หลังจากนั้นเราก็ขึ้นบันไดไปยังห้องแกลเลอรี่ซึ่งฉันได้เล่าถึงบุคคลที่เป็ศิลปินเขียนรูปบรรพบุรุษทั้งหลายของเขาเ่าั้เท่าที่พอจะมีความรู้อยู่บ้างให้เขาฟัง
“ฉันว่าอีซีเกียลฝีมือดีกว่าอัลเฟร็ดนะคะน้ำหนักของสีที่เขาให้มีความชัดเจนแสดงอารมณ์ได้ดีทีเดียวฉันว่าอัลเฟร็ดมือหนักไปหน่อย”ฉันชี้ให้เขาดูงานของอีซีเกียลคนที่สองวาดขึ้นไว้
“ช่วยบอกหน่อยได้ไหมคะว่าในรูปนี้ใครคือคนที่หายไปฉันลองนับจำนวนดูแล้วปรากฏว่ามีลูกชายคนหนึ่งในจำนวนสามคนที่ไม่อยู่ในรูปนี้แต่ไม่รู้ว่าเป็คนไหน”
“ท่านชื่อโรเจอร์เป็ลูกชายคนกลางท่านตายก่อนครบรอบวันเกิดปีที่ยี่สิบสามเพียงไม่กี่วัน”
“น่าสงสารจัง”ฉันเอ่ยออกมาเบาๆ
“แล้วท่านเป็อะไรตายคะ?”
“เป็โรคอย่างหนึ่ง.”เขานิ่งอึ้งไปก่อนจะกล่าวต่อว่า
“ว่ากันว่าเป็โรคเดียวกันกับที่ผมกำลังเป็อยู่ตอนนี้...เขาเรียกว่าโรค Acromegaly”
ฉันได้แต่มองหน้าเขาอยู่ในท่ามกลางแสงยามบ่ายเช่นนี้เสี้ยวหน้าด้านข้างของเขาดูใหญ่โตมาก
“ขอโทษนะคะในครอบครัวคุณเป็กันหลายคนหรือคะ?”
“คงเป็โรคประจำศตวรรษละมัง...”เขาพูดเสียงขื่น
“ผมเป็คนสุดท้ายที่เกิดในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดเพราะฉะนั้นคงไม่มีใครเป็ต่อจากผมแล้ว”
“แต่สมัยนี้การรักษาโรคที่เกิดจากกรรมพันธุ์อาจช่วยให้เกิดปาฏิหาริย์ได้นะคะ”
แววยิ้มเศร้าฉาบขึ้นบนริมฝีปากขณะเขามองหน้าฉันอยู่
“มันไม่ใช่กรณีย์ของผมหรอก”
การทัวร์ของเราดูจะสิ้นสุดลงเพียงแค่นั้นลีขอตัวกลับไปเขียนจดหมายฉันยังคงยืนอยู่เบื้องหน้าภาพวาดของบุคคลในตระกูลครอมพ์ตันสมัยศตวรรษที่สิบแปดด้วยความอยากรู้เหลือเกินว่าจะมีอาการของโรคที่แสดงให้ปรากฏอยู่ในใครบ้างโรคซึ่งเกิดอยู่ในศตวรรษก่อนหน้านี้ ที่เมื่อเกิดขึ้นกับใครแล้วถือได้เลยว่าบุคคลผู้นั้นถูกพระเ้าลงโทษเพราะไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้
ฉันมีความรู้เกี่ยวกับความพิกลพิการของร่างกายอันเนื่องมาแต่เชื้อของโรคร้ายนี้น้อยมากรู้แต่เพียงว่ามันเป็ความผิดปกติของศีรษะมือ เท้าและทรวงอกแต่การที่ชายหนุ่มวัยเพียงแค่ยี่สิบสามตายเพราะโรคนี้ได้อย่างไรนั้นฉันไม่อาจรู้ได้...
มีเสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้นในตอนบ่ายของวันนั้นฉันจึงนึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองไม่ได้ยินเสียงกริ่งแบบนี้ตลอดทั้งอาทิตย์ที่มาพำนักอยู่ที่ไรส์โบโร่ และยิ่งรู้ว่ามันเป็โทรศัพท์ถึงฉันเองก็รู้สึกกังวลใจขึ้นมาทันทีเพราะฉันไม่ได้ติดต่อไปหาพ่อเลยั้แ่มาอยู่ที่นี่ความเป็ห่วงที่เกิดขึ้นตอนก่อนจะออกจากบ้านวันนั้นแวบกลับขึ้นมาอีกครั้งทั้งยังประสมด้วยความรู้สึกละอายใจด้วย
แต่ปรากฏว่าคนที่โทรศัพท์มาหาฉันคือมาร์ก...
“คุณจะกลับบ้านเมื่อไหร่อลิกซ์?” เขาใช้โทรศัพท์มือถือดังนั้นเสียงพูดจึงอื้อๆอย่างไรพิกล
“คุณคงไม่ลืมนะว่าผมมีงานเลี้ยงอาหารค่ำวันเสาร์ที่จะถึงนี้และคุณก็สัญญากับผมแล้วด้วยว่า คุณจะไปงานกับผม”
“มาร์ก...แต่งานฉันยังไม่เสร็จเลยนะ...ยังไม่ใกล้จะเสร็จเสียด้วยซ้ำ”
ฉันทักท้วงรู้สึกฉุนโกรธขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้รู้อยู่แก่ใจว่าความ้าของเขาจะต้องอยู่เหนือสิ่งอื่นใดเสมอเขาจะต้องสร้างความรู้สึกกดดันบีบบังคับให้ฉันต้องยอมทำตามเสียทุกครั้ง
“อลิกซ์...ฟังให้ดีนะคุณไปอยู่ที่นั่นั้แ่วันเสาร์ก่อนเพราะฉะนั้นคุณย่อมมีสิทธิ์ที่จะมีวันหยุดสุดสัปดาห์อยู่แล้วถึงยังไงคุณก็ยังต้องกลับไปทำงานต่ออยู่ดี”
มันเปล่าประโยชน์ที่จะไปเตือนให้เขาได้สำนึกเสียบ้างว่าทุกวันนี้งานที่เขาทำอยู่ได้่ชิงเวลาของเขาไปเกือบจะทั้งหมดจนแม้แต่ในโอกาสสำคัญๆในชีวิตฉันเขาก็แทบไม่มีส่วนร่วมเลยด้วยซ้ำ
“อีกอย่างหนึ่งนะ...”เขาพูดต่อ
“ก่อนหน้านี้คุณก็ไม่ได้แสดงท่าว่าอยากจะไปอยู่ที่นั่นเลยไม่ใช่หรือ...แล้วทำไมไม่ใช่วิธีถ่ายรูปแล้วเอากลับมานั่งเขียนที่บ้านล่ะ?”
“การเขียนจากตัวบุคคลที่เป็ตัวตนจริงๆมันมีชีวิตจิตใจกว่ากันมาก” ฉันตอบเรียบๆ ขณะเดียวกันฉันก็ได้ตระหนักว่านี่คือการยอมรับกับตัวเองด้วย
“ฉันชอบที่จะทำงานแบบนี้มากกว่า”
แต่ในที่สุดฉันก็ต้องรับปากกับเขาว่าจะกลับบ้านวันเสาร์เพื่อไปร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำเนื่องในโอกาสแจกรางวัลนักข่าวดีเด่นแม้เขาจะบ่นอยู่บ้างเื่ที่ต้องแต่งชุดแบล๊ก ไท แต่ทุกคำพูดของเขาล้วนมีเจตนายืนยันให้ฉันได้รับรู้ไว้ว่าเขาจะต้องได้รับรางวัลในครั้งนี้ด้วยซึ่งถือเป็โอกาสสำคัญในชีวิตของเขาก็ว่าได้และแน่นอนที่เขาควรจะต้องมีฉันอยู่เคียงข้างในยามนั้น
ฉันพยายามจะไม่คิดถึงงานแสดงนิทรรศการผลงานของฉันเองในเดือนมีนาคมที่จะมาถึงเพราะฉันรู้ว่าเขาจะไม่ไปร่วมงานด้วยอย่างแน่นอนแม้เขาจะรู้กำหนดการล่วงหน้าเป็เดือนแต่เขาก็วางแผนที่จะออกเดินป่ากับเพื่อนสนิทกลุ่มใหญ่ของเขาในอาทิตย์เดียวกันนั้นอยู่ดี
ฉันวางโทรศัพท์ลงอิงร่างอยู่กับกรอบประตู
“บ้าที่สุดเลย...!”ฉันคำรามกราดเกรี้ยวออกมา ก่อนจะยิ้มเขินๆ กับมิสซิสกรีฟ
“คู่รักละมัง?”
“ก็...ทำนองนั้น...”ฉันไม่ค่อยชอบคำถามแบบนี้เลย
“ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจหรอกค่ะว่าเขาควรจะเป็อะไร” ฉันรินกาแฟใส่ถ้วยให้ตัวเอง
“เล่าเื่ลีให้ฉันฟังหน่อยสิคะ ฉันอยากรู้ว่าเมื่อตอนเด็กๆเขาเป็ยังไงบ้าง”
“แล้วคุณจะรู้ไปทำไมล่ะ?”นางกลับย้อนถม
“ไม่ทราบสิคะก็...เพียงแค่อยากรู้เท่านั้น”
มิสซิสกรีฟรินกาแฟให้ตัวเองแล้วก็เหลือบตามองดูนาฬิกาถอนหายใจออกมาเบาๆ พยักหน้าช้าๆ ก่อนจะเอ่ยออกมาว่า
“เป็นักก่อกวนตัวยงทีเดียว”
ฉันถึงกับสำลักนี่มันเป็คำตอบที่ห่างไกลจากสิ่งที่ฉันคาดคิด ว่ามิสซิสกรีฟจะตอบอย่างสิ้นเชิง
“ฉันหมายถึงว่าเขาเป็คนที่มีความมุ่งมั่นมากทำให้บางครั้งกลายเป็เด็กไม่น่ารักเลย...เมื่อตอนที่ยังเล็กอยู่เขาเป็เด็กที่นิสัยดีมากทีเดียวนะคะแต่พอย่างเข้าวัยรุ่นเท่านั้นละเหมือนมีไฟมาเผาอยู่ในใจยังไงยังงั้นเลยละค่ะแผลลายพร้อยไปทั้งตัวเลย มีความเป็ตัวของตัวเองสูงมากแล้วก็เป็คนมีพร์ในเื่ผู้หญิงด้วยซึ่งก็เพราะเื่นี้แหละที่ทำให้เขาหมดกำลังใจในที่สุด...”
นางเหลือบตาขึ้นมองนาฬิกาอีกครั้งสีหน้าอ่อนโยนลงเมื่อกวักมือให้ฉันเดินตามไป
“เขาไม่ได้เป็อย่างที่คุณเห็นเขาเป็อยู่ตอนนี้หรอกนะคะฉันจะให้คุณดู”
มิสซิสกรีฟมีห้องชุดส่วนตัวอยู่ถัดไปจากห้องครัวซึ่งผนังทุกด้านของห้องนี้เต็มไปด้วยรูปถ่าย ซึ่งมีทั้งภาพรวมของครอบครัวภาพถ่ายเดี่ยว ภาพถ่ายสัตว์เลี้ยงและอื่นๆซึ่งทำให้ฉันเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่านอกจากห้องนี้ที่มีภาพถ่ายแล้วทุกห้องในบ้านล้วนแล้วมีแต่ภาพเขียน
มิสซิสกรีฟเดินไปหยิบรูปเล็กๆใส่กรอบราคาถูกขึ้นมาจากโต๊ะหัวเตียง
“นี่ไงคะคุณลีตอนอายุสิบห้า”
เด็กหนุ่มที่อยู่ในรูปนั้นแม้หน้าตาจะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้วแต่สามารถบอกได้เลยว่าหล่อมากใบหน้าของเขาเป็ใบหน้าของคนที่กำลังจะเปลี่ยนวัยเข้าสู่ความเป็ชายหนุ่มเต็มตัวดวงตาคู่สีฟ้าเข้มนั้นเด่นสะดุดตามากแต่สิ่งที่ชวนมองที่สุดคือรอยยิ้มที่จุดประกายให้ใบหน้าของเขามีเสน่ห์อย่างยิ่งฉันยังสังเกตเห็นอีกด้วยว่าแม้อาการของโรคร้ายจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับรูปร่างหน้าตาของเขาอย่างน่ากลัวแต่มันไม่ได้ทำให้รอยยิ้มของเขาเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
“รูปนั้นถ่ายตอนที่เขาอยู่วิทยาลัยโกรตอนปีสอง...นี่ค่ะ...”นางส่งรูปถ่ายอีกใบหนึ่งมาให้ดู
“รูปนี้ถ่ายอีกสิบห้าปีต่อมา คุณจะเห็นว่าอาการของโรคมันชัดเจนมากขึ้นแล้ว”
รูปนี้เป็การถ่ายตอนที่ลีไม่ทันรู้ตัวเขาไม่ได้มองกล้องแต่กำลังมองไปทางอะไรบางอย่างอยู่เด็กหนุ่มในรูปแรกได้เปลี่ยนไปแล้วเปลี่ยนแปลงไปจนเหนือสภาพการเปลี่ยนวัยจากเด็กหนุ่มขึ้นสู่วัยหนุ่มใหญ่มือข้างหนึ่งของเขาที่ยกขึ้นทาบอยู่กับแก้มมีขนาดใหญ่โตมากข้อนิ้วพองบานอย่างเห็นได้ชัดทั้งจมูกและใบหูมีขนาดใหญ่มากแล้วเช่นกัน แววในดวงตาของเขามันไม่ได้เปี่ยมไปด้วยความวาดหวังอีกต่อไปแต่เต็มไปด้วยแววแห่งความครุ่นคิดและฉันก็รู้ได้ก่อนที่มิสซิสกรีฟจะบอกเสียอีกว่า...นี่คือรูปถ่ายใบสุดท้ายของลีครอมพ์ตัน
“เราย้ายมาอยู่ที่นี่สักปีหนึ่งหลังจากที่ถ่ายรูปนั้นบ้านหลังนี้เป็บ้านพักตากอากาศของครอบครัวซึ่งลีใช้เป็ที่อยู่อาศัยนับแต่นั้นเป็ต้นมาซึ่งเมื่อมาถึงวันนี้เราก็อยู่กันที่นี่เกือบสิบปีแล้วละค่ะ”
“แล้วพ่อกับแม่เขาอยู่ที่ไหนล่ะคะ?”
“พวกท่านหย่าขาดจากกันหลายปีแล้วั้แ่ลียังเรียนอยู่ที่โกรตอนเสียด้วยซ้ำพ่อของคุณลีเสียชีวิตลงหลังจากที่ปู่ของคุณวาดรูปท่านเสร็จไม่กี่ปีส่วนแม่น่ะยังมีชีวิตอยู่นอนนี้อยู่ในบอสตันเธอไม่เคยมาที่นี่หรอกค่ะ”
มิสซิสกรีฟดึงรูปไปจากมือฉันมองดูอย่างพินิจพิจารณาก่อนจะวางลงไว้เคียงข้างกัน
“เขาเป็คนดีคนหนึ่งไม่ใช่หรือคะ?”
คำถามของนางสร้างความแปลกใจให้กับฉันไม่น้อยแต่แล้วฉันก็เข้าใจความหมายในคำถามประโยคนั้น
“แน่นอนค่ะเขาเป็คนดีมาก” ฉันตอบอย่างจริงใจ
นางเช็ดมืออยู่กับผ้ากันเปื้อนอย่างจงใจแล้วก็เดินจากไปปล่อยให้ฉันยืนอยู่ตรงนั้นคนเดียวอากาศหนาวเย็นแผ่ซ่านเข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้…