
บทนำ
“เป็ยังไงบ้างคะคุณย่าหอมทำออกมาใช้ได้ไหมคะ” เธอถามพร้อมกับยกขนมไทยมงคลเก้าชนิดออกมาวางไว้ตรงหน้าคุณย่า
ซึ่งได้แก่ จ่ามงกุฎขนมชั้น ลูกชุบ ทองเอก ฝอยทอง ทองหยอด เสน่ห์จันทร์ เม็ดขนุนและทองหยิบซึ่งขนมไทยทั้งหมดนี้ล้วนแต่มีความหมายที่ดี
อีกอย่างคุณย่าของเธอก็เป็คนที่อนุรักษ์วัฒนธรรมไทยคนหนึ่งโดยเฉพาะทางเื่ของของคาวของหวานตามแบบฉบับชาววัง
ก็นะ ในตอนที่สาวๆคุณย่าของเธอนั้นเป็เชฟอาหารไทยคาวหวานที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งพออายุมากขึ้นก็เกษียณตัวเองออกมาใช้ชีวิตบั้นปลายกลับลูกหลาน
“หน้าตาสวยงามใช้ได้ส่วนรสชาติต้องลองชิมดูก่อน” พร้อมกับชิมขนมมงคลจนครบทุกอย่างซึ่งเธอก็มีสีหน้าที่ลุ้นไม่ขาด
“อร่อย กลมกล่อมรสชาติใกล้เคียงกับต้นตำรับไทยแท้ทีเดียว”
“ขอบคุณค่ะคุณย่า”
เธอก้มไหว้ที่ตักแล้วซบศีรษะลงบนตักของคุณย่า และมีมือเหี่ยวย่นลูบศีรษะของเธออย่างเอ็นดู
และไม่ใช่แค่ของคาวหวานเท่านั้นที่คุณย่าสอนเธอยังมีอาหารของจีนและยังมีอาหารทางฝั่งยุโรปด้วยและยังมีการสอนเธอปักผ้าเป็ลวดลายต่างๆสอนเธอเย็บชุดให้เป็ชุดที่สวยงามด้วยการเย็บด้วยมือ แต่ไม่ต่างจากการเย็บด้วยจักร
รวมๆแล้วเธอนั้นเป็หญิงไทยที่อ่อนหวานและเรียบร้อย งานบ้านงานเรือนไม่เป็รองใคร
แต่...
เธอมีพ่อเป็เ้าของโรงพยาบาลเอกชนที่มีหลายสาขามีบริษัทส่งออกเครื่องมือทางการแพทย์ มีแม่เป็เ้าของบริษัทเครื่องสำอางทั้งมีแบรนด์เป็ของตัวเองและแบรนด์อื่นๆที่้าใช้กรรมวิธีที่ทันสมัยของบริษัทของแม่เธอในการทำเครื่องสำอาง มีพี่สาวคนโตเป็ศัลยแพทย์ชื่อดังติดอันดับท็อปไฟล์ของประเทศ มีพี่ชายคนรองที่ทำงานกับเอฟบีไอ มีน้องสาวที่กำลังเรียนเป็เชฟตามรอยของคุณย่า
และเธอ...
ที่เรียนจบแพทย์มาแล้วสามปีและเพิ่งเรียนจบโทรบริหารมาไม่นาน จนตอนนี้อายุของเธอก็จะสามสิบเข้าไปแล้วแต่แฟนสักคนยังไม่เคยมี
ฐานะทางบ้านของเธอก็ร่ำรวยเข้าขั้นมหาเศรษฐีแต่พอคนเ่าั้ได้รู้ว่าพี่ชายคนเดียวของเธอทำงานกับเอฟบีไอก็ถอยหลังไปไม่กลับมาให้เธอเห็นแม้แต่เงา แม้เธอจะเหมือนกุลสตรีที่เพียบพร้อมแต่ทว่าพี่ชายของเธอกลับสอนศิลปะป้องกันตัวให้กับเอ พี่สาวและน้องสาว มีสอนยิ่งปืนสอนใช้มีดเป็อาวุธและสอนสู้มือเปล่า
สรุปเธอนั้นจะเป็ทั้งผู้บริหาร เป็ทั้งแพทย์และเป็หน่วยเอฟบีไอสามอาชีพภายในคนเดียว ชีวิตนี้ของเธอช่างคุ้มไม่มีใครคุ้มไปกว่าต้นหอมคนนี้อีกแล้ว
“คืนนี้เราจะงานวันเกิดมะปรางใช่ไหม”
“ใช่ค่ะคุณย่า”
“แล้วจะไปยังไงละ”
“แคทมารับค่ะ”
“อ่า ดีแล้วถ้าดื่มจนเมาก็ค้างที่บ้านมะปรางนั่นแหละ อย่าฝืนขับรถมันอันตราย”
“รับทราบค่ะ”
“จริงสิอีกสองเดือนก็จะเป็งานวันเกิดของเราแล้ว ย่ามีของขวัญจะให้เรา”
“ทำไมรีบให้ล่ะค่ะอีกตั้งสองเดือน”
“ย่าลงๆ ลืมๆ พอคิดออกก็อยากให้เลยอีกอย่าง...”
หญิงชราเงียบไปมือลูบศีรษะของหลานสาว
“เวลามันไม่แน่นอนย่ากลัวว่าถ้าไม่ให้ตอนนี้ จะไม่มีโอกาสได้ให้อีก”
“โถ่คุณย่าต้องอยู่กับหอมไปนานๆ เป็ร้อยปีอย่าพูดแบบนี้ซิคะ”
หญิงชราได้แต่ยิ้มลุกขึ้นแล้วเดินไปห้องนอนของตน ตามหลังมาด้วยหลานสาว
แต่หญิงชรารู้ว่าคนที่จะจากไปนั้นไม่ใช่ยายแก่อย่างตนแต่เป็หญิงสาวที่เดินตามหลังตนต่างหาก
เธอมองกล่องไม้ที่อยู่ในมือของคุณย่าที่เพิ่งเอาออกมาจากตู้เซฟมันเป็กล่องไม้ที่ค่อนข้างเก่าพอสมควรแล้วบนฝ่ากล่องยังสลักลวดลายของเปลวเพลิงและนกเอาไว้
“มันคืออะไรหรอคะ”เธอถามอย่างอยากรู้
“ป้ายหยก”
“ป้ายหยก...”คำตอบนั้นทำให้เธอมึน
แต่เมื่อคุณย่าเปิดฝ่ากล่องออกป้ายหยกที่อยู่ข้างในนั้นมันสวยงามมาก ตัวของป้ายหยกเป็หยกสีขาว สลักรูปนกเอาไว้ประดับด้วยพู่ห้อยสีม่วง แล้วมันยังให้ความรู้สึกที่เก่ามาก
เธอจับป้ายหยกนั้นขึ้นมาดูอย่างอดไม่ได้ทั้งมอง ทั้งพลิก แล้วด้านหลังของป้ายหยกก็มีการสลักอยู่ ซึ่งเป็ตัวอักษรจีน แน่นอนว่าคนที่เรียกภาษาจีนเพื่อการเจรจาต่อรองทางด้านธุรกิจอย่างเธอย่อมอ่านออก
“ไป๋อวี้ฟางเหนียง...”
ชื่อของคนสองคนที่เธอเอ่ยออกมามันทำให้ภายในใจของเธอรู้สึกแปลกๆ แต่เธอกลับคิดไม่ออกว่า มันแปลกยังไง
“ใคร...ใครหรอคะ”
“ย่าก็ไม่รู้หรอกย่ารู้เพียงแค่ว่าป้ายหยกนี้มันเป็ของหลาน”
“แต่ดูแล้วป้ายหยกนี้มันเก่ามากเลยนะคะ”
“ของเก่ามันย่อมรอให้เ้าของของมันกลับมามันเหมือนเดิม”
เธอกำลังจะพูดอะไรบางอย่างแต่คุณย่าก็เอ่ยขัดขึ้น
“ไปแต่งตัวได้แล้วไปนี้ก็จะเย็นมากแล้ว หลายต้องไปงานวันเกิดมะปรางนะ”
“ค่ะ”
เมื่อพูดหรือขัดอะไรไม่ได้เธอก็ได้แต่เก็บกล่องและป้ายหยก แล้วเดินกลับห้องของตัวเอง
หญิงชราได้แต่มองตามหลังของหลานสาวก่อนจะปล่อยให้น้ำตาไหลออกมา
และแล้ววันนี้ก็มาถึงวันที่ต้อนหอมจะต้องกลับไปยังที่ที่จากมาตนนั้นก็มีหน้าที่เพียงแค่สั่งสอนให้หญิงสาวเพียบพร้อมให้มากที่สุดเท่านั้น
แต่หญิงชราก็เลี้ยงดูหญิงสาวมาั้แ่เด็กความรักความผูกพันมันย่อมมี แต่จะให้ทำอย่างไรได้ เมื่อชะตาของต้นหอมได้ลิขิตมาอย่างนี้แล้ว
งานเลี้ยงแม้จะสนุกมากแค่ไหน ก็ย่อมต้องมีวันเลิกรา
“พวกฉันกลับก่อนนะ”
“จะไม่ค้างที่บ้านฉันจริงหรอ”มะปรางถามเพื่อทั้งสอง
“ไม่ล่ะฉันยังขับรถไหว แล้วบ้านของฉันกับต้นหอมก็อยู่ทางเดียวกัน”
“แต่ฉันเป็ห่วงพวกแก”
“ฉันไม่ได้เมาฉันไหว”
“เฮ้องั้นก็แล้วแต่พวกแก ขับรถระวังๆล่ะ แม้จะดึก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีรถ”
“เข้าใจๆมีความสุขมากๆนะ ฉันสองคนกลับละ” จากนั้นทั้งสามคนกอดกันแล้วเธอกับแคทก็ขึ้นรถ
เสียงของเพลงสากลที่เปิดคลออยู่ภายในรถทำให้หญิงสาวทั้งสองร้องคลอตามเบาๆ แต่ด้วยเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์เริ่มออกฤทธิ์จึงทำให้คนขับรถอย่างแคทมีอาการง่วง
แสงของไฟสว่างจ้าสาดเข้ามายังรถของเธอจึงทำให้เธอและแคทเบิกตากว้าง พลางคิดว่าคงไม่รอดแล้ว
“แคทระวัง...”
กรี๊ด~~~
แต่มันไม่ทันคนขับรถไม่สามารถหักพวงมาลัยหลบได้ จึงทำให้รถทั้งสองประสานงากัน
หลังจากนั้นเธอก็ไม่รับรู้สิ่งใดอีกนอกจากความรู้สึกของความเสียใจที่ยังไม่ได้ทดแทนบุญคุณของบุพการี
...หอมขอโทษ...
วูบ~~
เฮือก
เธอเร่งสุดเอาอากาศเข้าปอดลึกๆและเร็ว เมื่อเธอรู้สึกว่าหายใจไม่ออก และยังรู้สึกคอแห้ง จึงยกมือขึ้นลูบที่ลำคอ
“น้ำสักหน่อยไหม...”
เมื่อเห็นมือที่ยื่นถ้วยกระเบื้องเคลือบมาให้เธอก็รับมาดื่มอย่างไม่อิดออด พอดื่มเสร็จก็ยกแขนขึ้นเช็ดปากก่อนจะหยุดชะงักเมื่อคิดอะไรออก แล้วหันไปมอง
แล้วก็เห็นชายคนหนึ่งที่มีใบหน้าที่หล่อเหลาเข้าขั้นหล่อขั้นเทพ หล่อมากเสียจนทำให้ดาราตกงานได้อย่างง่ายๆ
แต่ว่า...ชุดที่ผู้ชายคนนี้ใส่มันคืออะไร
“คุณเป็คนจีนหรอ”
“ถ้าจะพูดให้ถูกข้าเป็เทพที่ชาวจีนนับถือ”
“เทพไม่ใช่แก่มีหนวดขาวหรอคะ”
“บ้ะ เ้านี้มันก็แค่รูปลักษณ์ที่มนุษย์จินตนาการขึ้นเอก ส่วนรูปลักษณ์ที่แท้จริงข้าหล่อเหลามากจน ปาร์คชานยอล เซียวจ้าน หวังอี้ป๋อต้องอายแล้วคนพวกนั้นก็เทียบไม่ได้แม้แต่ขี้เล็บของข้า”
เทพหลงตัวเอง
“ช่วยไม่ได้ก็เทพอย่างข้ามีดีให้หลง”
เธอเบิกตากว้างเพราะประโยคเมื่อครู่เธอแค่คิดภายในใจ
“เ้าคิดอะไรข้าย่อมรู้”
แล้วเธอก็หยุดคิดอย่างทันที
“ฉลาด”
“แล้วทำไมฉันมาอยู่ที่นี้ล่ะค่ะ”
“เ้ารู้หรือไม่ว่าเ้านั้นตายแล้ว”
พอนึกถึงเหตุการณ์ที่เธอถูกรถชนเธอก็รู้แล้วว่าโอกาสที่จะรอดนั้นมันไม่มีเลย เธอจึงพยักหน้าตอบ
“ความจริงแล้วดวงิญญาของเ้าควรอยู่ที่ภพนรก แต่เ้า...” ยกนิ้วขึ้นชี้ต้นหอม
“เป็ข้อยกเว้นของภพนรกและภพ์”
"ข้อยกเว้นยกเว้นยังไงหรอคะ” เธอถามอย่างสงสัย
“เ้าอยากฟังนิทานสักเื่หรือไม่”
เธอพยักหน้าตอบ
“เมื่อนานมาแล้วมีเทพธิดาผู้งดงามนางหนึ่งบนสรวง์ นางมีความซุกซนนางเป็เทพธิดาที่อยู่เฝ้าดูแลสวนดอกไม้และสวนสมุนไพรของ์ แม้นางจะซุกซนต่างนั้นมีจิตใจที่ดี ช่วยเหลือเหล่าเทพเซียนตลอด...
แต่อยู่มาวันหนึ่งบน์ได้จัดงานเลี้ยงขึ้น มีแขกหลายภพเข้าร่วมงานเลี้ยง ทั้งภพบาดาลภพนรกก็เข้าร่วมงานเลี้ยงนี้ด้วย...
วันนั้นพญามัจจุราชแห่งภพนรกก็เข้าร่วมงานเลี้ยงด้วยด้วยเพราะพญามัจจุราชไม่ชื่นชอบงานรื่นรมย์อย่างนั้นเท่าไหร่แต่ก็ต้องเข้าร่วมให้เป็พิธี พญามัจจุราชเดินออกจากงานเลี้ยง ตรงไปยังสวน์และได้พบกับเทพธิดาน้อยนางนั้นที่ดูแลสวน์อยู่...
ด้ายแดงไม่กำหนดหรอกนะว่าเนื้อคู่จะเป็คนดีหรือคนชั่วสูงหรือต่ำ แต่จะกำหนดด้วยความเหมาะสมของโชคชะตา ว่าทั้งสองมีบุพเพต้องกันหรือไม่”
“หมายความว่าเทพธิดานางนั้นและพญามัจจุราชรักกัน”
“ใช่ ทั้งสองรักกันแต่ไม่เป็ที่ยอมรับ”
“ทำไมละคะถ้าเขารักกันจากใจจริงและบริสุทธิ์ใจ ก็ควรสนับสนุนสิ”
“เพราะมันไม่เคยเกิดขึ้นแต่พอเกิดขึ้นก็ไม่ยอมรับ”
“จิตใจคับแคบจัง”
“ทั้งสองคนลักลอบเจอกันจนเทพธิดานางนั้นตั้งครรภ์ เื่ดังไปถึงหูขององค์เง็กเซียนฮ่องเต้พระองค์จึงสั่งลงโทษเทพธิดานางนั้น...
องค์เง็กเซียนฮ่องเต้ไม่อาจลงโทษนางหนักได้เพราะถ้านางตาย สวน์ก็จะตายไปด้วย เพราะนางคือหัวใจของสวน์...
พอนางคลอดนางก็ลอบส่งลูกน้อยไปให้กับพญามัจจุราชที่ภพนรกเพราะนางรู้ว่าเด็กที่มีสายเืเพียงครึ่งจะถูกรังแกหรือฆ่า...
แต่เหล่าแม่ทัพกับทหาร์กลับไม่ปล่อยให้เด็กคนนั้นรอดจึงตามไปฆ่าถึงภพนรกแต่พญามัจจุราชดึงเอาดวงิญญาของบุตรตนออกและส่งไปอยู่อีกภพหนึ่ง”
“แล้วหลังจากนั้นล่ะค่ะ”
“และเมื่อถึงเวลาก็จะกลับมายังที่ที่ควรอยู่”
“แต่ยังไม่รู้เลยว่าเด็กคนนั้นเป็ผู้ชายหรือผู้หญิง”
“สตรี...”
"คงน่ารักมาก”
“ใช่แล้วตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่เด็กคนนั้นจะต้องกลับมา กลับมาอยู่ในที่ที่ควรอยู่”
“แล้วหลังจากนั้นพญามัจจุราชและเทพคนนั้นเป็ยังไงหรอคะ”
“นรกถ้าขาดพญามัจจุราชผู้เป็ใหญ่ไปก็จะเสียสมดุล พระองค์ต้องอยู่ที่ภพนรกต่อแต่มีคำสั่งห้ามขึ้นไปบน์ส่วนเทพธิดาคนนั้นปิดสวน์ไม่ยอมให้ใครเข้าไปและไม่ยอมออกไปไหนแม้แต่องค์เง็กเซียนฮ่องเต้ก็ไม่ให้เข้าพบ
“สมน้ำหน้า”
“หึถึงจะถูกสอนมาอย่างเรียบร้อย แต่เ้าก็ยังมีความซุกซนเหมือนนาง”
“คะ ใครหรอค่ะ...”
“เหมือนเทพธิดานางนั้นอย่างไรเล่า”