ฮูหยินซุนโอบกอดบุตรสาวที่มีสีหน้ากลับมามีเืฝาดอีกครั้ง นางขอบคุณแม่เฒ่าหลี่และเจียอินจากใจจริง ทั้งยังวางแผนช่วยเหลือพวกนางอย่างรอบคอบ
ถึงขนาดที่ว่าไม่รอให้แม่เฒ่าหลี่ปฏิเสธ ก็ยัดตั๋วเงินใส่อ้อมกอดของอีกฝ่าย โดยเหลือเงินไว้ด้านนอกเพียงสิบตำลึง
ขณะนั้นเหล่าสาวใช้และแม่นมได้ยกอ่างน้ำเข้ามา เพื่อเตรียมชำระล้างร่างกายให้คุณหนูซุน
แม่เฒ่าหลี่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง และทำได้เพียงอุ้มเจียอินคำนับอย่างนอบน้อม แล้วจึงถอยออกไป
แม่นมและสาวใช้ทำงานรวดเร็วมาก หลังจากแม่เฒ่าหลี่อุ้มเจียอินกลับมาที่ห้องได้ไม่นาน พวกนางก็ส่งห่อเสื้อผ้าสามห่อใหญ่ตามมา
ครึ่งหนึ่งเป็เสื้อผ้าเก่าของคุณหนูซุน แม้จะบอกว่าเป็ของเก่า แต่ความจริงแล้วใส่เพียงครั้งหรือสองครั้งเท่านั้น สภาพจึงไม่ต่างจากของใหม่เสียเท่าไหร่
ฝีเข็มประณีต เนื้อผ้าอ่อนนุ่ม แม่เฒ่าหลี่มองดูด้วยความยินดีซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ส่วนอีกครึ่งหนึ่งนั้นปะปนกันไป มีทั้งชุดสตรี ชุดบุรุษ และแม้แต่ชุดของเด็กโต ซึ่งทั้งหมดนี้เป็ของที่แม่นมไปขอมาจากสาวใช้ แม่นม และบ่าวรับใช้ของตระกูลซุน
เมื่อทุกคนได้ยินว่าคนตระกูลหลี่เพิ่งช่วยเ้านายไว้ แม้จะเป็การแสดงความจงรักภักดี แต่พวกเขาก็พากันมอบให้ด้วยความเต็มใจ จนรวบรวมได้ห่อใหญ่เต็ม ๆ หนึ่งห่อ
“ตายแล้ว ท่านแม่! มีเสื้อผ้ามากมายขนาดนี้เลยหรือ แถมยังมีเงินอีกสิบตำลึงด้วย!”
อู๋ชุ่ยฮวาถือเสื้อตัวบนสีน้ำเงินลายดอกไม้สีขาวมาทาบกับตัวอย่างมีความสุข ขณะที่พูด ดวงตาก็เหลือบมองเงินสิบตำลึงข้างกายแม่เฒ่าหลี่อย่างเ้าเล่ห์
พวกเถาหงอิงไม่ได้ไร้มารยาทเหมือนอู๋ชุ่ยฮวา เมื่อเห็นเสื้อผ้าและเงินเหล่านี้ก็ไม่ได้แตะต้องแม้แต่น้อย รอเพียงให้แม่เฒ่าหลี่เป็คนสั่งการ
แม่เฒ่าหลี่สูบยาเส้นสองคำ จากนั้นจึงเล่าเื่ที่เจียอินช่วยคุณหนูซุนให้ทุกคนฟัง
“ตายแล้ว! เช่นนั้นฝูหนิ่วของพวกเราก็กลายเป็ผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตคุณหนูซุนน่ะสิ!”
อู๋ชุ่ยฮวาฟังแล้วมีสีหน้ายินดีอย่างยิ่ง นางมองเจียอินด้วยสายตาเหมือนมองของล้ำค่า
เจียอินนึกรังเกียจที่อู๋ชุ่ยฮวาเปลี่ยนสีหน้าได้เร็วกว่าพลิกหน้าหนังสือ นางกลอกตาไปมาแล้วซุกหัวลงในอ้อมกอดของเถาหงอิง
“พอได้แล้ว ฮูหยินซุนก็เป็ผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตครอบครัวเราเหมือนกัน! เื่นี้พวกเ้าฟังแล้วก็ให้จบที่นี่ อย่าเอาไปพูดพล่ามข้างนอก”
แม่เฒ่าหลี่เห็นอู๋ชุ่ยฮวาตื่นเต้นจนเกินเหตุ จึงรีบเก็บเงินอย่างรวดเร็วและดุนางไปสองสามคำ
อู๋ชุ่ยฮวารู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง แต่ตอนเลือกเสื้อผ้านั้นไม่มีความลังเลเลยแม้แต่น้อย นางกวาดเสื้อผ้าหลายตัวเข้าสู่อ้อมกอดของตนเอง...
เรือลำใหญ่ล่องลงใต้ตามลำน้ำ ในไม่ช้าก็มาถึงท่าเรือหมินหนานหลิ่ง
หมินหนานหลิ่งตั้งอยู่บนเส้นแบ่งเขตเหนือใต้ เมื่อมาถึงที่นี่ การเดินทางก็ผ่านพ้นไปครึ่งหนึ่งแล้ว
ผู้ประสบภัยเดินทางได้ช้า อีกทั้งยังมีเมืองต่าง ๆ ตามรายทางคอยขัดขวาง ก่อนจะหนีมาถึงที่นี่ ท่าเรือจึงไม่ได้วุ่นวายนัก
เมื่อเห็นว่าใกล้จะถึงเมืองหลวงมากขึ้น ผู้คนบนเรือก็ยิ่งผ่อนคลายและมีความสุข
“อวี่เซิงเอ๋ย เ้าไปที่ฝั่งกับข้าหน่อยได้หรือไม่? ไปหาผักสดและของแห้งมาเติมในคลังสินค้าของเราเสียหน่อย”
ผู้ดูแลหวังเรียกหลี่เหลาเอ้อร์เพื่อเตรียมลงเรือไปซื้อของ
หลี่เหลาเอ้อร์ขานรับเสียงดัง แต่ก่อนจะลงเรือกลับถูกอู๋ชุ่ยฮวาดึงตัวไว้
“ข้าก็อยากไปด้วย อยู่บนเรือนานจนข้าจะอึดอัดตายอยู่แล้ว!”
อู๋ชุ่ยฮวาบ่นไม่หยุด หลี่เหลาเอ้อร์ฟังแล้วก็รู้สึกรำคาญ แต่ผู้ดูแลหวังยังรออยู่ หากชักช้าจะไม่งาม เขาจึงไม่ได้พูดอะไรมากและยอมให้อู๋ชุ่ยฮวาตามไปข้างหลัง
ผู้ดูแลหวังพาบ่าวรับใช้มาด้วยสองคน เมื่อเห็นดังนั้นจึงไม่ได้ว่าอะไร
พอทุกคนขึ้นฝั่ง ผู้ดูแลหวังก็มุ่งตรงไปยังแผงขายผักริมทางทันที
ดวงตาของอู๋ชุ่ยฮวาไม่อยู่กับร่องกับรอย กวาดมองไปทั่ว เห็นอะไรที่น่าสนใจก็ต้องหยุดลูบคลำ จนรั้งท้ายอยู่หลังสุดของกลุ่ม
ริมทางมีขอทานสองสามคนผมเผ้ารุงรัง กำลังร้องขอทานด้วยน้ำเสียงโศกเศร้า เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งส่งกลิ่นเหม็นจนผู้คนต้องรีบหลบเลี่ยง
เมื่อมีบุรุษสวมชุดผ้าไหมหรูหรา พุงพลุ้ย เดินอาด ๆ ผ่านทางนั้นไป พวกขอทานเห็นเข้าก็รีบถือชามเก่า ๆ สกปรกพุ่งเข้าไปหา
“ท่านลุง! ท่านลุงผู้เมตตา โปรดให้ของกินสักนิดเถิด!”
“ไสหัวไป!”
บุรุษผู้นั้นใบหน้าดุดัน ดูปราดเดียวก็รู้ว่าอารมณ์ไม่ดี ประกอบกับกลิ่นตัวของขอทานที่เหม็นฉุน เขาจึงยกเท้าถีบออกไปหนึ่งที
ขอทานหิวโหยอย่างหนัก ย่อมไม่มีแรงต้านทาน ร้องโอดครวญแล้วกลิ้งหลุน ๆ ไปบนพื้นหลายตลบ ซึ่งบังเอิญกลิ้งมาหยุดอยู่ที่แทบเท้าอู๋ชุ่ยฮวาพอดี
นางกำลังจะด่าทอด้วยความรังเกียจ แต่กลับถูกขอทานผู้นี้ขวางทางไว้
“พี่? พี่สาว! ฮือ ๆ พี่สาว ข้าเอง ข้าคือเอ้อร์โก่ว!”
ขอทานกอดขาอู๋ชุ่ยฮวาไว้แน่น พร้อมร้องไห้โฮดังยิ่งขึ้น
อู๋ชุ่ยฮวาก้มลงมองสำรวจอย่างละเอียดโดยสัญชาตญาณ ก่อนจะสูดหายใจเข้าด้วยความใ
“เอ้อร์โก่ว? เ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? เ้าไม่ได้ไปกับท่านพ่อตั้งนานแล้วหรือ?”
นางไม่รังเกียจกลิ่นเหม็นอีกต่อไป รีบย่อตัวลงดึงตัวขอทานขึ้นมา
หลี่เหลาเอ้อร์ได้ยินเสียงจึงหันกลับมา เมื่อเห็นชัดว่าขอทานคือใคร เขาก็ขมวดคิ้วเช่นกัน
อู๋ชุ่ยฮวาเป็ลูกคนโตของบ้าน และยังมีน้องชายอีกคนชื่ออู๋เอ้อร์โก่ว
เมื่อเขาโตขึ้นก็ไม่ชอบให้ใครเรียกชื่อเต็ม ใครพบเจอก็จะบอกว่าตนชื่ออู๋เอ้อร์
ตระกูลอู๋มีลูกชายเพียงคนเดียว ทุกคนในบ้านจึงตามใจและประคบประหงม จนทำให้เขามีนิสัยเกียจคร้านและเห็นแก่ตัว
แม้ว่าแม่เฒ่าตระกูลอู๋จะเสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน แต่อู๋เอ้อร์โก่วก็ไม่ได้เปลี่ยนนิสัย
ก่อนหน้านี้เมื่อเกิดภัยแล้ง ทุกคนต่างพาครอบครัวล่องใต้เพื่อหนีภัย
บิดาของอู๋ชุ่ยฮวาพาอู๋เอ้อร์พร้อมกับเงินและเสบียงของบ้านหนีไป โดยไม่ได้นึกถึงเลยว่ายังมีลูกสาวอย่างอู๋ชุ่ยฮวาอยู่
แต่อู๋ชุ่ยฮวากลับคิดถึงทุกวัน ่ที่เพิ่งหนีออกมา นางมักจะพร่ำบ่นข้างหูหลี่เหลาเอ้อร์ทุกวันว่าอยากตามหาบิดาและน้องชาย
หลี่เหลาเอ้อร์รู้ดีว่าอู๋เอ้อร์และบิดาของนางมีสันดานอย่างไร จึงไม่ได้ใส่ใจอู๋ชุ่ยฮวาเลย ไม่นึกว่าจะมาพบกันที่นี่
ขณะนี้อู๋ชุ่ยฮวากำลังกอดคอร้องไห้กับน้องชาย พลางดึงแขนเขาถามซ้ำ ๆ
“ท่านพ่อเล่า? ท่านพ่อไม่ได้อยู่กับเ้าหรือ?”
อู๋เอ้อร์ปัดผมที่ยุ่งเหยิงซึ่งปิดบังดวงตาออก แล้วรีบสำรวจอู๋ชุ่ยฮวาอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นนางสวมชุดสะอาดสะอ้าน ทั่วทั้งตัวไม่มีรอยปะแม้แต่ชิ้นเดียว ใบหน้าขาวสะอาด ดูปราดเดียวก็รู้ว่าความเป็อยู่ดีมาก
เขากุมท้อง ใบหน้าเต็มไปด้วยความโศกเศร้า
“ฮือ ๆ พี่ ท่านพ่อถูกโจรป่าที่ปล้นเสบียงตีตายระหว่างทาง โชคดีที่ข้าเจอพี่ ไม่เช่นนั้นข้าคงอดตายไปแล้ว พี่รีบหาอะไรให้ข้ากินเถิด ข้าอดข้าวมาสามวันแล้ว!”
บิดาผู้ให้กำเนิดถูกตีตาย แต่เขากลับพูดถึงราวกับเป็คนไม่เกี่ยวข้อง ช่างเป็คนใจดำอำมหิตยิ่งนัก
พออู๋ชุ่ยฮวาได้ยินว่าบิดาตายแล้วก็ร้องไห้อย่างหนัก
“แล้วเ้าได้ฝังศพท่านพ่อหรือไม่? ได้ตั้งป้ายิญญาไหม? วันหน้าต้องตามกลับไปรับท่านพ่อเข้าสู่สุสานบรรพชนนะ!”
อู๋เอ้อร์เริ่มรำคาญ “คนตายไปแล้ว จะฝังทำไมกัน? ข้ายังไม่มีข้าวจะกิน จะเอาแรงที่ไหนไปตั้งป้ายิญญาให้เขา?”
“เ้านี่มัน... ไปเถอะ ข้าจะพาเ้าขึ้นเรือ” อู๋ชุ่ยฮวาได้ยินน้องชายพูดเช่นนั้น แม้จะโศกเศร้าแต่ก็ไม่มีทางเลือก จึงลากเขาเดินกลับไปที่เรือ
หลี่เหลาเอ้อร์อยากจะห้าม แต่ห้ามไม่อยู่ ทำได้เพียงบอกผู้ดูแลหวังคำหนึ่งแล้วรีบตามไป
บนดาดฟ้าเรือลำใหญ่ แม่เฒ่าหลี่ยืนอุ้มเจียอินอยู่ริมราวกันตก มองดูฝูงชนที่เดินไปมาบนท่าเรือ
เจียอินอ้าปากเล็กน้อย ดวงตากลมโตจ้องมองไม่กะพริบอย่างตั้งใจ
โลกใบนี้สำหรับนางแล้ว ช่างแปลกหน้าเหลือเกิน
ราชวงศ์เทียนอู่ไม่ปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์่ใดเลย ทว่าระดับพัฒนาการกลับล้าหลัง และราษฎรก็ยากจนข้นแค้นไม่ต่างกัน
ชาวบ้านที่เดินไปมาบนท่าเรือส่วนใหญ่สวมเสื้อผ้าที่มีรอยปะ ใบหน้าเหลืองซูบผอม เห็นได้ชัดว่าความเป็อยู่ลำบาก
แม่เฒ่าหลี่เห็นใบหน้าเล็ก ๆ ของหลานสาวดูเหมือนจะมีความเคร่งขรึมและความเวทนาแฝงอยู่ นางก็นึกว่าตนเองตาฝาดไป
เพราะเด็กที่ยังไม่ครบเดือน จะมีสีหน้าเช่นนี้ได้อย่างไร!