1 มกราคม พ.ศ.2576
“จงลุกขึ้น! พวกเราจะไม่ยอมให้พวกมันเหิมเกริมไปมากกว่านี้” เสียงอันคมเข้มลั่นดังไปไกลต่อหน้าประชาชนของราชาคากิรวมทั้งผู้บัญชาการกองทัพทหารกว่าร้อยนาย
“จากการสอบปากคำจึงได้รู้ว่าเป็นฝีมือของอดีตองค์ชาย ยูกิ เอลโฟเรีย ผู้ซึ่งกลับมายังอาณาจักรอาฟเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา” ชายหญิงสองคนถูกตรึงไว้กับแผ่นไม้รัดแขนและคอไว้เนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยแผลสดและแผลไหม้
“เจ้าคนทรยศพันธุ์นั่น อาณาจักรเอลโฟเรียต้องล่มสลายก็เพราะมัน” เสียงอันฮึกเหิมด่าทอกันไม่สนใจยศถาบรรดาศักดิ์ที่ยูกิเคยเป็นถึงพระโอสถของราชา
“ฆ่ามันให้หมด!”
เหอะ ๆ สุดยอดไปเลยไอ้พวกเอลฟ์หน้าโง่ แค่ยุยงนิดหน่อยก็เลือดร้อนกันหมดอย่างกับเก็บกดมานาน ส่วนเจ้าสองคนนี้ก็เป็นคนงานที่เอามาเป็นแพะอะไรจะง่ายอย่างงี้
“พวกเราสำนักมนตร์ดำที่ทำงานกับราชาคากิมาช้านาน...รู้ถึงตำแหน่งที่ตั้งของอดีตองค์ชายยูกิเป็นที่เรียบร้อย บัดนี้ใครก็ตามที่ต้องการเข้าร่วมการกวาดล้างเสี้ยนหนามของอาณาจักรเอลฟ์จงตามข้ามา!”
เวรแล้วไง เอลฟ์หนุ่มผู้ที่ตัวเล็กยิ่งกว่าใครกำลังกระวนกระวายเหงื่อแตกพลั่ก
หลังจากที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพของราชาคากิเรียบร้อยกองทัพกว่าหนึ่งแสนนายมุ่งตรงไปยังเมืองเอลโฟเรีย
ป่าดิบชื้นที่มีหมอกหนาลงทั่วถ้ามองจากข้างบนคงนึกว่าเป็นหนองน้ำเป็นแน่ เหล่าเอลฟ์และผู้คนในเมืองเอลโฟเรียกำลังตื่นตระหนกเมื่อได้รับรู้ข่าวจากพวกซึฮากิ
“แบบนี้พวกเราจะไปสู้ได้ยังไง?” ในช่วงเวลาที่ซึฮากิไม่อยู่ก็ได้มีการจัดตั้งกลุ่มผู้นำเพื่อใช้พิจารณาตัดสินสิ่งต่าง ๆ เป็นดั่งตัวแทนซึฮากิ
“ทุกคนใจเย็น ๆ” น้ำเสียงอันเฉยชาของเขาทำให้ชายหญิงกว่าสิบชีวิตนิ่งสงบลงได้
“นี่ซึฮากิ พวกเรามีประชากรไม่ถึงหนึ่งพันคนจะไปต่อต้านกองกำลังของราชาคากิได้อย่างไร” ลุงโคเอลฟ์ผู้ที่มีภูมิฐานดียิ่งกว่าใคร ๆ ด้วยความสงบนิ่งตัดสินใจและจัดการเรื่องต่าง ๆ ได้เฉียบคม
“รู้ไหมว่าจำนวนไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ชนะสงคราม” ซึฮากิวางหินสื่อสารลงตรงหน้ากลางที่ประชุม
“ข้อมูลต่างหากคือสิ่งที่ทำให้ชนะสงคราม” พูดไม่ทันขาดคำหินสื่อสารก็เรืองแสงตอบรับกับมานาที่ซึฮากิส่งเข้าไป
“โฟลรายงาน กองทัพกำลังเคลื่อนพลไปได้หนึ่งในสี่ของระยะทางแล้ว คาดว่าอีกไม่เกินห้าวันจะถึงที่นั่น”
“มีผู้เชี่ยวชาญการต่อสู้กี่คน? เลเวลแบบเฉลี่ยด้วย”
“ประมาณหกหมื่นคนที่เป็นทหาร ส่วนที่เหลือเป็นประชาชนที่มาร่วมด้วย เลเวลโดยเฉลี่ยคือสามมีแค่ระดับหัวหน้าเท่านั้นที่เลเวลหกขึ้นไป” โฟลกลอกตามองไปรอบ ๆ ด้วยความหวาดระแวง
“หนึ่งในสามของระยะทางสินะนั่นถือว่าเป็นข้อมูลที่เยี่ยมที่สุดแล้ว มีอะไรอีกก็ติดต่อมา”
“ตามนั้น” โฟลเก็บหินสื่อสารไปรีบกลับไปรวมแถวเดินทัพอีกครั้งเพื่อไม่ให้เหล่าผู้บัญชาการสงสัย
ภายในห้องประชุมที่กำลังเคร่งเครียดจู่ ๆ ยูกิก็เอาอาหารว่างเข้ามาเสิร์ฟพร้อมกับรอยยิ้มอันสดใสส่งกำลังใจให้พวกเขา
“ขอบคุณครับท่านยูกิ” หนึ่งในเอลฟ์อาวุโสเอ่ยคำขอบคุณก้มโค้งศีรษะลงเล็กน้อย
“นี่เป็นขนมที่ทำจากแป้งและไข่ กินแล้วจะได้ผ่อนคลายลงบ้าง” ยูกิอภิปรายสรรพคุณเล็กน้อยก่อนจะจากไป
เหล่าเอลฟ์ได้หยิบขนมเข้าปากวินาทีที่เคี้ยวเข้าไปก็รู้สึกได้ถึงความนุ่มละมุนดั่งปุยเมฆจนเคลิบเคลิ้มเพลินไปกับมันโดยไม่รู้ตัว
“เอาล่ะมาฟังแผนของฉันกันก่อน เราจะส่งคนไปที่ภูเขาที่เป็นจุดเชื่อมระหว่างอาณาเขตของเอลฟ์ที่กำลังมาที่นี่ มีความเป็นไปได้สูงที่พวกเขาจะใช้เส้นทางนั้นเพราะใช้เวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็สามารถย่นระยะทางได้ยี่สิบถึงยี่สิบห้ากิโลเมตร”
“เอ่อ...เราจะทำยังไงล่ะ? วางเพลิงแล้วปิดปากถ้ำหรือ” หนึ่งในผู้อาวุโสเอ่ยถาม
“เราจะไม่ปิดถ้ำและไม่ใช้อะไรที่มันโจ่งแจ้งแบบนั้น เราจะใช้พิษอัมพาตจากมอนสเตอร์ในดันเจี้ยนที่เราค้นพบโดยเราจะทำให้มันเป็นละอองเล็ก ๆ ค่อย ๆ ให้ร่างกายซึมซับเข้าไป”
3 มกราคม พ.ศ.2576
“เดินหน้าต่อไปสหายข้า อีกไม่ไกลเกินเอื้อมก็จะถึงที่หมายแล้ว” โยนยังคงเรียกขวัญกำลังใจตลอดทางเพื่อให้กองทัพพร้อมรบมากที่สุด
“ว่าแต่ท่านโยนครับ พวกคนที่อยู่ในเมืองวิทาจะไม่เป็นอะไรนะครับเพราะทหารส่วนใหญ่ออกมาที่นี่หมด” ขุนพลเอลฟ์ที่ประดับชุดเต็มไปด้วยยศเหรียญจำนวนมากขี่ม้าที่สง่างามราวกับเป็นสัตว์ที่สรวงสวรรค์ส่งมา เขาเอ่ยทักโยนด้วยท่าทางเคารพพลางกระตุกคิ้วมองไปยังเบื้องหน้า
“ข้าคิดว่าพวกเผ่าอื่น ๆ ไม่มีทางรู้การเคลื่อนไหวของเราหรอก” เหอะ ๆ จะเป็นตายร้ายดีอะไรก็ช่างสิวะที่เรามาช่วยก็เพราะจะสร้างความเชื่อใจต่างหาก
“ขอบคุณท่านโยนนะครับที่คอยช่วยเหลือองค์ราชาคากิมาตลอด ข้าเห็นท่านกับองค์ราชาอยู่ด้วยกันบ่อยมากปกติเขาไม่ชอบให้ใครเข้าไปในห้องแท้ ๆ”
สมองทึบกันจริง ๆ เลยเจ้าพวกนี้แค่เราทำงานให้นิดหน่อยก็เชื่อใจแล้ว ไม่แปลกเลยที่อาณาจักรเอลโฟเรียจะล่มสลาย
“พวกเรากำลังจะลอดภูเขาโปรดระวังกันด้วย” เสียงจากคนนำทางที่อยู่ด้านหน้าค่อย ๆ ส่งต่อคำสั่งไปเรื่อย ๆ
ชอบจริง ๆ เลยที่มืดแบบนี้ นึกถึงตอนฝึกอยู่สำนักเลย
เพดานถ้ำที่สูงกว่าห้าเมตรกว้างขวางจุคนได้เป็นพันคนจึงไม่มีปัญหาที่จะเดินข้าม หากเป็นถ้ำเล็ก ๆ ก็คงอึดอัดหายใจลำบากเป็นแน่
อดใจไม่ไหวแล้วที่จะได้ชมการแสดงสีเลือดของเจ้าพวกโง่สองฝั่งตีกัน หลังจากที่จัดการที่นี่เสร็จเราก็จะกลับไปเอายาเสริมกำลังที่มีเพียงคนในเท่านั้นที่รู้ ที่เหลือก็แค่ฆ่าเข้าเลขานั่นซะยาก็จะตกเป็นของเรา
ดวงตะวันที่กำลังส่องสว่างจ้าไม่มีเมฆฝนหรือหมอกบดบังวิสัยทัศน์อย่างกับพระเจ้าเป็นใจให้กับกองทัพเอลฟ์เหล่านี้ หลังจากใช้เวลาหลายชั่วโมงจนทุกคนข้ามผ่านภูเขาลูกใหญ่ที่เปรียบเสมือนเขตแบ่งดินแดนมาได้จึงพักหายใจกันเสียก่อนจะเดินทางต่อ
“พวกเราเดินทางมาหลายร้อยกิโลเมตรเพื่อแก้แค้นให้กับองค์ราชา แต่เท่าที่ได้ยินฝั่งโน้นมีคนไม่กี่ร้อยคนเอง”
“เฮ้ยไอ้สองไปเอาข่าวลือมาจากไหนวะ” เสียงที่กระแทกดังขัดจังหวะเอลฟ์หนุ่ม
“ก็เห็นพูด ๆ กันมา” ท่าทางไม่รู้ไม่ชี้ว่าข่าวลือนั้นจริงแท้แค่ไหนรู้เพียงแค่ฝั่งตัวเองชนะอยู่แล้ว ต่อให้เป็นองค์ชายยูกิก็ไม่มีทางรวบรวมกองกำลังได้มากพอที่จะต่อต้านพวกเขาแน่นอน
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เพ้อเจ้อกันจริง ๆ ข่าวลือบ้า ๆ พวกนั้นไม่เห็นต้องไปสนใจเลย” เอลฟ์สาวสวยคนหนึ่งเอ่ยทักขึ้นท่าทางสบายใจเอนตัวลงนอนที่พุ่มหญ้าข้างทาง
“เดินต่อได้แล้ว!” ชายหนุ่มผู้เป็นดั่งหัวหน้าหน่วยลั่นวาจาดังไปยันแถวหลัง
“ครับ ๆ” เสียงตอบรับของเอลฟ์หนุ่มสาวที่ดูอดอะไรตายยากเดินตามแถวไปเรื่อย ๆ
หลังจากที่เดินทางต่อได้ไม่เกินชั่วโมงทหารและผู้คนส่วนใหญ่ก็เริ่มหมดแรงก้าวขาไม่ออก เสียงตวาดด้วยความโกรธกริ้วแทบจะเอาไม้ฟาดหลังคนที่หยุดเดินแต่เมื่อได้เห็นคนส่วนใหญ่เป็นเช่นนั้นก็ไม่อาจต่อต้านได้จำเป็นต้องให้พวกเขาได้พัก
“ถ้าเป็นชาวเมืองก็ไม่แปลกใจแต่กับพวกทหารที่อยู่ ๆ ก็หมดแรง? ปกติพวกเขาเดินทางติด ๆ กันได้เป็นเดือนด้วยซ้ำ”
“ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน อาจจะมีสารพิษในอากาศหรืออะไรประมาณนั้นก็ได้” ชายผู้เป็นดั่งแม่ทัพของเหล่าทหารเอลฟ์ออกความคิดเห็นที่ทำให้ผู้บัญชาการหลายคนตกใจ
“อากาศมีสารพิษปนเปื้อนเหรอ? อย่าบอกนะว่าที่นี่มีสัตว์อสูรอาละวาด ปกติพิษที่กระจายไปในอากาศได้ไม่ค่อยมีนัก”
ขณะที่กลุ่มผู้นำกำลังประชุมกันอยู่ก็มีเสียงระเบิดดังลั่น “ทหารที่ยังยืนไหวลุกขึ้นหยิบอาวุธเสีย!”
“เกิดอะไรขึ้น?” ผู้บัญชาการเดินแหวกนายทหารที่กำลังร่อแร่เพื่อไปดูจุดที่ระเบิด
“ร่องรอยของเวทไฟ ทุกหน่วยเตรียมพร้อมรบ!”
วินาทีที่ผู้บัญชาการหันกลับไปมองพรรคพวกก็เห็นชายหญิงจำนวนมากวิ่งไปทั่วกองทัพสาดน้ำไปทั่วทุกสารทิศก่อนจะหนีหายไปในป่าข้างทาง
“มัวทำอะไรกันอยู่ไอ้พวกทหาร” ทั้งทหารและประชาชนเกือบเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ล้มนอนขยับตัวไม่ได้เหลือเพียงนายทหารชั้นสูงที่เลเวลมากพอที่จะพยุงตัวไว้แต่ก็ไม่อาจควบคุมร่างกายได้ปกตินัก
“สารพิษในอากาศเหรอ? เป็นแบบที่ท่านแม่ทัพบอกสินะ” เขาพยายามสงบจิตสงบใจกวาดสายตามองหาศัตรูทุกซอกทุกมุมรวมทั้งใช้การตรวจจับมานาเช่นกัน
“ทำไมถึงมีออร่ามานาฟุ้งไปทั่วแบบนี้ อย่างกับมีใครใช้เวทมนตร์อยู่ตลอดเวลาแล้วเดินไปมาทั่วทั้งกองทัพ”
“ท่านแม่ทัพ! มีลูกไฟพุ่งมาจากด้านหน้าครับแถมยังมีจำนวนมากด้วย” น้ำเสียงอันร้อนรนที่กำลังวิ่งมาเรียกผู้เป็นนาย
“เหล่าทหารกางโล่มานาป้องกันไว้ ส่วนนักเวทก็เตรียมมานาให้พร้อมซะ”
วินาทีนั้นกระสุนเวทนานาชนิดก็ได้พุ่งมาแต่ไกลจากทั่วทุกสารทิศอย่างกับห่าฝนที่สาดลงมา สถานการณ์ที่ย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ สร้างความวิตกกังวลไม่มีหยุด ยิ่งได้เห็นเพื่อนพ้องล้มนอนขยับไม่ได้ก็ยิ่งตัดกำลังใจไปอีกจนเหลือเพียงผู้บัญชาการและพวกระดับผู้นำเท่านั้นที่ยังยืนอยู่จากกองทัพกว่าหนึ่งแสนคน
“พวกมันแอบวางยาพิษเราแน่ ๆ ท่านโยนครับ!” สายตาที่กระวนกระวายเหลือบมองหน้าโยนผู้ที่ยังสงบนิ่งราวกับไม่รู้ไม่เห็นเรื่องพวกนี้
“ใจเย็น ๆ ก่อนน่า ต้านมันไว้ก่อนข้าเชื่อว่าพวกมันใช้เวทมนตร์ได้อีกไม่นานแน่นอน” พวกมันรู้ได้ยังไงว่าเรามาถึงที่นี่แล้ว หรือว่ามันจะดักรอมาตลอดหลายวัน
โยนกระโดดลงจากหลังม้าเพ่งสมาธิส่งมานาออกไปตรวจจับสิ่งรอบข้างแต่มันกลับยุ่งวุ่นวายจนจับต้นชนปลายไม่ได้
“พวกข้าจะไปกำจัดแนวหลังที่ซุ่มโจมตีของพวกมันเอง” สัญญาณดีดนิ้วเรียกพรรคพวกที่กำลังรอออกมารวมตัวกันตรงหน้าก่อนจะแยกย้ายกันไปตามจุดที่มีเวทมนตร์ยิงออกมา
ดูจากความถี่คงมีราว ๆ หนึ่งร้อยคน ที่สาดน้ำไว้ก็คงจะทำให้สับสนสินะ
ทันใดนั้นขณะที่พวกโยนมุ่งตรงมายังกลุ่มเอลฟ์ฝั่งพันธมิตรของยูกิก็มีกลุ่มคนบุกจู่โจมจากอีกฝั่ง เวทมนตร์ที่กำลังเปล่งแสงสว่างอีกทั้งยังมีเสียงดังคล้ายฟ้าแลบเป็นจังหวะ วงแหวนไฟฟ้าพุ่งกระจายตัวไปทั่วกองทัพของคากิด้วยกระแสไฟกว่าหนึ่งพันโวลต์ช็อตพรากชีวิตไปเกือบทั้งหมดเพราะล้มนอนทับกันเป็นกลุ่ม
“ช-ช่วยด้วย” เสียงที่กำลังสั่นคลอนพยายามเปล่งออกมาเฮือกสุดท้ายได้เพียงแค่เฝ้ามองรอความตายที่กำลังมาเยือน
“แบบนี้ดีแล้วสินะ?” คำถามที่เต็มไปด้วยความสงสัยในการกระทำที่เข็นฆ่าชีวิตผู้อื่นเอ่ยขึ้นพลางมองไปยังใบหน้าที่เฉยชาของซึฮากิ เหตุไฉนเขาถึงไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับการฆ่าเลยสักนิดแต่คานะนั้นต้องกัดฟันกรอดฝืนทำ
“ก็ดีสำหรับเรานั่นแหละ ถ้าหากปล่อยให้พวกเขาเดินทัพบุกไปถึงเมืองมีหวังที่นั่นราบเป็นหน้ากลองแน่” ขณะที่กำลังตรวจดูผู้รอดชีวิตก็มีคมมีดฟันผ่าลงตรงหน้าหากไม่ไหวตัวทันคงขาดเป็นสองท่อนแล้วแน่ ๆ หลังจากที่พวกคานะหลุดเข้ามาอยู่ในวงล้อมของศัตรูเพราะพยายามเข้ามาร่ายเวทให้แม่นยำที่สุด
“ให้พวกกบฏเฮงซวย ชาติหมา สัตว์นรกมาเกิด !” เสียงตะโกนด่าทอไม่มีหยุดปากเช่นเดียวกับดาบเล่มยาวที่กวัดแกว่งหวังเอาชีวิต ซึฮากิและพรรคพวกพยายามจะถอยหนีแต่ก็ถูกล้อมไวทุกทิศทุกทางไม่อาจฝ่าออกไปได้
“กิ !” คานะส่งเสียงเรียกเพื่อขอสัญญาณในการก้าวเดินต่อไป จะทำยังไงถึงจะรอดไปจากตรงนี้ได้หรือว่ามีแผนเตรียมไว้แล้วกันแน่?
“พวกมันเลเวลแค่หกจัดการมันซะ!” พวกเขาเลือกที่จะเข้ามาทีละคนไม่อยากให้เหวี่ยงอาวุธโดนลูกหลงกันเอง แต่สำหรับซึฮากินั้นต่อให้เลเวลจะสูงกว่าแต่ประสบการณ์และทักษะกลับเหนือชั้นกว่าเป็นไหน ๆ
“ [กรงเล็บวิหคเพลิง] ” เส้นมานาสีชาดวาดฟันเป็นแนวเฉียงดั่งกรงเล็บของนกก่อเกิดคลื่นมานาส่งกระจายไปรอบ ๆ จุดที่มันพุ่งไป
ซึฮากิวาดมีดสั้นฟันออกไปอย่างกับใช้พู่กันลงสีในกระดาษสร้างพื้นที่ขอบเขตสุญญากาศดับไฟทันที
“นั่นมันอะไรวะ?” เสียงอุทานดังเป็นสัญญาณให้ซึฮากิยิ้มเยาะออกมา
เหอะ ถึงจะเลเวลมากกว่าแต่กลับไม่รู้สึกว่าเป็นอย่างงั้นเลย ซึฮากิใช้จังหวะที่ชายวัยกลางคนคนนั้นกำลังตกใจเข้าประชิดตัวและเหยียดแขนสุดเหวี่ยงมีดเป็นเส้นโค้งพร้อม ๆ กับใช้แรงที่พุ่งเข้ามาทำให้มันทวีคูณความรุนแรงมากไปอีก
“ถอยออกมาก่อน!” คมมีดวายุของซึฮากิกระทบกับโล่มานาจำนวนมากที่พรรคพวกของเหล่าผู้บัญชาการช่วยกันป้องกันไว้
“ดูเหมือนพวกมันจะไม่ง่ายอย่างที่คิด เปลี่ยนไปใช้รูปแบบควบคุม”
โล่หินก่อตั้งขึ้นล้อมรอบพวกซึฮากิไว้ก่อนจะสร้างออร่ามานาคมมีดวายุฟาดฟันจากรอบทิศทาง ด้วยความร่วมมือกันทำให้พวกเขาแบ่งหน้าที่ซึ่งกันและกันประหยัดมานาที่ได้ไปมากไม่มีทางที่ซึฮากิจะป้องกันได้หมด
“ [วายุพิทักษ์ปัดเป่า] ” กระแสลมอันรุนแรงปัดวนเป็นดั่งพายุหมุนล้อมรอบพวกซึฮากิไว้ โฟลวิ่งเข้ามาช่วยเหลือได้ทันพร้อมกับพรรคพวกที่ชวนเปลี่ยนฝั่ง
เหลือจะเชื่อที่พวกมันจะไม่ตรวจระดับพลังของแรงงาน ถ้าตรวจคนทุกคนก็คงรู้ว่าโฟลเลเวลสูงมากแค่ไหน ซึฮากิพยักหน้าบ่งบอกถึงสัญญาณบางอย่างก่อนที่คานะจะยิงธนูขึ้นไปบนฟ้าใช้เวทมนตร์ใหม่สร้างเมฆฝน
“ในที่สุดก็ถึงเวลาบุก” เซนฉีกยิ้มเบิกตากว้างนำทัพเอลฟ์ที่เก่งด้านการต่อสู้มา เป็นเวลาเดียวกับที่โทลและชิมม่อนก้าวเท้าเข้ามาในสนามรบแผ่จิตสังหารกดดันคู่ต่อสู้ไม่เว้นพรรคพวกของตน
“นายดูประหม่านะ” ชิมม่อนกระตุกมุมปากยิ้มเหลือบตามองหน้าโทลที่กำลังเหม่อคิดถึงเรื่องอื่นอยู่
“ก็แค่ไม่ได้ลงสนามรบมานานเฉย ๆ ถ้าเป็นเมื่อก่อนนะ อันดับต้น ๆ เลยไม่อยากจะคุย”
โยนที่กำลังจะเข้ามาจัดการกับพวกที่ยิงกระสุนเวทมนตร์ต้องมาพบกับพวกโทลเสียก่อนแต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกหวั่นเกรงแต่อย่างใด
“ดาร์คเอลฟ์...ทำไมถึงไปร่วมมือกับยูกิ?” โยนหยุดยืนตรงหน้าเอ่ยทักถามจ้องเข้าไปในดวงตาที่ดูสับสนของชิมม่อน
“ข้าจะร่วมมือกับใครแล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับแกผู้บริหารสำนักมนตร์ดำ คนโลภ...หรือจะให้เรียกว่าโยนดีล่ะ”
“รู้จักฉันด้วยเหรอ” ขณะที่โยนชวนคุยก็ใช้เวทมนตร์ใบมีดวายุพุ่งใส่ด้วยความรวดเร็วแต่โทลและชิมม่อนก็สร้างโลมานาขึ้นมาป้องกันได้ทัน ระหว่างที่พวกเขากำลังสนใจใบมีดวายุโยนก็เข้าประชิดตัวเล็งแทงไปที่หัวใจด้วยมีดสั้นสีดำ
“คิดว่าเวทมนตร์ที่เน้นร่ายเร็วจะทะลุเสริมกำลังระดับหกได้ง่าย ๆ เหรอ วิธีที่จะสู้กับพวกนักฆ่านั้นก็คือเตรียมพร้อมตลอดเวลา” ชิมม่อนคว้าแขนข้างซ้ายของโยนแต่มันกลับเป็นเพียงถุงมือของเขาเท่านั้นและเมื่อพวกเขาชำเลืองตามองไปข้างหน้า โยนก็กลับไปยืนอยู่ที่เดิมเสียแล้วความว่องไวของเขาอาจเทียบได้กับงูแลบลิ้นเลยก็ได้
การลอบสังหารพวกขุนนางหรือชนชั้นสูงที่ขัดผลประโยชน์กันเองมันง่ายเหมือนเช็ดมีด แต่กลับพวกระดับสูงแบบนี้ไม่มีทางสู้ได้แน่นอนโดยเฉพาะสู้ต่อหน้าแบบนี้
“ผู้ที่มีเลเวลมากกว่าเจ็ดสองคนรุมเลเวลเจ็ดคนเดียว มันไม่น่าสมเพชเลยเหรอ?” โยนหยักคิ้วยิ้มเยาะพลางส่งสัญญาณให้กับพรรคพวกของเขา
“ก็จริงนะเลเวลสูงกว่ายังจะรุมอีก” โทลครุ่นคิดยืนเหม่ออีกเช่นเคย
“เหม่ออีกละเจ้างั่งเอ๊ย!” ชิมม่อนคว้าท่อนไม้ที่พื้นฟาดเข้าที่หัวของโทลเต็ม ๆ เป็นการเรียกสติ ท่าทางของโทลดูไม่ค่อยเจ็บปวดอะไรเลยสักนิดอีกทั้งยังหันมายิ้มให้เหมือนขอบคุณที่เรียก
“ช่วงนี้เหม่อ ๆ ชอบคิดอะไรไปเรื่อย อาจจะเพราะเมืองพัฒนาไปเร็วเลยอยากรู้เคล็ดลับมั้ง”
“ถ้าเรื่องนั้นข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าทำได้ยังไง แล้วก็ยังมีสิ่งที่เรียกว่าปูนมันเป็นของที่แข็งแรงมาก ๆ ตอนเอามาทำบ้านแถมยังทำถนนได้อีก”
เจ้าพวกนี้เอาแต่คุยกันไม่สนใจชีวิตพรรคพวกข้างหลังเลย โยนมองผ่านลำตัวอันหนาเตอะไปเห็นคนจากสำนักมนตร์ดำกำลังลอบเข้าไปจัดการกับนักเวทพวกนั้น
“เออ ! เราลืมอะไรไปหรือเปล่า” โทลเอ่ยทักขณะที่กำลังสนทนาเรื่องที่เมืองเอลโฟเรียแล้วมองไปยังโยนที่ยังยืนรออยู่ตรงหน้าท่าทางเป็นกังวล
เราจะมาเสียเวลาตรงนี้ไม่ได้ เราเสียคนไปมากแล้วยิ่งไม่คุ้นชินพื้นที่ก็ยิ่งเสียเปรียบ โยนหันมองพรรคพวกที่อยู่ห่างออกไปโดยมีแม่ทัพและเหล่าผู้บัญชาการกำลังจัดการกับศัตรูอยู่
ตอนแรกก็นึกว่าจะแตกพ่ายแล้วแต่ยังดีที่พวกเขาเป็นผู้ที่มีเลเวลสูงกันหมด แต่ทำไมกองทัพเกินครึ่งถึงล้มลงไปล่ะ? พวกมันใช้ยาพิษเหรอแล้วใช้ได้ยังไง
ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องลั่นมาจากหนึ่งในผู้บัญชาการก่อนที่จะกระเด็นมาตกลงตรงหน้าของโยนท่าทางสะบักสะบอมจนดูไม่ได้
“น-นี่มัน” เมื่อโยนเหลือบตากลับไปมองดูจึงได้เห็นสายลมที่เต็มไปด้วยหยดเลือดหมุนวนอยู่ภายในนั้น
“เวทระดับทลายยังงั้นเหรอ! แต่ก็ไม่น่าจะล้มพวกเลเวลสูงแบบนี้ได้สิ” ด้วยสายตาของผู้มีประสบการณ์การฆ่าคนมามากมายเขาไม่เห็นถึงหนทางที่จะชนะเหล่าผู้บัญชาการขณะที่ถูกล้อมอยู่เลยสักนิด
“โฟล ! นายใช้เวทพายุคลั่งได้ไหม?” ซึฮากิเอ่ยถามขณะที่กำลังร่ายเวทป้องกันใบมีดวายุที่พวกมันใช้ไม่มีหยุดหย่อน โฟลที่เข้ามาสมทบแหวกทางหนีให้แต่ซึฮากิกลับยังยืนอยู่ที่เดิมจ้องมองไปยังคู่ต่อสู้ไม่มีท่าทีจะถอย
“ข้าว่าเราควรจะถอยกันก่อนนะ” โฟลยังคงใช้เวทลมป้องกันพวกผู้บัญชาการไม่ให้มาปิดล้อมด้านหลังได้แต่ก็ผลาญมานาไปเรื่อย ๆ
“ไหน ๆ ก็มีโอกาสได้เจอพวกที่เลเวลสูงกว่าแบบนี้ เป็นโอกาสที่จะได้ตัดกำลังสำคัญของพวกมันไม่ใช่หรือยังไง ขอถามอีกครั้งใช้เวทพายุคลั่งได้ไหม?”
“ได้อยู่แล้วแต่มันไม่น่าทะลุการป้องกันของพวกมันได้นะ”
“มานาที่ฉันมีอาจจะจัดการได้หนึ่งคนแต่แค่นั้นก็พอจะทำให้พวกมันเสียศูนย์ได้ ฉันจะใช้อ่อนล้ากับวิสัยทัศน์ใส่คนที่อยู่ริมสุด เราจะเล็งไปที่คนนั้นนะ” ซึฮากิส่งสายตามองไปยังชายวัยกลางคนที่กำลังเพ่งสมาธิสร้างกำแพงหินที่ปิดล้อมพวกซึฮากิไว้
“ [พายุคลั่ง] ” โฟลร่ายเวทตามที่ซึฮากิบอกโดยเล็งไปหาชายวัยกลางคนคนนั้น พายุที่โหมพัดเอาเศษซากรถม้า ร่างของผู้คนขึ้นรวมกันหนาจนไม่อาจมองเห็นภายในนั้นได้ ขณะที่คนอื่น ๆ กำลังล่าถอยออกไปให้พ้นระยะหวังผลแต่ผู้บัญชาการวัยกลางคนคนนั้นกลับก้าวขาไม่ออกอย่างกับมีอะไรมาถ่วงขาไว้
“ทำอะไรอยู่วะ ! รีบออกมาสิ” พรรคพวกของเขาพยายามจะเข้ามาช่วยแต่เมื่อก้าวเท้าเข้ามาในระยะสายตาของซึฮากิก็ถูกเวทอ่อนล้ากัดกินแรงทั้งหมดไป
“กิ ! นายเลือดออก” ใบหน้าที่มีเลือดไหลออกมาตามปากจมูกและตาแต่ก็ยังกัดฟันใช้เวทมนตร์ต่อไป
“ไม่เป็นอะไรหรอก ต่อให้เราตายตรงนี้อย่างน้อยก็ลดเสี้ยนหนามพวกมันไปได้บ้าง” รอยยิ้มที่กระตุกขึ้นเล็กน้อยกล่าวออกมาทั้ง ๆ ที่เลือดยังไหลไม่หยุด
พายุได้ดูดกลืนหนึ่งในผู้บัญชาการเข้าไปไม่นานนักร่างก็ถูกบิดเป็นเกลียวกระดูกหักเกือบทั้งตัวก่อนที่พรรคพวกของเขาจะใช้เวทมนตร์ช่วยกันดึงตัวออกมาแต่ก็ถูกแรงลมพัดกระเด็นออกไปไกล
“พวกเราก็คงต้องเริ่มงานบ้างแล้ว” โทลกล่าวกับชิมม่อนพร้อมกับพยักไหล่ไม่สนใจแนวหลังที่กำลังจะถูกโจมตีหรือพวกซึฮากิที่ถูกล้อมอยู่ พวกเขามาเพื่อกำจัดผู้บัญชาการที่มีเลเวลสูงเพื่อทำลายกองทัพของคากิให้หายไปตลอดกาล
ท่าทางจะไปไม่รอดแล้ว เรารีบถอยกลับดีกว่าไม่รู้ว่าพวกมันวางแผนอะไรไว้อีก โยนส่งสัญญาณด้วยพลุสีแดง
เป็นครั้งแรกเลยที่ต้องใช้มัน สัญญาณถอยกลับด่วน
เหล่าผู้คนที่เป็นสำนักมนตร์ดำต่างก็แยกย้ายกระจายหายตัวไปอย่างรวดเร็วรู้ตัวอีกทีก็เหลือเพียงแม่ทัพและผู้บัญชาการของกองทัพคากิ พวกเขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าถูกทิ้งไปเสียแล้วได้แต่จดจ่อต่อสู้กับศัตรูตรงหน้า
“พวกสำนักมนตร์ดำไปแล้วแฮะ เราเอายังไงต่อดีถ้าเป็นคำสั่งจากซึฮากิเขาบอกให้เราหาคนที่ยอมจำนนให้ได้มากที่สุด” ชิมม่อนยืนนึกคิดครู่หนึ่งก่อนจะสะดุ้งตัวตื่นจากภวังค์เหมือนนึกอะไรได้
“ไปข่มขู่พวกมันสักหน่อยแล้วกัน ส่วนหินที่ติดต่อกับพวกซึฮากิได้อยู่ที่เอลฟ์ชื่อโฟล”
เหล่าผู้บัญชาการเล็งเห็นว่าพวกซึฮากินั้นกำลังหมดเรี่ยวแรงเหลือเพียงแค่โฟลที่ยังยืนไหว แต่ทันใดนั้นก็มีเซนและพรรคพวกเข้ามาเสริมทัพเช่นเดียวกับฝั่งของโทลที่มาประกบด้านหลังทำให้พวกเขาถูกล้อมไว้แทน
“เหอะ ๆ เจ้าพวกนี้มัน” แม่ทัพผู้ที่เป็นถึงนักรบมากประสบการณ์กำลังยิ้มเยาะหัวเราะชอบใจหันดาบไปยังชิมม่อน
“แกอยู่กับพวกมันนี่เอง หลังจากสงครามเอลฟ์จบข้าก็หาเจ้าไม่เจออีกเลย”
“ท่านแม่ทัพ จริง ๆ แล้วพวกเราเป็นเพียงแค่เบี้ยที่ถูกหลอกเท่านั้น” ชิมม่อนเอ่ยออกมาด้วยท่าทางที่รู้สึกผิดค่อย ๆ ก้าวเท้าเข้าหาพวกเขา
“เจ้าหมายความว่ายังไง? หรือว่าถูกพวกมันล้างสมองไปแล้วหรือ” ดาบที่เต็มไปด้วยออร่าเวทมนตร์อันหนาแน่นยังคงจ่อไปที่ชิมม่อนแต่เขากลับไปมีท่าทางที่จะฟันเลยแม้แต่น้อย
“พวกเรา...ถูกหลอกอยู่ต่างหาก ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว” ชิมม่อนหลั่งน้ำตาที่เต็มไปด้วยความทรมานเดินเข้าหาคมดาบของแม่ทัพฝั่งศัตรู