แดดบ่ายแผดเผาจนเหงื่อไหลท่วมตัว เฟยหลงแบกน้ำหนักของคนเฝ้าก้นเหวไว้บนบ่าข้างหนึ่ง ขาทั้งสองข้างสั่นเทาทุกก้าวที่ย่ำผ่านพื้นดินขรุขระ ไข้ของผู้าุโยังไม่มีทีท่าจะลดลง ไอร้อนจากร่างกายแผ่ซ่านผ่านเสื้อผ้าจนรู้สึกได้ชัดแม้อากาศรอบตัวจะเริ่มเย็นลงตามเวลา
"อีกไม่ไกลแล้ว" ชิงหยวนพูดพลางหอบหายใจ เสียงแหบแห้งจากการเดินทางต่อเนื่องมาหลายชั่วโมงโดยแทบไม่ได้พัก "ข้าจำหมู่บ้านนี้ได้ลาง ๆ ผ่านทางนี้มาครั้งหนึ่งตอนตามหาเ้า"
เสียงกิ่งไม้หักดังขึ้นจากพุ่มไม้ข้างทางกะทันหัน ทั้งสองชะงักฝีเท้าทันที มือของชิงหยวนเอื้อมไปที่ด้ามกระบี่โดยสัญชาตญาณทั้งที่ปราณในร่างแทบไม่เหลือให้ใช้ป้องกันตัวได้อีก เฟยหลงกลั้นหายใจ ยืนบังร่างคนเฝ้าก้นเหวไว้ด้านหลังตัวเองอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง
หมูป่าตัวหนึ่งพุ่งออกมาจากพุ่มไม้แล้ววิ่งหนีไปอีกทาง ทั้งสองถอนหายใจโล่งอกพร้อมกัน แต่หัวใจที่เต้นรัวยังไม่คลายลงง่าย ๆ เฟยหลงรู้สึกขาที่อ่อนล้าอยู่แล้วยิ่งสั่นหนักขึ้นไปอีก ทว่าก็รีบสะบัดหัวไล่ความกลัวทิ้งแล้วก้าวต่อไปทันที ไม่มีเวลาให้หยุดพักนานกว่านี้
—
เฟยหลงไม่ตอบ เพียงกัดฟันก้าวต่อไป มือข้างหนึ่งยังคงกำถุงผ้าเก่าไว้แน่นในอกเสื้อ ทุกครั้งที่สะดุดหรือลื่นไถล เขาจะรีบใช้มืออีกข้างกดไว้กับหน้าอกโดยสัญชาตญาณ ราวกับกลัวว่าของชิ้นนั้นจะหลุดหายไปพร้อมกับความจริงที่ยังไม่ครบ
ระหว่างพักหายใจข้างลำธารเล็ก ๆ เขาแอบดึงถุงผ้าออกมาดูภายใต้แสงที่ลอดผ่านใบไม้ นิ้วสั่นเทาคลี่ปากถุงออกอย่างระมัดระวังที่สุด สิ่งที่อยู่ข้างในคือชิ้นหยกสีขาวขุ่นทรงครึ่งวงกลม ขอบด้านหนึ่งแตกหักไม่เรียบ ราวกับเคยเป็ส่วนหนึ่งของวัตถุที่ใหญ่กว่านี้ก่อนถูกแบ่งออกเป็สองส่วน บนผิวหยกมีลายเส้นแกะสลักเป็ครึ่งหนึ่งของตัวอักษรที่อ่านไม่ออกความหมาย เพราะอีกครึ่งขาดหายไปพร้อมกับเศษที่หักออก
—
"นี่คือ..." ชิงหยวนที่โน้มตัวมาดูด้วยความสนใจ อดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้น สายตาจับจ้องลวดลายบนหยกอย่างพยายามนึกทบทวน "ข้าเคยเห็นลวดลายแบบนี้ที่ไหนสักแห่ง...แต่นึกไม่ออกจริง ๆ ว่าที่ไหน"
"ท่านผู้าุโบอกว่ามีอีกครึ่งอยู่ที่ไหนสักแห่ง" เฟยหลงพูดเบา ๆ กำหยกไว้ในฝ่ามือแน่นขึ้น "แต่ยังไม่ทันบอกว่าอยู่ที่ไหน"
เขาพลิกหยกไปมาในมือ พยายามมองหาเบาะแสเพิ่มเติมจากรอยแตกหรือลวดลายที่เหลืออยู่ แต่ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าคำตอบยังห่างไกลเกินเอื้อม ราวกับตัวเองกำลังถือกุญแจดอกหนึ่งโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าประตูที่มันจะไขอยู่ที่ไหน
ทั้งสองเงียบไปครู่หนึ่ง มองไปที่ร่างซึ่งนอนสงบนิ่งอยู่บนพื้นหญ้าข้างลำธาร ใบหน้าซีดเผือดยังคงมีเหงื่อผุดขึ้นเต็มแม้จะหมดสติมาหลายชั่วโมงแล้ว เฟยหลงรีบเก็บหยกกลับเข้าถุงผ้าอย่างรวดเร็ว ราวกับกลัวว่าการจ้องมองมันนานเกินไปจะยิ่งทำให้เวลาที่เหลืออยู่ของผู้าุโหมดลงเร็วขึ้น
เขาก้มลงแนบหูใกล้จมูกของผู้าุโอีกครั้งเพื่อฟังจังหวะลมหายใจตามที่เคยฝึกมาตลอดหลายเดือนในหุบเหว ลมหายใจนั้นแ่เบาและถี่รัวผิดปกติ ไม่สม่ำเสมอเหมือนตอนที่ยังปกติดี เขากัดริมฝีปากแน่นแล้วรีบยกร่างขึ้นแบกบนบ่าอีกครั้งโดยไม่รอให้ตัวเองหายเหนื่อยดีเสียก่อน ทุกวินาทีที่เสียไปตอนนี้อาจหมายถึงชีวิตของคนที่เขาเริ่มนับว่าเป็ครอบครัว
—
เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ หลังคาเรือนไม้หลังแรกของหมู่บ้านก็ปรากฏขึ้นลาง ๆ ท่ามกลางแมกไม้ เฟยหลงรู้สึกเหมือนมีแรงกลับคืนมาในทันที เร่งฝีเท้าจนเกือบสะดุดหลายครั้ง
"หมอกู่อยู่ที่นี่" ชิงหยวนชี้ไปทางกระท่อมหลังเล็กปลายหมู่บ้าน ควันไฟลอยจางๆ จากปล่องเตาบ่งบอกว่ายังมีคนอาศัยอยู่ "ครั้งก่อนที่ข้ามาพักที่นี่ นางเคยรักษาแผลให้ข้าด้วยฝีมือที่ไม่ธรรมดาเลย"
พวกเขารีบมุ่งหน้าไปยังกระท่อมนั้นทันที เสียงเคาะประตูดังก้องท่ามกลางความเงียบของหมู่บ้านยามเย็น เฟยหลงรู้สึกทุกวินาทีที่รอคอยยาวนานราวกับชั่วโมง สายตาเหลือบมองใบหน้าซีดเผือดของผู้าุโที่พาดอยู่บนบ่าตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาวนาในใจให้ประตูเปิดออกเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็ไปได้
—
หญิงชราผมขาวโพลนเปิดประตูออกมาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความระแวง เมื่อเห็นร่างาเ็สาหัสบนบ่าของทั้งสอง สีหน้าจึงเปลี่ยนเป็ความตื่นตัวทันที
"เข้ามาเร็ว!" หมอกู่สั่งเสียงหนักแน่น ไม่ทันได้ถามคำถามใด ๆ เปิดทางให้ทั้งสองแบกร่างเข้าไปวางบนแคร่ไม้กลางห้อง มือที่เหี่ยวย่นเริ่มคลำชีพจรและเปิดผ้าพันแผลดูด้วยความชำนาญ
สีหน้าของนางเปลี่ยนไปทันทีที่เห็นสภาพแผล "พิษเข้าเืหนักมาก มาช้ากว่านี้อีกนิดเดียวก็สายเกินแก้แล้ว" นางพูดพลางควานหายาสมุนไพรจากชั้นวางอย่างรวดเร็ว "เ้าสองคนไปต้มน้ำร้อนให้ข้าเดี๋ยวนี้ อย่ามัวยืนดู"
นางเหลือบมองทั้งสองคนอย่างรวดเร็วก่อนหันกลับไปที่คนไข้ "แล้วพวกเ้าเป็ใครกัน ทำไมชายคนนี้ถึงาเ็สาหัสขนาดนี้" คำถามลอยออกมาระหว่างที่มือยังคงทำงานไม่หยุด น้ำเสียงไม่ได้ตั้งใจจะได้คำตอบทันที เพียงพูดเพื่อคลายความตึงเครียดของตัวเองมากกว่า
"เขาถูกทำร้ายระหว่างช่วยเหลือพวกเรา" เฟยหลงตอบเพียงสั้น ๆ ไม่กล้าเล่าเื่หออสูรราตรีให้คนแปลกหน้าฟังทั้งที่ใจอยากพูดความจริงทั้งหมดออกมาให้หมดเปลือก หมอกู่พยักหน้ารับรู้โดยไม่ซักไซ้ต่อ ราวกับเข้าใจดีว่าโลกยุทธ์มีความลับมากมายที่คนธรรมดาไม่ควรรู้เกินความจำเป็
—
เฟยหลงรีบทำตามคำสั่งทันที มือสั่นเทาด้วยความกังวลขณะก่อไฟใต้หม้อน้ำ ชิงหยวนช่วยฉีกผ้าสะอาดเตรียมไว้ข้าง ๆ ทั้งสองแอบมองไปที่หมอกู่ที่กำลังบดสมุนไพรผสมกับผงยาไม่หยุดมือ สีหน้าเคร่งเครียดไม่ต่างจากตอนที่ทั้งสองพยายามช่วยกันประคองชีวิตผู้าุโมาตลอดคืน
"นางจะไหวไหม" เฟยหลงถามเบา ๆ ด้วยเสียงสั่น
"ข้าก็ไม่รู้" ชิงหยวนตอบตรง ๆ ไม่ปิดบังความกังวลในน้ำเสียง "แต่นี่คือโอกาสที่ดีที่สุดที่เรามีแล้ว"
เฟยหลงมองไปที่มือของตัวเองที่ยังสั่นอยู่ไม่หยุด ก่อนหน้านี้ทั้งคืนเขาเผชิญกับความหวาดกลัวมามากมาย ั้แ่การซ่อนตัวในซอกหิน การเผชิญหน้ากับหัวหน้าหน่วยหออสูรราตรี ไปจนถึงคำสารภาพเื่พ่อแม่ตัวเอง แต่ไม่มีอะไรที่ทำให้เขารู้สึกไร้อำนาจเท่ากับตอนนี้ ตอนที่ทำได้เพียงยืนรอโดยไม่รู้ว่าชีวิตของคนสำคัญจะจบลงอย่างไร
—
หมอกู่ทาผงยาสีเข้มลงบนแผลก่อนพันผ้าใหม่อย่างรวดเร็วและแม่นยำ มือที่ดูเหี่ยวย่นกลับเคลื่อนไหวคล่องแคล่วราวกับทำเช่นนี้มานับพันครั้ง เสร็จแล้วนางบังคับให้คนเฝ้าก้นเหวกลืนยาน้ำสีดำขมข้นแม้จะหมดสติอยู่ก็ตาม ใช้ปลายนิ้วนวดคางเบา ๆ จนร่างกายกลืนยาลงคอโดยอัตโนมัติ
กลิ่นสมุนไพรฉุนแรงคละคลุ้งไปทั่วกระท่อมเล็ก ๆ ผสมกับกลิ่นเืและเหงื่อจนแทบสำลัก เฟยหลงนั่งเฝ้าอยู่ข้างแคร่ไม้โดยไม่ยอมขยับไปไหน มือหนึ่งกุมมือเย็นเยียบของผู้าุโไว้แน่น อีกมือลูบผ้าเช็ดหน้าผากที่ร้อนจัดซ้ำไปซ้ำมาราวกับการกระทำเล็ก ๆ นั้นจะช่วยอะไรได้บ้าง
"คืนนี้เป็คืนที่สำคัญที่สุด" หมอกู่พูดพลางนั่งลงเช็ดเหงื่อบนหน้าผากตัวเอง "ถ้าไข้ลดภายในสามชั่วยาม ก็มีโอกาสรอด แต่ถ้าไม่..."
นางไม่พูดต่อ เพียงส่ายหน้าเบา ๆ เฟยหลงรู้สึกลมหายใจของตัวเองแทบหยุดนิ่งไปกับคำพูดที่ทิ้งค้างไว้
ชิงหยวนวางมือลงบนไหล่เฟยหลงเบา ๆ ไม่พูดอะไร เพียงให้ความรู้สึกว่ายังมีคนอยู่เคียงข้างในยามที่คำปลอบใจใด ๆ ก็ไร้ความหมาย ทั้งสองนั่งเฝ้าดูอาการของผู้าุโต่อไปโดยไม่ละสายตา ทุกครั้งที่ริมฝีปากซีดขยับเล็กน้อยหรือลมหายใจสะดุด หัวใจของทั้งคู่จะกระตุกตามไปด้วยความหวาดหวั่น
—
ระหว่างที่เฟยหลงคุกเข่าเช็ดตัวลดไข้ให้ผู้าุโอย่างไม่ลดละ ถุงผ้าเก่าที่ซุกอยู่ในอกเสื้อหลุดออกมาตกกระทบพื้นไม้เสียงดังเบา ๆ ชิ้นหยกครึ่งวงกลมกลิ้งออกมาจากปากถุงที่หลวมจนสุดสายตาของหมอกู่ที่นั่งอยู่ไม่ไกล
หญิงชราเอื้อมมือหยิบชิ้นหยกขึ้นดูด้วยความอยากรู้เจือความเป็ห่วง แต่ทันทีที่แสงตะเกียงกระทบผิวหยกจนเห็นลวดลายแกะสลักชัดเจน สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มือที่ถือหยกเริ่มสั่นเทา ดวงตาเบิกกว้างราวกับเห็นผี
"เ้า...เ้าได้ของชิ้นนี้มาจากไหนกัน" หมอกู่ถามเสียงสั่นเครือ สายตาเปลี่ยนจากความอยากรู้ไปเป็ความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด กำหยกไว้ในมือแน่นราวกับไม่กล้าปล่อยแต่ก็ไม่กล้าถือไว้นาน
เฟยหลงรีบลุกขึ้นเดินเข้าไปหา สีหน้าเต็มไปด้วยความใไม่แพ้กัน "ท่านรู้จักของชิ้นนี้หรือ" เขาถามพลางเอื้อมมือขอรับหยกคืนอย่างระมัดระวัง "มันเป็ของพ่อข้า...ท่านผู้าุโเพิ่งยกให้ข้าเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน"
หมอกู่วางหยกลงบนฝ่ามือเฟยหลงอย่างรีบร้อนราวกับััมันนานไปอีกวินาทีเดียวก็ไม่ไหว มือของนางยังสั่นอยู่ไม่หยุด สายตาเหลือบไปมองประตูกระท่อมที่ปิดสนิทราวกับกลัวว่าจะมีใครได้ยินบทสนทนานี้ "ข้าไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นลวดลายนี้อีกในชีวิตนี้" นางกระซิบเบา ๆ "เ้าเด็กหนุ่ม เ้ารู้หรือเปล่าว่าเ้ากำลังพกอะไรติดตัวอยู่"
เฟยหลงส่ายหน้าช้า ๆ หัวใจเต้นแรงจนแทบะเิ ชิงหยวนที่ยืนอยู่ไม่ไกลก็เงียบไปทั้งตัว จับตาดูปฏิกิริยาของหญิงชราอย่างไม่กะพริบตา รอฟังคำตอบที่อาจไขปริศนาที่ค้างคาใจมาตลอดทั้งคืน ความเงียบในกระท่อมหนักอึ้งจนได้ยินเสียงไฟในเตาแตกปะทุเบา ๆ ราวกับแม้แต่เปลวไฟก็กำลังรอฟังคำตอบไปพร้อมกับพวกเขา
หมอกู่อ้าปากจะอธิบายต่อ แต่ในจังหวะนั้นเฟยหลงที่คุกเข่าอยู่นานเกินไปจนขาชาเผลอเซถลาไปข้างหน้าโดยไม่ทันตั้งตัว หญิงชรารีบยื่นมือออกจับข้อมือเขาไว้ด้วยสัญชาตญาณของหมอที่คุ้นเคยกับการพยุงคนไข้มานับไม่ถ้วน
ทันทีที่ปลายนิ้วของหมอกู่ััข้อมือเฟยหลง สีหน้าของนางที่เพิ่งเต็มไปด้วยความหวาดกลัวเื่ชิ้นหยกเมื่อครู่ก็เปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่งโดยสิ้นเชิง ดวงตาเบิกกว้างขึ้นอย่างไม่เชื่อสิ่งที่ปลายนิ้วััได้ นิ้วมือที่จับอยู่กลับกดแน่นขึ้นแทนที่จะปล่อย ราวกับ้ายืนยันกับตัวเองซ้ำอีกครั้งว่าไม่ได้รู้สึกผิดไป
"เ้า..." หมอกู่เอ่ยขึ้นเสียงสั่นเครือ ไม่ใช่น้ำเสียงหวาดกลัวเหมือนตอนเห็นหยก แต่เป็ความตกตะลึงปนงุนงงที่ลึกกว่านั้นมาก สายตาของนางไม่ละไปจากข้อมือที่จับอยู่แม้แต่วินาทีเดียว
เฟยหลงชะงักไปทั้งตัว ไม่แน่ใจว่าตัวเองทำอะไรผิดหรือเปล่า "ท่านเป็อะไรไปหรือ"
หมอกู่ไม่ตอบทันที เพียงหลับตาลงครู่หนึ่งราวกับกำลังทบทวนสิ่งที่ััได้อีกครั้งให้แน่ใจ เมื่อลืมตาขึ้นมาใหม่ แววตานั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจากที่เคยเห็นตลอดทั้งคืน ราวกับกำลังมองเห็นบางอย่างในตัวเฟยหลงที่ไม่มีใครเคยมองเห็นมาก่อน
"เ้าหนุ่ม...เ้าเป็ใคร" นางเอ่ยอีกครั้ง เสียงแ่ลงจนแทบเป็กระซิบ นิ้วที่จับข้อมือยังไม่ยอมปล่อย