บทที่ 5: สองต่อสอง
เสียงฝนที่ตกกระหน่ำอยู่ภายนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ของคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมืองยังคงส่งเสียงดังเปาะแปะไม่ขาดสาย ลมพายุพัดแรงจนบานกระจกส่งเสียงสั่นไหวระรัวเป็นระยะ ราวกับจะเตือนสติว่าโลกภายนอกกำลังบ้าคลั่งเพียงใด แต่ทว่าภายในห้องชุดชั้นยี่สิบห้าของเอกกลับเงียบสงัดจนน่าใจหาย แสงไฟสว่างจ้าดวงเดิมจากหลอดไฟนีออนบนเพดานดูจะยิ่งทำให้บรรยากาศระหว่างผมกับข้าวหอมเต็มไปด้วยความอึดอัดที่แผ่ซ่านออกมาอย่างไม่จำเป็น
ผมมองร่างบางของข้าวหอมที่ยังคงยืนกอดตะกร้าพลาสติกสีหวานซึ่งบรรจุของสดและเครื่องปรุงรสที่พวกเราเพิ่งไปซื้อมาจากซูเปอร์มาร์เก็ตใต้ตึกไว้แน่น ใบหน้าหวานของสาวแว่นก้มลงต่ำจนคางแทบจะชิดอก เส้นผมสีน้ำตาลเข้มที่รวบไว้หลวมๆ ตกลงมาปรกข้างแก้มเนียนใสสีระเรื่อ ร่างของเธอสั่นเทาเล็กน้อย อาจจะด้วยความเย็นจากเครื่องปรับอากาศที่กำลังทำงานอย่างต่อเนื่อง หรืออาจจะเป็นเพราะความประหม่าที่จู่ๆ ก็ต้องมาอยู่สองต่อสองกับผม—เพื่อนสนิทของแฟนตัวเอง—ในห้องที่ควรจะมีแค่เธอกับเอก
"เอ่อ... ข้าวหอมครับ" ผมเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาเบาๆ น้ำเสียงของผมทุ้มต่ำและพยายามปรับให้ฟังดูผ่อนคลายที่สุดเพื่อลบล้างความตึงเครียดในอากาศ "ผมว่าเราปิดไฟดวงใหญ่บนเพดานดีไหม แสงมันสว่างเกินไปจนดูปวดหัวน่ะ เดี๋ยวผมเปิดโคมไฟตรงมุมห้องแทนนะ บรรยากาศจะได้ดูอุ่นขึ้นหน่อย"
ข้าวหอมเงยหน้าขึ้นมาสบตาผมแวบหนึ่งผ่านเลนส์แว่นตากลมโตคู่สวยของเธอ ก่อนจะพยักหน้ารับคำเบาๆ ในลำคอ "ค่ะ... แล้วแต่คุณอลันเลยค่ะ"
ผมเดินตรงไปยังสวิตช์ไฟข้างประตู จัดการกดปิดไฟนีออนสีขาวสว่างโล่จนห้องตกอยู่ในความสลัวชั่วขณะ ก่อนที่ผมจะเดินไปเปิดโคมไฟตั้งพื้นสีเหลืองนวลที่มุมห้องนั่งเล่น แสงสีส้มสลัวค่อยๆ แผ่กระจายตัวออกไปครอบคลุมพื้นที่ นำพาความอบอุ่นอบอวลเข้ามาแทนที่ความเย็นชาของแสงไฟดวงเดิม บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปในทันที แสงสีส้มทองสะท้อนกับม่านหนาและเฟอร์นิเจอร์ไม้โทนเข้ม สร้างความรู้สึกเป็นส่วนตัวและลึกลับขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อเดินกลับมาหาข้าวหอมที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ผมตัดสินใจยื่นมือออกไปเพื่อจะช่วยรับตะกร้าของสดในมือเธอมาถือไว้ "ส่งตะกร้ามาให้ผมเถอะครับ ยืนกอดไว้แบบนั้นเดี๋ยวจะเมื่อยเอาเปล่าๆ เดี๋ยวผมช่วยเอาของสดไปจัดใส่ตู้เย็นให้เอง"
"ไม่เป็นไรค่ะคุณอลัน หอมทำเองได้..." ข้าวหอมเอ่ยปฏิเสธตามมารยาท แต่ขณะที่เธอพยายามจะยกตะกร้าหลบ ปลายนิ้วเรียวบางของเธอกลับสัมผัสเข้ากับหลังมือของผมโดยบังเอิญ
ชั่ววินาทีนั้น กระแสความร้อนสายหนึ่งแล่นพล่านจากจุดสัมผัสตรงปลายนิ้วขึ้นสู่หัวใจของผมทันที ข้าวหอมสะดุ้งตัวโยนน้อยๆ ดวงตาคู่กลมโตเบิกกว้างขึ้นหลังกรอบแว่นหนา ปลายนิ้วของเธอเย็นเฉียบทว่าผิวสัมผัสกลับนุ่มละมุนราวกับปุยฝ้าย ผมมองสบตาเธอนิ่ง ข้าวหอมชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะค่อยๆ ปล่อยมือออกจากหูหิ้วตะกร้า ยอมให้ผมดึงมันมาถือไว้แต่โดยดี ใบหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำลามไปจนถึงใบหูเล็กๆ
"ขอบคุณนะคะ..." เธอพึมพำเสียงแผ่วหลบสายตาไปทางอื่น
ผมยิ้มรับน้อยๆ แล้วหิ้วตะกร้าเดินตรงไปยังตู้เย็นหลังใหญ่ที่มุมห้องครัว ข้าวหอมเดินตามหลังผมมาห่างๆ คอยมองดูผมเปิดตู้เย็นแล้วหยิบของสดออกมาจัดเรียงทีละชิ้น ผมหยิบผักกาดขาวล้างสะอาดห่อฟิล์มถนอมอาหาร แครอทสีส้มสด เห็ดเข็มทอง และถาดหมูสไลด์จัดวางเข้าชั้นแช่ผักอย่างเป็นระเบียบ จากนั้นก็หยิบไข่ไก่สดมาวางใส่ในช่องแช่ไข่ทีละฟองอย่างระมัดระวัง
ขณะที่ผมกำลังง่วนอยู่กับการจัดของ ผมรู้สึกได้ถึงสายตาของข้าวหอมที่จ้องมองมายังแผ่นหลังของผม มันไม่ใช่สายตาที่หวาดระแวง แต่เป็นสายตาที่สั่นไหวและเต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ ผมหันกลับไปสบตาเธออีกครั้ง ข้าวหอมที่ลอบมองอยู่สะดุ้งเล็กน้อยแล้วรีบแสร้งทำเป็นหยิบขวดน้ำบนเคาน์เตอร์ขึ้นมาถือไว้
"จัดของเก่งจังเลยนะคะ" ข้าวหอมเอ่ยปากชมแก้เขิน "เอกน่ะ... เวลาซื้อของมาเขาจะโยนเข้าตู้เย็นส่งๆ ไปเลยค่ะ บางทีผักก็เน่าคาถุงพลาสติกเพราะเขาไม่เคยแกะจัดระเบียบแบบนี้เลย"
น้ำเสียงของเธอเจือความตัดพ้อปนน้อยใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเอ่ยถึงแฟนหนุ่มของเธอ ผมปิดประตูตู้เย็นเบาๆ แล้วหันกลับมาเผชิญหน้ากับเธอ "เอกเขาอาจจะงานยุ่งจนไม่มีเวลาคิดเรื่องพวกนี้ก็ได้ครับ โปรแกรมเมอร์ช่วงระบบหลังบ้านมีปัญหาก็คงหัวหมุนกันน่าดู" ผมพูดแก้ตัวให้เพื่อนสนิทตามมารยาท แต่ลึกๆ ในใจผมกลับรู้สึกแปลกๆ ที่ได้ยินข้าวหอมเปรียบเทียบผมกับเอกแบบนี้
"งานยุ่งจนไม่มีเวลาให้หอมเลยสักนิดเลยเหรอคะ..." ข้าวหอมพึมพำเสียงแผ่วลงไปอีก ดวงตาที่มองผ่านเลนส์แว่นตาดูเศร้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัด ความโดดเดี่ยวที่เธอสะสมมานานคล้ายจะเอ่อล้นออกมาผ่านคำพูดสั้นๆ นั้น
ผมมองร่างบางตรงหน้าด้วยความรู้สึกสงสารจับใจ ข้าวหอมสวมเสื้อยืดสีขาวตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้นเหนือเข่าสีเทาอ่อน รูปร่างของเธอเล็กกะทัดรัด ท่าทางอ่อนหวานและเปราะบางเสียจนผมอยากจะเอื้อมมือไปโอบกอดเพื่อปลอบโยนให้เธอหายเศร้า แต่ก้อนเนื้อในอกด้านซ้ายเตือนสติผมว่าเธอคือแฟนของเอก เพื่อนสนิทที่ผมไม่ควรจะคิดเกินเลยด้วยเด็ดขาด
"เอาเป็นว่าตอนนี้เรามาหาอะไรกินกันก่อนดีกว่าครับ" ผมรีบเปลี่ยนประเด็นเพื่อไม่ให้บรรยากาศหม่นหมองไปมากกว่านี้ "ของสดพร้อมแล้ว ข้าวหอมอยากทานอะไรร้อนๆ ไหม คืนฝนตกแบบนี้ได้ซุปร้อนๆ ทานน่าจะช่วยให้ร่างกายอุ่นขึ้นนะ"
ข้าวหอมได้ยินดังนั้นดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาเล็กน้อย "หอมซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเกาหลีรสซุปกระดูกหมูมาค่ะ งั้นเรามาต้มทานด้วยกันนะคะ ใส่หมูสไลด์กับผักกาดขาวแล้วก็ไข่ต้มยางมะตูมด้วย ดีไหมคะคุณอลัน"
"ดีครับ เมนูโปรดผมเลย" ผมยิ้มกว้าง ตอบรับข้อเสนอของเธอด้วยความเต็มใจ
พวกเราช่วยกันเตรียมอาหารในครัวขนาดกะทัดรัด ข้าวหอมล้างผักกาดขาวและหั่นแครอทเป็นชิ้นบางๆ ด้วยท่าทางคล่องแคล่วสมกับเป็นแม่บ้านแม่เรือน ส่วนผมทำหน้าที่ต้มน้ำในหม้อใบเล็กจนเดือดปุดๆ คอยส่งซองเครื่องปรุงและเส้นบะหมี่ให้เธอ กลิ่นหอมกรุ่นของน้ำซุปกระดูกหมูรสเข้มข้นโชยคละคลุ้งไปทั่วห้องครัว นำพาความอบอุ่นผ่อนคลายมาให้จิตใจที่ตึงเครียดของพวกเราทั้งคู่
ไม่นานนัก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต้มร้อนๆ ส่งควันฉุยโรยหน้าด้วยต้นหอมซอย หมูสไลด์เนื้อนุ่ม และไข่ไก่เยิ้มๆ สองฟองก็ถูกจัดเสิร์ฟลงในชามเซรามิกใบโต ข้าวหอมประคองชามบะหมี่อย่างระมัดระวังนำมาวางไว้บนโต๊ะไม้เตี้ยสีธรรมชาติหน้าโซฟาในห้องนั่งเล่น ส่วนผมถือชามแบ่งและตะเกียบตามมานั่งข้างๆ
พวกเรานั่งลงบนพื้นพรมหนานุ่มหันหน้าเข้าหาโต๊ะไม้เตี้ยตัวเดียวกัน แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟสะท้อนลงบนผิวน้ำซุปสีนวลจนดูน่าทานยิ่งขึ้น ข้าวหอมค่อยๆ คีบเส้นบะหมี่เกาหลีเหนียวนุ่มขึ้นมาเป่าลมออกจากปากเบาๆ เพื่อให้คลายความร้อน ลมปากอุ่นร้อนของเธอเป่ารดเส้นบะหมี่ขาวๆ ช่างเป็นภาพที่ดูน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกินในสายตาของผม
แต่แล้ว ไอน้ำร้อนระอุที่ลอยพวยพุ่งขึ้นมาจากชามบะหมี่ก็ปะทะเข้ากับกระจกแว่นตาของเธออย่างจัง เพียงพริบตาเดียว เลนส์แว่นตาทั้งสองข้างของข้าวหอมก็ขึ้นฝ้าสีขาวโพลนจนมืดมิด บดบังวิสัยทัศน์ของเธอจนหมดสิ้น
"อ๊ะ..." ข้าวหอมร้องอุทานเบาๆ อย่างทำอะไรไม่ถูก มือหนึ่งยังค้างตะเกียบไว้ อีกมือพยายามจะคลำหาทิชชู่บนโต๊ะ ท่าทางเก้งก้างของเธอทำให้ผมหลุดหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู
"มาครับ เดี๋ยวผมช่วยเช็ดให้" ผมเอ่ยขึ้นพลางขยับตัวเข้าไปใกล้เธออีกนิด ยื่นมือออกไปแตะที่ขาแว่นตาโลหะสีทองบางเบาของเธออย่างอ่อนโยน
ข้าวหอมชะงักไปเล็กน้อย ร่างกายเกร็งขึ้นตามสัญชาตญาณเมื่อผมเข้าใกล้ แต่เธอก็ยอมนิ่งให้ผมขยับนิ้วถอดแว่นตาออกจากใบหน้านุ่มของเธอช้าๆ ปลายนิ้วของผมสัมผัสโดนข้างแก้มเนียนละเอียดและใบหูอุ่นๆ ของเธออย่างเลี่ยงไม่ได้ ผิวของเธอเนียนละเอียดราวกับเด็กทารกและส่งกระแสความร้อนมาถึงมือผมทันที
เมื่อปราศจากกรอบแว่นตาหนาเทอะทะ ใบหน้าที่แท้จริงของข้าวหอมก็ปรากฏแก่สายตาของผมในระยะประชิด ดวงตาของเธอไม่ได้สวมคอนแทคเลนส์ มันเป็นดวงตากลมอ้อนใสซื่อ ขนตายาวงอนกะพริบถี่ๆ ด้วยความขัดเขิน แก้มใสของเธอขึ้นสีชมพูระเรื่อชัดเจนใต้แสงไฟสีส้มสลัว ริมฝีปากอิ่มสีพีชเม้มเข้าหากันน้อยๆ ราวกับกำลังสะกดกลั้นอารมณ์บางอย่าง
หัวใจของผมเต้นผิดจังหวะไปหนึ่งครั้งเมื่อสบตากับดวงตาคู่สวยที่ดูเปราะบางและน่าทะนุถนอมในระยะห่างไม่ถึงคืบ
ผมดึงสายตากลับมาที่แว่นตาในมือ หยิบทิชชู่สะอาดบนโต๊ะมาเช็ดละอองไอน้ำและคราบฝ้าขาวบนเลนส์แว่นตาอย่างตั้งใจและแผ่วเบา ขณะที่ข้าวหอมนั่งนิ่งเงียบ เสียงลมหายใจของเธอขัดเขินและหอบถี่ขึ้นเล็กน้อย ความเงียบครอบงำพวกเราอีกครั้ง มีเพียงเสียงฝนภายนอกที่ยังคงเทกระหน่ำลงมาไม่หยุด
"เอ้า... เรียบร้อยแล้วครับ" ผมเอ่ยพร้อมกับค่อยๆ สวมแว่นตากลับคืนให้บนใบหน้าหวานของเธอ ปลายนิ้วลากผ่านขมับบางเบาอย่างตั้งใจปัดปอยผมที่เกะกะไปทัดหูให้เธอด้วย ข้าวหอมก้มหน้าหลบสายตาทันทีที่ได้รับแว่นคืน
"ข...ขอบคุณค่ะคุณอลัน" เธอพึมพำเสียงสั่นสะท้าน มือเรียวรีบตักน้ำซุปเข้าปากแก้เขิน
พวกเรานั่งทานบะหมี่กันไปเงียบๆ ทว่าเนื่องจากโต๊ะไม้เตี้ยตัวนี้มีขนาดค่อนข้างเล็กและแคบ เมื่อพวกเรานั่งเบียดข้างกันบนพรมผืนเดียวกัน ขาของผมและขาเรียวเนียนของข้าวหอมจึงเบียดเสียดชนกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ความอบอุ่นจากผิวกายที่ส่งผ่านเนื้อผ้ากางเกงขาสั้นของเธอสัมผัสแนบชิดกับต้นขาของผมโดยตรง ทุกครั้งที่เธอขยับตัวคีบเส้นบะหมี่ ต้นขาของเธอก็จะเสียดสีกับขาของผมเบาๆ กระแสความวาบหวามสายเล็กๆ ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในส่วนลึกของร่างกาย ทว่าแปลกที่ทั้งผมและเธอไม่มีใครยอมขยับถอยห่างออกไปเลย พวกเราปล่อยให้ความอบอุ่นจากการสัมผัสแนบชิดนั้นดำเนินไปอย่างเงียบเชียบ
"ทานร้อนๆ แบบนี้อร่อยดีนะคะ" ข้าวหอมเอ่ยขึ้นมาเพื่อทำลายความเงียบ สายตาจับจ้องอยู่ที่ชามบะหมี่ "ปกติหอมต้องทานข้าวคนเดียวเกือบทุกวันเลยค่ะ"
ผมชะงักตะเกียบในมือ หันไปมองเสี้ยวหน้าหวานของเธอ "เอกเขาไม่ค่อยกลับมาทานข้าวเย็นด้วยเหรอครับ"
ข้าวหอมแค่นยิ้มบางเบาที่เต็มไปด้วยความขมขื่นลึกๆ "อย่าว่าแต่ข้าวเย็นเลยค่ะคุณอลัน ข้าวเช้าหรือข้าวเที่ยงเขาก็แทบไม่ได้ทานร่วมโต๊ะกับหอมเลย วันๆ เอกเขาอยู่แต่ในห้องทำงาน หน้าคอมพิวเตอร์เปิดโค้ดค้างไว้เต็มหน้าจอ พอหอมเอาอาหารเข้าไปให้ เขาก็กินๆ ให้มันเสร็จไปอย่างเร่งรีบ สายตาก็จ้องแต่หน้าจอ คุยด้วยก็ตอบมาแค่ 'อืม' หรือ 'เดี๋ยวค่อยคุย' บางทีหอมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่ของประดับห้องชิ้นหนึ่งที่เขามีไว้เฉยๆ... หอมเหงาเหลือเกินค่ะ"
หยาดน้ำใสๆ เริ่มเอ่อคลอในดวงตากลมอ้อนของเธอหลังกรอบแว่นตา ข้าวหอมรีบยกมือขึ้นเช็ดมันออกอย่างรวดเร็ว แต่อาการไหล่บางสั่นเทาไม่อาจปกปิดความอ่อนแอในใจของเธอได้เลยความอัดอั้นตันใจที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่กับความโดดเดี่ยวในห้องกว้างๆ คนเดียวทุกวันมันทรมานเธอเกินไป
ผมรู้สึกสะท้อนใจในอก ความโกรธปนสงสารพุ่งพล่านขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ เอกเพื่อนรักของผมทำไมถึงปล่อยปละละเลยผู้หญิงที่น่ารักและแสนดีขนาดนี้ได้ลงคอ ความห่วงใยและความต้องการที่จะปลอบโยนเหยียบย่ำกำแพงศีลธรรมในใจผมจนแตกร้าวทีละน้อย
"ข้าวหอมครับ..." ผมวางตะเกียบลง ยื่นมือไปกุมมือเรียวบางของเธอที่วางอยู่บนเข่าไว้เบาๆ มือนุ่มของเธอสั่นระริกแต่ไม่ได้ชักหนี เธอยอมให้ผมบีบกระชับมือของเธอเบาๆ เพื่อส่งผ่านกำลังใจและความห่วงใย "เอกเขาอาจจะคิดว่าการทำงานหนักเพื่ออนาคตคือสิ่งที่ดีที่สุด แต่เขาคงลืมไปว่าสิ่งสำคัญที่สุดในปัจจุบันคือความรู้สึกของคนที่อยู่ข้างๆ... ถ้าผมเป็นเอก ผมจะไม่ยอมปล่อยให้ข้าวหอมต้องนั่งกินข้าวคนเดียวแบบนี้เด็ดขาด"
คำพูดของผมตรงไปตรงมาและเต็มไปด้วยความรู้สึกที่เอ่อล้น ข้าวหอมเงยหน้าขึ้นสบตากับผมดวงตากลมอ้อนเบิกกว้างสั่นระริกด้วยกระแสความหวั่นไหวอย่างรุนแรง คำพูดของผมแทรกซึมเข้าสู่หัวใจที่แห้งแล้งของเธอราวกับหยาดน้ำฝนชโลมดิน ความใกล้ชิดที่โหยหามานานปรากฏอยู่ตรงหน้าเธอแล้ว
"คุณอลัน..." ข้าวหอมเรียกชื่อผมเสียงแผ่วหวานหยาดเยิ้ม สายตาเชื่อมประสานกันนิ่งภายใต้แสงสีส้มสลัวอันอบอุ่น เคมีโรแมนติกที่ต้องห้ามระเบิดตัวเงียบๆ ในช่องว่างระหว่างพวกเราสองคน
หลังจัดการมื้ออาหารเสร็จสิ้นอย่างเงียบๆ ข้าวหอมปฏิเสธไม่ให้ผมช่วยล้างชาม เธอขอเป็นคนจัดการเองเพื่อระบายความประหม่าที่จู่ๆ มือของพวกเราก็กุมประสานกันเมื่อครู่ ผมจึงเดินกลับมานั่งรอที่โซฟาหนานุ่มสีครีมกลางห้องนั่งเล่น พลางเอื้อมมือไปหยิบรีโมทเปิดทีวีขึ้นมาเพื่อหาอะไรดูแก้เขิน เสียงผู้ประกาศข่าวรายงานสถานการณ์พายุฝนภายนอกช่วยกลบความเงียบในห้องไปได้บ้าง
ไม่นานนัก ข้าวหอมก็เดินกลับมานั่งลงบนโซฟาตัวเดียวกันกับผม ทว่าเธอนั่งห่างออกไปเกือบครึ่งเมตรด้วยความระมัดระวังตัว ผมมองเธอจากมุมข้าง แสงไฟจากจอทีวีสลับกับแสงสีส้มจากโคมไฟสะท้อนให้เห็นเสี้ยวหน้าด้านข้างที่น่ารักของเธอ ปลายจมูกรั้นๆ และแว่นตากรอบทองที่เลื่อนลงมาเล็กน้อยชวนมองจนผมไม่อาจละสายตาได้เลย
พายุฝนข้างนอกยิ่งทวีความบ้าคลั่ง ลมพัดกระโชกแรงจนเสียงหวีดหวิวของลมลอดผ่านขอบหน้าต่างกระจกเข้ามาด้านใน แสงฟ้าแลบวาบสว่างขึ้นภายนอกเป็นระยะๆ ราวกับฟ้าจะถล่มลงมา
เปรี้ยง!!!
เสียงสายฟ้าผ่าลงมาดังสนั่นหวั่นไหวสะเทือนไปทั่วทั้งตึก คอนโดสูงยี่สิบห้าชั้นคล้ายจะสั่นไหวตามความรุนแรงของเสียงฟ้านั้น ทันใดนั้นเอง แสงไฟจากหน้าจอทีวีดับวูบลง พร้อมกับโคมไฟสีส้มสลัวตรงมุมห้องที่ดับพรึ่บลงพร้อมกัน ห้องชุดทั้งห้องตกอยู่ในความมืดมิดสนิททันที มีเพียงแสงสลัวรางจากหน้าต่างภายนอกที่ส่องสว่างขึ้นเป็นครั้งคราวจากแสงแลบของฟ้าผ่า
"กรี๊ด!" ข้าวหอมร้องอุทานลั่นด้วยความตกใจสุดขีด ร่างบางสะดุ้งตัวโยนแล้วโผขยับเข้าหาทิศทางที่ผมอยู่โดยสัญชาตญาณความกลัวความมืดและเสียงฟ้าร้อง
ผมรีบยื่นแขนแกร่งออกไปกวาดรวบร่างของเธอเข้ามาสู่อ้อมอกอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้เธอตกจากโซฟา ร่างนุ่มนิ่มของข้าวหอมเบียดกระแซะเข้าหาอกกว้างของผมอย่างแนบแน่น แผ่นหลังบางและเอวคอดกิ่วซุกไซ้เข้ามาในอ้อมแขนผมจนแทบจะกลายเป็นร่างเดียวกัน มือเรียวทั้งสองข้างของเธอโอบกอดรอบเอวหนาของผมไว้แน่นราวกับคนกำลังจะจมน้ำที่ยึดเกาะขอนไม้พึ่งพิงสุดท้าย
"ไม่เป็นไรครับข้าวหอม ไม่ต้องกลัว ผมอยู่นี่แล้ว" ผมกระซิบปลอบประโลมเสียงนุ่มทุ้มชิดใบหูเล็กๆ ของเธอพลางลูบแผ่นหลังบางผ่านเนื้อผ้าเสื้อยืดเบาๆ เพื่อคลายความตื่นตระหนก
ร่างของข้าวหอมยังคงสั่นเทาเล็กน้อยอยู่ในอ้อมกอดของผม กลิ่นกายสะอาดหอมละมุนปนกลิ่นแป้งเด็กอ่อนๆ และแชมพูสระผมจากเรือนร่างของเธอโชยเตะจมูกของผมอย่างจัง ลมหายใจร้อนผ่าวของเธอเป่ารดตรงซอกคอของผมจนขนลุกชัน ความนุ่มหยุ่นของหน้าอกอิ่มเบียดชิดกับหน้าอกแกร่งของผมจนผมสัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจของเธอที่เต้นระทึกรัวเร็วราวกับเสียงกลอง
ความมืดมิดรอบตัวและเสียงพายุฝนภายนอกกลับยิ่งส่งผลให้สัมผัสทางกายภาพของพวกเราทวีความชัดเจนขึ้นเป็นทวีคูณ ความอุ่นร้อนจากผิวเนื้อและกลิ่นกายปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบในตัวผมให้ตื่นตัวขึ้นมาทีละน้อย ผมกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นอีกนิด ฝ่ามือลูบไล้ขึ้นลงตามแนวสันหลังบางของเธออย่างปลอบโยน ทว่าทุกการเคลื่อนไหวกลับแฝงไปด้วยความรู้สึกซ่านเสียวที่ยากจะควบคุม
"ฮึก... คุณอลันคะ หอมกลัวเสียงฟ้าร้องที่สุดเลยค่ะ" ข้าวหอมพึมพำเสียงสั่นเครือซุกใบหน้าหวานเข้าหากล้ามอกของผม น้ำตาอุ่นร้อนเริ่มซึมผ่านเสื้อยืดของผมจนรู้สึกเปียกชื้น
ผมค่อยๆ เชยคางมนของเธอขึ้นมาอย่างแผ่วเบาในความสลัวราง ปลายนิ้วโป้งของผมสัมผัสโดนกรอบแว่นตาที่เบี้ยวเอียงของเธอ ผมจึงถือวิสาสะขยับมือถอดแว่นตาของเธอออกอย่างช้าๆ แล้ววางมันไว้ที่โต๊ะข้างโซฟาโดยไม่ละสายตาไปจากใบหน้าหวานของเธอเลย
เมื่อไม่มีแว่นตากั้นกลาง ดวงตาคู่สวยฉ่ำน้ำตาของข้าวหอมสบประสานเข้ากับสายตาของผมลึกล้ำ แสงแลบแปลบปลาบจากฟ้าผ่าภายนอกส่องเข้ามาเป็นระยะ เผยให้เห็นดวงตากลมอ้อนใสซื่อที่เปี่ยมไปด้วยความหวั่นไหวและโหยหาอย่างถึงที่สุด ปลายนิ้วของผมลากผ่านแก้มเนียนปาดน้ำตาอุ่นๆ ที่เปื้อนแก้มของเธอออกให้อย่างอ่อนโยน สัมผัสที่ผิวเนื้อแก้มเนียนนุ่มราวกับเจลลี่ทำให้ใจของผมสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่
ใบหน้าของพวกเราค่อยๆ ขยับเข้าหากันโดยไม่มีใครเอ่ยคำพูดใดๆ ออกมา มีเพียงลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดกันและกันจนกระตุ้นความต้องการดิบที่ถูกเก็บกักไว้ให้เอ่อล้นออกมา แรงดึงดูดทางกายภาพและความโหยหาเหนือกว่าเสียงเตือนแห่งศีลธรรมใดๆ ทั้งสิ้นในเวลานี้
ผมโน้มใบหน้าลงไปช้าๆ จนกระทั่งริมฝีปากของผมประทับแตะลงบนริมฝีปากอิ่มนุ่มของข้าวหอมอย่างนุ่มนวลแผ่วเบาในคราแรก
ข้าวหอมสะดุ้งเล็กน้อย ขนตายาวงอนกะพริบชิดปิดตาลงยอมรับสัมผัสจากผม รสจูบแรกเริ่มด้วยความอ่อนหวานและทะนุถนอม ผมค่อยๆ บดเบียดกลีบปากนุ่มเบาๆ ชิมความหวานล้ำภายนอก ก่อนจะขยับริมฝีปากบดเบียดลึกซึ้งยิ่งขึ้น ข้าวหอมเผยอรอยปากออกเล็กน้อยราวกับจะเชื้อเชิญ ลิ้นอุ่นของผมจึงสอดแทรกเข้าไปสัมผัสกับลิ้นนุ่มของเธอภายใน รสหวานล้ำปนร้อนรุ่มของซอกปากอุ่นทำให้พวกเราทั้งคู่ครางแผ่วออกมาในลำคอพร้อมๆ กัน
"อืม..." เสียงครางหวานใสของข้าวหอมดังระงมเคล้าคลอไปกับเสียงฝนตกกระหน่ำ จูบที่เคยอ่อนหวานเริ่มเปลี่ยนเป็นความร้อนรุ่มและโหยหาตามอารมณ์ใคร่ที่พุ่งสูงขึ้น มือเรียวของข้าวหอมเลื่อนขึ้นมาโอบรอบคอของผมดึงรั้งใบหน้าของผมให้ลงมากดจูบเธอให้ลึกซึ้งขึ้นไปอีก จังหวะการจูบบดเบียดอย่างเร่าร้อน ลิ้นร้อนเกี่ยวกระหวัดรัดรึงแลกเปลี่ยนน้ำหวานใสอย่างไม่รู้จักอิ่มจักพอ
ศีลธรรมความถูกต้องทุกอย่างถูกโยนทิ้งไปในความมืดมิด มีเพียงความรู้สึกใคร่และโหยหาที่แล่นพล่านในสายเลือด ผมขยับตัวขึ้นมาคร่อมร่างบางของเธอไว้ครึ่งหนึ่ง ฝ่ามือหนาเลื่อนลงไปตามสีข้างคอดกิ่วลูบไล้ผ่านเนื้อผ้าบางเบาก่อนจะทนความร้อนรุ่มไม่ไหว สอดฝ่ามืออุ่นเข้าไปใต้ชายเสื้อยืดสีขาวของเธอ สัมผัสกับผิวเนื้อเนียนละเอียดอุ่นระอุไร้สิ่งกีดขวาง
"อ๊าส์... คุณอลัน..." ข้าวหอมสั่นสะท้านผละริมฝีปากออกสูดหายใจหอบกระชั้นชิด แก้มเนียนร้อนผ่าวระอุ มือหนาของผมลูบไล้ขึ้นไปตามสีข้างหน้าท้องแบนราบและผิวแผ่นหลังเนียนละเอียด สัมผัสความร้อนรุ่มของร่างกายที่ตอบสนองความใคร่อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง สะโพกมนของเธอขยับบดเบียดเข้าหาหน้าขาของผมอย่างลืมตัว ความต้องการดิบผลักดันให้พวกเราทั้งคู่ดำดิ่งลึกลงไปในบ่วงบาปนี้อย่างบ้าคลั่ง
มือของผมเลื่อนลูบไล้ใต้ชายเสื้อยืดสูงขึ้นไป สัมผัสผิวเนียนละมุนของเอวคอดและแผ่นหลังนวลเนียน ความนุ่มหยุ่นอุ่นร้อนทำให้อารมณ์ของผมเตลิดไปไกล ลมหายใจหอบกระชั้นของข้าวหอมเป่ารดซอกคอของผมขณะที่ริมฝีปากของเธอยังคงพยายามขยับตอบรับจูบเร่าร้อนของผมอย่างไม่ขาดสาย
ทว่า... ในวินาทีที่ความปรารถนาและเคมีตึงเครียดทางเพศของพวกเราพุ่งสูงขึ้นจนเกือบจะก้าวข้ามขีดจำกัดสูงสุดนั้นเอง!
ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนข้อความแอปพลิเคชันไลน์ดังรัวติดกันสามครั้งแหลมยาวสะท้อนก้องห้องนั่งเล่นที่เงียบสงัด พร้อมๆ กับหน้าจอโทรศัพท์มือถือของข้าวหอมที่วางอยู่บนโต๊ะเตี้ยด้านหน้าโซฟาสว่างวาบขึ้นมา แสงสีขาวนวลจากหน้าจอสว่างโร่ตัดกับความมืดมิดในห้อง ส่องกระทบดวงตาของพวกเราทั้งสองคนอย่างจัง
บนหน้าจอแสดงข้อความตัวอักษรสีเข้มเด่นหราจากรายชื่อผู้ส่งเด่นชัดว่า "เอก"
[ เอก : ระบบเซิร์ฟเวอร์เสร็จเรียบร้อยแล้วนะหอม เคลียร์เสร็จไวกว่าที่คิด ตอนนี้กำลังขับรถกลับห้องนะ น่าจะถึงไม่เกินสิบนาทีจ้า ]
ข้อความนั้นเปรียบเสมือนน้ำแข็งเย็นจัดที่ราดรดลงบนร่างกายที่กำลังร้อนรุ่มของพวกเราทั้งคู่
ผมและข้าวหอมสะดุ้งสุดตัวเหมือนคนทำบาปที่ถูกกระชากหน้ากากในทันที อารมณ์วาบหวามเร่าร้อนเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยความตื่นตระหนกตกใจอย่างรุนแรงจนใบหน้าของพวกเราซีดเผือด
ข้าวหอมรีบผลักอกของผมออกด้วยความลนลาน เธอรีบดึงชายเสื้อยืดสีขาวลงมาปิดบังร่างกายทันที มือเรียวรีบคว้าแว่นตาบนโต๊ะข้างโซฟามาสวมใส่ด้วยมือที่สั่นเทาจนแทบจะจับขาแว่นไม่อยู่ ส่วนผมรีบผละตัวถอยห่างจากร่างของเธอ ขยับไปนั่งตัวตรงที่ปลายอีกฝั่งของโซฟาพยายามกุมขมับสะกดลมหายใจที่หอบกระชั้นรัวเร็วและพยายามควบคุมหัวใจที่ยังคงเต้นโครมครามด้วยความรู้สึกผิดบาปและตกใจสุดขีด
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบสงัดอีกครั้ง มีเพียงเสียงเตือนแจ้งเตือนหน้าจอไลน์ที่ยังสว่างวาบอยู่กลางห้อง ท่ามกลางเสียงพายุฝนภายนอกที่ยังคงเทกระหน่ำซัดซาดบานกระจกอย่างไม่ปรานี ราวกับต้องการย้ำเตือนให้พวกเราทั้งสองคนรู้สึกถึงความผิดบาปที่เพิ่งก่อขึ้นเมื่อครู่เกือบจะล้ำเส้นจนกู้ไม่กลับ
พวกเรานั่งตัวแข็งทื่อในความสลัว ความรู้สึกผิดบาปฉีกทึ้งในอกอย่างรุนแรง หัวใจเต้นระทึกอย่างสั่นสะท้านกับเวลาที่กำลังนับถอยหลังสิบนาทีที่แฟนหนุ่มของเธอ—และเพื่อนสนิทของผม—กำลังจะเปิดประตูห้องเข้ามา...