่เขาหมดสติไปก็เพราะเสียเลือดมากเกินไปและใช้พลังปราณจะหมดเท่านั้นเอง อาการบาดเจ็บภายในไม่ได้มีอะไร เพียงแต่น่าเสียดายที่เขาไม่ได้นำแขนขวากลับมาด้วยจึงไม่สามารถต่อมันกลับคืนไปเช่นเดิมได้” หมอเทวดาถงชิงหลงพูดตามความจริง
    “ขอบพระคุณท่านหมอถงมาก นี่คือของตอบแทนเล็กๆน้อยๆ รบกวนเวลาพักผ่อนของท่านมามากแล้วเชิญขอรับ” สิ้นเสียงของฉู่ซานหมอเทวดาถงชิงหลงก็เดินออกจากห้องไปจากห้องทันทีพร้อมกล่องไม้ในมือ เพื่อเชิญถงชิงหลงมาดูอาการของตงเว้ยกลางดึกฉู่ซานจึงต้องเตรียมสมุนไพรมีค่าไว้ตอบแทนมันไม่กล้าเสียมารยาทต่อชายชราคนนี้
    ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าทันทีที่ตงเว้ยบินกลับมาถึงตำหนักด้วยพาหนะพิเศษ มันก็ได้หมดสติล้มลงหน้าทางเข้าตำหนักหลักทันที ฉู่ฉานจึงต้องเชิญหมอเทวดามาดูอาการของตงเว้ยทันที เพราะมันอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตงเว้ย เพราะเมื่อวานมันเป็นคนส่งตงเว้ยไปตำหนักกระบี่เหมันต์ด้วยตนเอง
    หากเรื่องนี้เป็นฝีมือของตำหนักกระบี่เหมันต์ มันต้องได้ฟังเหตุผลที่ฟังขึ้นจากไป๋เจี้ยนเหริน ไม่เช่นนั้นเรื่องนี้อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์ของสองตำหนักมาถึงขั้นแตกหักก็เป็นได้.......


    error loaded

    คล้ายกับเรื่องเซียนกระบี่จ้าวแห่งเทพยุทธ์ ที่คุณอ่าน