“เ้ามาเยี่ยมข้าอย่างนั้นหรือ?” เหมยลี่ถามขึ้นอย่างดีใจ เมื่อเห็นร่างของเซียวเหยาปรากฏตัวตรงหน้า
“ข้าจะมาดูว่าเ้าปลอดภัยไหม คนร้ายจับตัวได้หมดหรือไม่ เ้าพอรู้เื่พวกนี้ไหม”
“ข้าปลอดภัยดีไม่ได้ออกไปไหน ส่วนคนร้ายถูกจับ แต่คิดว่าไม่หมดหรอก พวกเขาหนีไปก่อนแล้ว ข้าได้ยินท่านพ่อท่านแม่พูดแบบนั้น พวกท่านเลยเป็ห่วงไม่ให้ข้าออกไปไหน”
“เ้าปลอดภัยก็ดีแล้ว แวะมาถามดูเฉยๆ ข้าแค่ไม่มีเพื่อนคุย จะไปปรากฏตัวให้ใครเห็นก็ไม่ได้ แค่เห็นสิ่งของลอยและได้ยินเสียง ยังวิ่งกันจนตลาดแตก”
เซียวเหยาอยู่คุยกับเหลยลี่ แค่ครู่เดียวก็เดินออกมา ไม่มีเื่อะไรให้น่าสนใจ เด็กผู้หญิงอยู่แต่ในบ้าน ‘ชีวิตถูกกักขังให้อยู่แต่ในบ้าน แต่ก็ยังดีกว่าอยู่ในไข่’
ดวงจิตเด็กน้อย ล่องลอยกลับศาลเ้า อย่างเหงาหง่อย แต่พอเห็นของเซ่นไหว้ อาการเ่าั้ก็หายไป
“เอ๊ะ! ท่านปู่ทำไมถึงมีของเซ่นไหว้เต็มโต๊ะแบบนี้ล่ะ? สิ่งที่พวกเขาขอไว้ สำเร็จอย่างนั้นหรือ” เด็กหญิงวิ่งไปหยิบขนมและผลไม้กิน เต็มสองมือ
“งานยังไม่สำเร็จหรอก ของเซ่นไหว้นี้ก็เท่ากับเป็การติดสินบน ไว้ก่อนต่างหากเล่า ถ้างานไม่สำเร็จ พวกเขาก็จะมาจุดธูปแช่งข้า”
เซียวเหยาอ้าปากค้าง ขนมเต็มปาก “ติดสินบน หมายความว่าเอามาให้ก่อน ถ้าสิ่งที่ขอไม่สมปรารถนา หรือได้ดั่งใจ พวกเขาก็จะมาจุดธูป สาปแช่งท่านปู่อย่างนั้นหรือ”
“เ้าเข้าใจถูกต้องแล้วเด็กน้อย! การให้เครื่องเซ่นไหว้ก่อน ยากกว่าตอนที่สำเร็จแล้ว เอามาเซ่นไหว้เสียอีก เหมือนจับมือชกบังคับทางอ้อม ให้ข้าต้องทำตาม ถ้าไม่อยากโดนสาปแช่งที่หลัง”
“ท่านปู่อยู่มานาน คงจะโดนสาปแช่งไปไม่น้อย ไม่เป็ไรหรอกเ้าคะ”
“ทำไมถึงจะไม่เป็ล่ะ พลังบารมีของข้าก็ลดลง เมื่อถูกมนุษย์สาปแช่ง แต่ก็เป็แบบนี้แหละ ได้พลังบุญจากการที่เขามาจุดผู้บูชา หมดพลังจากเขาจุดธูปสาปแช่งด่าทอ”
“ใครที่มาด่าทอท่านปู่ ก็ตบหัวกบาลพวกเขาไปสิเ้าคะ พวกเขาทำเองยังไม่สำเร็จ มาโทษผู้อื่นได้ยังไง!”
“เซียวเหยา เ้าอยู่แต่ในไข่ตลอดหรือ แต่คำพูดคำจาของเ้า เหมือนอยู่ในโลกมนุษย์นี้ มานานหลายปีแล้ว”
“ท่านปู่ก่อนที่ข้าจะออกมาจากป่า มีสัตว์อสูรอยู่ในป่าเยอะเลย บางตัวก็พูดได้ บางตัวก็เคยอยู่กับมนุษย์มาก่อน ข้าเล่นกับพวกมันจนเบื่อ ถึงออกมาจากป่า เพราะอยากเห็นบ้านเมืองมนุษย์ ตามที่พวกสัตว์เล่าให้ฟังเ้าค่ะ!”
“เ้ามาจากหุบเขาเทวาอย่างนั้นหรือ ป่านั้นมีสัตว์อสูรอยู่เยอะ จนมนุษย์ไม่กล้ากล้ำกรายเข้าไป”
“ใช่แล้วเ้าค่ะ ข้ามาจากหุบเขาเทวา เที่ยวเล่นแดนมนุษย์เบื่อเมื่อไหร่แล้วค่อยกลับ แต่…ท่านปู่ยังไม่ได้บอกเลย พวกเขาติดสินบนอะไรท่านหรือ”
“พรุ่งนี้ญาติพวกเขา ที่เป็กองปราบ จะออกไปจับโจรูเาที่ชายแดน และขอให้พวกเขาปลอดภัยกลับมา ทำงานได้สำเร็จ เครื่องเซ่นไหว้ที่เ้าเห็น พวกเขารวมกลุ่มกัน ช่วยกันจัดของมาที่นี่”
“อย่างนี้ท่านปู่ไม่ต้องดูแลหลายชีวิตหรือเ้าคะ มากันเป็กลุ่มขนาดนี้ ถ้ามีใครเป็อะไรแค่คนเดียว ท่านปู่โดนรุมด่าเละแน่”
เซียวเหยาพูดพร้อมกับยก ขนมขึ้นมากินต่อ “อย่างอื่นค่อยไว้ทีหลัง ตอนนี้มีให้กินรีบกิน ก่อนที่ิญญาเร่ร่อนจะกลับมา”
เด็กน้อยพูดไม่ทันขาดคำ ิญญาเร่ร่อน พากันเข้ามาหยิบจับกินอาหารเซ่นไหว้ อย่างเอร็ดอร่อย
“ท่านปู่ทำไมิญญาเยอะขึ้น มีคนเสียชีวิตเพิ่มอย่างนั้นหรือ แล้วิญญาที่อยู่มานานก็ไม่ไปผุดไปเกิด ท่านปู่ใจดีแบบนี้ อีกหน่อยจะไม่กลายเป็ศาลเ้า ที่พักิญญาเร่ร่อนหรือเ้าคะ”
“เดี๋ยวเมื่อถึงเวลาพวกเขาก็จากไปเอง แต่่นี้มีิญญาเยอะ หรือว่ายมทูตเก็บิญญาไม่ทันกัน ยังไงก็ต้องให้พวกเขาอาศัยไปก่อน ไม่อย่างนั้น ิญญาต้องไปเร่ร่อนอยู่ข้างนอก”
“ท่านปู่ แล้วโจรที่พวกเขาไปจับอยู่ตั้งไกล ท่านปู่จะไปช่วยพวกเขาได้ยังไง หรือว่าส่งแต่พลังในการต่อสู้ไปเ้าคะ”
“ก็ต้องเป็แบบนั้นแหละ ถึงแม้เราจะช่วยอย่างเต็มที่ แต่คนที่หมดอายุขัยแล้ว เราช่วยไม่ได้หรอก บาปกรรมของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนทำกรรมไว้ชาตินี้ บางคนก็ติดตัวมาั้แ่ชาติที่แล้ว”
“ท่านปู่เ้าค่ะ! เราก็เลื่อนเวลาอีกหน่อย บังเอิญว่าเขาจะเสียชีวิตตอนที่สู้กับโจร เราก็เลื่อนมาสักเดือนหรือสองเดือน เขาเสียชีวิตลงทีหลังก็ไม่เกี่ยวกับเราแล้ว ท่านปู่จะได้ไม่ต้องโดนสาปแช่ง อย่างไรเล่าเ้าค่ะ”
“มันก็พอได้อยู่ แต่ว่ากลัวจะช่วยได้ไม่หมด!”
“ท่านปู่คิดว่าจะมีคนดวงซวย พร้อมกันเยอะขนาดนั้นเลยหรือ”
“เ้าไม่รู้เสียแล้ว! คนดวงซวยคนหนึ่ง แต่ดันเป็คนมีน้ำใจคอยช่วยเหลือผู้อื่น อย่างเช่นเขาให้ขนมเ้า เ้าก็ต้องเป็หนี้บุญคุณเขา เมื่อเขาต้องใช้หนี้ชีวิต เ้าก็ต้องพลอยใช้ไปด้วย เพราะเ้าเป็หนี้เขาอีกต่อหนึ่ง”
“สมมุติว่าเ้าเป็หนี้บุญคุณ ของชายผู้หนึ่งและอีกหลายคน ที่เป็หนี้บุญคุณของชายผู้นี้ จะเมื่อไหร่ก็แล้วแต่ บังเอิญนั่งรถม้าไปด้วยกัน ชายผู้นั้นดวงซวย และถึงที่ตายของชายผู้นั้น คนที่อยู่บนรถม้า ก็ต้องเสียชีวิตไปพร้อมกับเขา เมื่อรถมากคันนั้นตกเหว”
“ได้ยังไงกัน แค่มีบุญคุณกันเล็กน้อย ต้องไปตายพร้อมกันเลยรึ? แล้วเกิดว่าข้าเป็คนดวงแข็ง ยังไม่ถึงที่ตายยังไม่หมดอายุขัย ข้าจะเป็ยังไงเ้าคะท่านปู่”
“เ้าก็มีเหตุ ที่ไม่ได้ไปเข้าใกล้ชายผู้นั้น ไม่ได้นั่งรถม้าร่วมทางไปด้วย เ้าก็ไม่ต้องตกเหวพร้อมกับรถม้า อย่างไรล่ะ เข้าใจหรือยัง!”
“แสดงว่าพวกเขาที่ตกเหวไปด้วย ่นั้นกำลังมีชะตาชีวิตไม่ดี ถึงจะไม่หมดอายุขัย เจอชะตาดวงซวยของชายผู้นั้นเข้าไปด้วย มันเลยทำให้พวกเขามีชะตาชีวิตที่อ่อนแอลง และเสียชีวิตลง เพราะเดินทางไปพร้อมกับชายคนนั้น”
“เ้าเข้าใจถูกแล้ว ถ้าเกิดว่าคนที่ไปจับโจร มีดวงที่จะหมดอายุขัยไปด้วย เขาจะนำพาคนอื่น ให้มีชะตาชีวิตที่อ่อนลง นั่นจึงทำให้บางคนได้รับาเ็หนัก ในบางคนอาจจะเสียชีวิตได้”
“แล้วแบบนี้ท่านปู่พอจะรู้ไหมเ้าคะ ว่าใครคือดวงซวย เราก็คัดออกไปก่อน ให้าเ็หรือล้มป่วยอยู่ที่บ้าน จะได้ไม่ต้องเดินทางไปจับโจรในครั้งนี้ กองปราบคนอื่นจะได้ไม่ต้องเดือดร้อน”
“เื่ของชะตาชีวิตของมนุษย์ ปู่เข้าไปยุ่งมากไม่ได้หรอก ใครทำสิ่งไหนก็ได้รับสิ่งนั้น มีแค่คำอวยพรให้แคล้วคลาดปลอดภัยเท่านั้น ส่วนเื่อื่นสุดแล้วแต่เวรกรรมของแต่ละคน”
“ข้าไม่ได้หมายถึงให้ท่านปู่ ไปยุ่งเกี่ยว ที่ข้าถามหมายถึงว่า เราน่าจะมองออก ว่าใครกำลังจะถึงฆาตหมดอายุขัย เพื่อช่วยเหลือคนที่ยังไม่ถึงฆาต ต่างหากเล่าเ้าคะ!”
“ถ้าเ้ามีบารมีที่สูงส่งกว่านี้ เ้าก็จะมองออก คนที่จะหมดอายุขัย พลังชีวิตก็จะเป็สีดำ ถ้าเป็สีเทา พวกเขากำลังป่วย หรือคิดมากกังวล แต่ยังพอช่วยเหลือได้บ้าง”
“แล้วคนที่แข็งแรงนะเ้าคะ มีสีอะไร?”
“คนแข็งแรงมีพลังสูง จะมีสีแดง ความกระตือรือร้น สีส้มความสุขมีชีวิตชีวา”
“ท่านปู่ถ้าเราเอามนุษย์ที่มีพลังสีเทา ไปไว้กับคนที่มีพลังสีแดงล่ะเ้าคะ พอจะช่วยพวกเขาได้ไหม”
“ถ้าเป็สีเทาก็ยังพอจะช่วยได้ ถ้าเป็สีดำมีส่วนน้อยนัก ที่จะพลิกให้กลับมามีพลังชีวิตตามปกติ”
“แล้วพลังชีวิตของคนปกตินะเ้าคะท่านปู่ มีสีอะไร?”
“พลังชีวิตของคนปกติ จะมีสีเขียวความสงบสมดุล สีฟ้าความปลอดภัยสุขุม สีเหลืองสติปัญญาสดใส พวกเขาไม่ใช่คนคิดมาก มีจิตใจที่ราบเรียบ”
“เ้าต้องไปฝึกจิตให้มั่น เพื่อมองพลังงานของมนุษย์ออก จะได้กล่าวเตือนคนที่มีสีเทาไว้ ก่อนที่จะกลายเป็สีดำ”
“ข้าจะฝึกเดี๋ยวนี้เลยเ้าค่ะ” ดวงจิตเซียวเหยา ไปนั่งสมาธิอยู่ประมาณหนึ่งชั่วยาม ก็พอมองพลังออกบ้างแล้ว
“เซียวเหยานั่นเ้าจะไปไหน? ไม่อยู่ฝึกพลังต่อรึ”
“ท่านปู่ข้าจะไปที่กองปราบ ข้ารู้ว่ามันอยู่ที่ไหน และจะแอบไปส่องดู ว่าใครมีพลังสีดำหรือไม่ ข้าไปก่อนแล้วเ้าค่ะ”
เซียวเหยามาปรากฏตัว อยู่ที่ตำหนักขนาดกลาง ที่มีกองปราบอยู่ นางยืนฟังพวกเขาคุยกัน ว่าใครจะได้ไปบ้าง ระหว่างนั้นก็ใช้สมาธิเพ่งมอง แสงสีที่อยู่บนหัวของพวกเขา
‘มีคนหนึ่งเป็สีดำหนึ่ง! สีเทาสามคน! แสดงว่าถ้าทั้งสี่คนอยู่ใกล้กัน ต้องไปยมโลกพร้อมกันแน่!’
‘ในกลุ่มนี้ไม่เห็นมีใครมีสีแดงหรือสีส้มสดเลย มีแต่สีเขียวอ่อน สีฟ้าหรือสีเหลืองก็ไม่เห็น ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะไปยกทัพจับศึกกับโจร ทำไมถึงยังเป็สีเขียวอ่อนอยู่ล่ะ’
‘ในยามนี้ต้องเป็สีเทา ถึงจะถูกต้องเพราะว่ามีความกังวล คิดมากที่ต้องไปต่อสู้กับกลุ่มโจร หรือพวกเขามั่นใจว่าต้องชนะ’ เซียวเหยายืนกอดอก หน้านิ่วคิ้วขมวด เมื่อมองเห็นแสงที่หัวพวกเขา
“ตกลงเอาตามนี้ พวกเราจะไปทั้งหมดสามสิบคน ขี่ม้าออกเดินทางไปพรุ่งนี้เช้า ให้มารวมตัวกันที่นี่ อาจจะใช้เวลาเดินทางเป็วัน เราจะพักกันก่อนสักคืนหนึ่ง ก่อนถึงที่อยู่โจร รุ่งเช้ามาเราถึงจะบุกเข้าไปจับโจรพวกนั้น”
‘ไปพรุ่งนี้เช้าอย่างนั้นรึ! ต้องจัดการกับชายที่มีแสงสีดำก่อน จะได้ไม่ร่วมเดินทางไปด้วย’
เซียวเหยาเดินตาม ชายผู้นั้นไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ยกมือผลักด้านหลัง ชายผู้นั้นให้ล้มลง
“โอ๊ย! ใครกันผลักข้า” เสียงของชายที่ล้มลง ร้องขึ้น
“ท่านหัวหน้า เกิดอะไรขึ้นพวกเรายืนอยู่ตรงนี้ ไม่มีใครอยู่ใกล้ท่านเลย ท่านเจ็บมากไหมขอรับ”
‘ชายผู้นี้คือหัวหน้ากองปราบ แบบนี้เขาจะไม่พาลูกน้องไปเสียชีวิตหมดหรือ เจ็บก็ไม่ต้องไปแหละดี’ เซียวเหยามองซ้ายขวา ก่อนจะยกเท้าขึ้นกระทืบหลัง ของหัวหน้ากองปราบ
“โอ๊ยย! ใครกันที่เหยียบหลังข้า จนเจ็บระบมไปหมดแล้ว แบบนี้พรุ่งนี้ข้า จะนำพวกเ้าไปปราบโจรได้ยังไงกัน” เขาพูดได้เท่านั้น ก็นอนฟุบลงกับพื้น รู้สึกว่าท้ายทอยเหมือนมีบางอย่างมาตี
“ท่านหัวหน้ากองปราบป่วยกะทันหันแบบนี้ แล้วใครจะนำกลุ่มกองปราบ ไปจัดการกับโจรพรุ่งนี้กัน”
‘แล้วไม่มีคนที่มีความสามารถแล้วหรือ’ เซียวเหยายืนเอาสะเอว มองกองปราบ ที่ช่วยกันห้าม หัวหน้าขึ้นไปนอนบนม้านั่งแบบยาว
“ให้รองหัวหน้านำไป หาคนไปแจ้งด้วย เขาไปจัดการคนทะเลาะวิวาทกันในตลาด ถ้าอาการหัวหน้าไม่ดีขึ้น ให้ส่งที่โรงหมอ บอกทางบ้านด้วย ดูสภาพแล้วน่าจะเจ็บอีกหลายวัน”
“พูดไปก็น่าแปลก อยู่ดีๆ สะดุดขาตัวเองล้ม แถมยังร้องบอกว่าคนตีหลัง สุดท้ายหลับลึกไปเลย หรือว่าจะคิดหนักเื่ไปปราบโจร”
เซียวเหยา เห็นมีคนไปตามหัวหน้ารองกองปราบแล้ว เลยล่องลอยออกมาเล่นข้างนอก กว่าพวกเขาจะไปก็ต้องเป็พรุ่งนี้เช้า
‘ถ้ารู้ที่อยู่ของโจรก่อนก็ดี จะได้ไปดูว่าพวกเขาอยู่กันเยอะไหม บนโต๊ะที่พวกเขานั่งประชุมกัน น่าจะมีแผนที่วางอยู่’ เซียวเหยากลับเข้ามาในห้อง มองหาแผนที่
‘จุดวงกลมในกระดาษนี้หรือ เป็ชายแดนมีแต่ป่า ไปดูก่อนก็ได้ คงจะหาไม่ยาก’ เซียวเหยาล่องลอย มาตามแผนที่ชายแดนของเมืองเหลียงซาน
‘ความจริงเป็ดวงจิตก็สะดวกสบาย ไปไหนไม่ต้องเดิน แค่พูดกับมนุษย์ทุกคนไม่ได้ หยิบของกินเองไม่ได้ นอกนั้นดีหมด’
“กรี๊ดด! ช่วยด้วย! ช่วยข้าด้วย!”