บทที่ 10
ทางด้านโม่อวี้หรานตอนนี้กำลังง่วนอยู่กับการเอาตัวรอด หลังจากตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองมาโผล่ยังสถานที่ไม่คุ้นตา อีกทั้งรอบข้างยังไม่มีศิษย์น้องของเขาสักคน โม่อวี้หรานพลังปราณยังไม่ฟื้นคืน ร่างกายเปรียบเสมือนดอกผู่กงอิงเพียงแค่ต้องลมก็แทบจะยืนไม่อยู่ เดินได้ไม่กี่ก้าวก็เหนื่อยแทบขาดใจพึ่งจะมารับรู้ว่าการกลับไปเป็คนธรรมดามันรู้สึกไร้เรี่ยวแรงเช่นไรก็ครานี้แหละ
ั้แ่เป็ศิษย์ใต้อาณัติอาจารย์เขาก็ไม่เคยก้าวขาออกจากสำนักเลยสักครั้ง วิธีเอาตัวรอดของเขาแทบจะติดลบเก่งหน่อยก็คือการใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่ายเพราะมีอาจารย์เป็ต้นแบบ ก่อนหน้านี้เพียงแค่เขาชี้นิ้วก็มีคนจัดการให้
เขาสุขสบายมาแต่เด็กไหนเล่าจะเคยออกมานอนกลางดินกินกลางทรายเช่นนี้ ยังดีที่ที่เขาโผล่มาอยู่ไม่ไกลจากเมืองหนานจิ้งสักเท่าไหร่
หลังจากเข้าเมืองมาโม่อวี้หรานใช้พู่ทองที่คาดอยู่กับสายคาดเอวออกมาขายชายชราโรงจำนำมองเขาอย่างสงสัยเพราะสภาพของโม่อวี้หรานไม่ต่างจากสภาพของหลินเซียวตอนที่เข้าสำนักมาใหม่ๆเลยสักนิด
ถ้าไม่ติดว่าคุณภาพของผ้าที่สวมอยู่นั้นเป็แพรไหมชั้นดีคงจะโดนไล่ตะเพิดออกไปแล้ว
แต่ชายชราก็รับซื้อพู่ทองของโม่อวี้หรานแบบไม่ต่อสักคำเพราะเป็ของคุ้มภัยชั้นดีอย่างหาได้ยากในแถบนี้ แม้มีเงินก็หาซื้อไม่ได้แต่โม่อวี้หรานหาได้สนใจไม่เขากำลังตื่นตาตื่นใจกับหินอัญมณีิญญาที่ได้รับมาถุงใหญ่ตาลุกวาว
ที่นี่เขาไม่ใช้เงินตำลึงกันรึ โม่อวี้หรานคิดในใจ
โม่อวี้หรานพุ่งเข้าร้านขายเสื้อผ้าเป็อันดับแรกเพราะเขาทนกับสภาพตัวเองแทบไม่ไหวแล้วเหมือนกัน เฒ่าแก่เนี๊ยเห็นโม่อวี้หรานเดินเข้าร้านมาด้วยสภาพซอมซ่อจึงคิดออกปากไล่
แต่โม่อวี้หรานโยนถุงอัญมณีิญญาถุงใหญ่ลงตรงหน้าทำเอาทุกคนในร้านอ้าปากค้างไปตามๆกัน เห็นดังนั้นเฒ่าแก่เนี๊ยเอ่ยประจบโม่อวี้หรานไม่ขาดปาก เรียกคุณชายอย่างนั้นคุณชายอย่างนี้
หลังจากเปลี่ยนชุดแล้วโม่อวี้หรานในคราบเทพเซียนตัวน้อยก็กลับมาอีกครั้ง ใบหน้าขาวนวลตอนนี้ออกจะซีดไปสักนิดเพราะสูญเสียพลังปราณแต่ก็ไม่ได้ทำให้โม่อวี้หรานราศีตกเลยสักนิดแม้มองดูแล้วจะชวนให้ความรู้สึกเหมือนมองหญิงสาวแรกรุ่นแต่เสียงที่กำลังจะแตกหนุ่มทำให้ยังพอแยกออกว่าเป็เพียงหนุ่มน้อยหน้าหวานเท่านั้น หาใช่หญิงสาวไม่
โม่อวี้หรานเดินเข้าโรงเตี๊ยมหาที่นั่งได้ถามเสี่ยวเอ้อร์อย่างซื่อๆว่าสำนักเทียนซินอยู่ที่ใด จะเดินทางไปได้อย่างไร แต่เสี่ยวเอ้อร์ที่เข้าใจว่าสำนักเทียนซินที่โม่อวี้หรานหมายถึงคือสำนักเทียนซินที่เมืองเต้าเฟิง หลังจากที่สนทนาราวกับไก่คุยกับเป็ดอยู่นานสองนานเสี่ยวเอ้อร์ก็แนะนำให้โม่อวี้หรานรออีกสามเดือนสำนักเทียนซินจะเปิดรับศิษย์
หา? อาจารย์ทราบหรือไม่ว่าพวกเขาหายออกจากสำนักแล้วใยถึงประกาศจะรับศิษย์เล่า โม่อวี้หรานใคร่ครวญ
โม่อวี้หรานรู้เพียงแค่ว่าสำนักเทียนซินมีอยู่จริงแต่ห่างไกลจากเมืองที่เขาอยู่มากนักเสี่ยวเอ้อร์บอกให้เขารอไปก่อนอีกสามเดือนค่ายกลเคลื่อนย้ายถึงจะเปิดตอนนั้นค่อยเดินทางไปสำนักเทียนซินก็ไม่สาย
ระหว่างนั้นโม่อวี้หรานจึงวางใจเื่กลับบ้านได้แล้ว ห่วงก็แต่พวกศิษย์น้องของเขาและเขาจะทำอย่างไรดีให้ตัวเองมีอยู่มีกินไปจนถึงวันที่ค่ายกลเปิด
โม่อวี้หรานนอนมือก่ายหน้าผากนอนพลิกซ้ายพลิกขวาคิดอย่างไรก็คิดไม่ตก แม้ตัวเขาจะมีของวิเศษณ์ติดตัวมากมายแต่หากนำไปขายหมดแล้วเขาจะมีทางหนีทีไล่อย่างไรเมื่อตกอยู่ในอันตราย ยิ่งตอนนี้พลังปราณของเขาก็ขึ้นๆลงๆตอนกลางคืนแม้จะกลับมาไหลเวียนปกติเต็มเส้นชีพจรแต่พอรุ่งสางพลังก็หายวับไปเหมือนโดนสูบออกจากร่าง โม่อวี้หรานปลงตก
ข้ายังพอมีของมีค่าติดตัวแล้วเ้าพวกยาจกที่พกแต่กระบี่เก่าๆพวกนั้นล่ะ ไม่อดตายแล้วหรือ
ยิ่งคิดยิ่งเครียดโม่อวี้หรานปิดเปลือกตาหลับไปทั้งอย่างนั้น
ทางด้านยาจกทั้งหลายที่โม่อวี้หรานกำลังคิดเป็ห่วงนั้นตอนนี้กำลังสวาปามอาหารรสเริสอยู่ในจวนเ้าเมืองหนานจิ้ง โหย่วจิ่ง มู่ไป๋และหลินหลี่ถิงตื่นมาพบว่าตัวเองนอนกองกันอยู่ก้นหลุมดักสัตว์
พวกเขาหลังจากโทษฟ้าโทษฝนโทษโหย่วจิ่งผู้ทำให้พวกเขามาโผล่ที่นี่โดนทึ้งหัวไปแล้วหลายรอบ พลังปราณพวกเขาไม่สามารถะโจนถึงปากหลุมได้จึงได้แต่นั่งจับเจ่าอยู่อย่างนั้น
รุ่งสางมีเสียงเอะอะอยู่ปากหลุมก่อนเชือกเส้นใหญ่จะถูกโยนลงมา
"จับไว้"
โหย่วจิ่งรีบเอาเชือกมามัดพวกเขาสามคนติดกันไว้ทันที
"ดึงขึ้นไปเลยพี่ชาย" หลินหลี่ถิงร้องเสียงแหลมระคนดีใจ
หลังจากโผล่ขึ้นมาถึงปากหลุมทั้งสามแทบจะเข่าอ่อนล้มลง รอบกายพวกเขาทหารร่างใหญ่วัยฉกรรจ์หลายสิบคนกำลังแบกหามศพสัตว์ป่าไว้บนหลังเืไหลจากปากแผลอาบตัวทหารพวกนั้นส่งผลให้ดูน่ากลัวเหมือนปีศาจแบกศพอย่างไรอย่างนั้น
"เด็กน้อยพวกเ้ามาจากที่ใด" ชายหนุ่มหนึ่งเดียวที่สภาพดูดีที่สุดในกลุ่มเอ่ยถามเด็กน้อยทั้งสาม พิจารณาเด็กน้อยทั้งสามในใจดูจากเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวมใส่แล้วเป็ของดีคุณภาพสูงแถมยังร่ายอาคมป้องกันไว้อีกด้วยกระบี่บนหลังแม้จะเลอะโคลนไปบ้างแต่ว่าดูแล้วล้ำค่าไม่น้อย คงเป็ศิษย์จากสำนักใหญ่สักที่กระมัง
"พวกเราเป็ศิษย์สำนักเทียนซินขอรับ" มู่ไป๋ก้าวออกมาด้านหน้าศิษย์น้องทั้งสองของเขาประสานมือคาราวะตอบคำถามชายหนุ่ม
สิ้นคำทหารเ่าั้ส่งเสียงเซ็งแซ่สำนักเทียนซินเป็สำนักอันดับหนึ่งในต้าเว่ยซึ่งห่างไกลจากหนานจิ้งมากพวกเขามาโผล่ที่นี่ได้อย่างไร
ดูแล้วเหมือนจะไม่ได้โกหกเพราะคนทราบจริงๆจะรู้ทันทีที่เห็นชุดของพวกเขาตราสำนักเทียนซินปักไว้ตรงอกสีดำเข้มของตรานั้นบ่งบอกว่าเป็ถึงศิษย์เอกเ้าสำนักเลยด้วยซ้ำ ป้ายห้อยตรงเอวยังเป็ป้ายหยกชั้นดีบ่งบอกสถานะของพวกเขาได้ชัดเจน
"สิกพี่โหย่วทำให้พวกเราถูกดูดมาโผล่ที่นี่" หลินหลี่ถิงโผล่หน้ามาจากหลังมู่ไป๋เอ่ยเสริม
"ก็ข้าไม่รู้นี่ว่านั่นคือวิชาค่ายกลเคลื่อนย้าย" โหย่วจิ่งเถียงหน้าดำหน้าแดง
ชายหนุ่มเลิกคิ้วสูงก่อนจะพิจารณาเด็กน้อยทั้งสามที่กำลังทะเลาะกันอยู่พลังปราณที่ไหลเวียนแม้จะไม่มากแต่ก็เข้มข้นจึงเชื่อคำพูดของอีกฝ่ายก่อนจะเอ่ยชวนให้พวกเขาไปพักอยู่ที่จวนเขาก่อน
"ขอบคุณท่านมากขอรับ ผู้าุโ" มู่ไป๋ก้มหัวกล่าวขอบคุณก่อนจะกดหัวศิษย์น้องที่ไม่รู้ความของเขาให้ทำตาม
"เรียกข้าว่าจางเลี่ย เป็เ้าเมืองหนานจิ้ง" ชายหนุ่มปากกระตุกกับคำว่าผู้าุโ นี่ข้าดูแก่ชราขนาดนั้นเลยรึ
"จางเกอเกอ*" หลินหลี่ถิงร้องรับเสียงดัง จางเลี่ยพอใจยิ้มจนปากแทบฉีกถึงหูอุ้มหลินหลี่ถิงขึ้น
"เด็กดีรู้ความยิ่งนัก พี่ชายจะพาเ้าไปกินของอร่อย" จางเลี่ยพยักหน้าให้เหล่าทหาร พลันสะกิดปลายเท้าะโขึ้นบนกระบี่สีเงินแวววาวก่อนจะพุ่งไปยังทิศทางเมืองหนานจิ้ง
ทหารที่ว่างจากการแบกศพพวกนั้นหิ้วคอเสื้อมู่ไป๋กับโหย่วจิ่งขึ้นก่อนจะพาขี่กระบี่ตามเ้านายตนไป
ทั้งสองใตาลายอยากจะร้องไห้แต่ก็ไร้น้ำตา โหย่วจิ่งหลับตาปี๋ในใจภาวนาให้ถึงไวๆเพราะเขากลัวความสูงส่วนมู่ไป๋บัดนี้สลบไปแล้ว
ผ่านไปไม่ถึงชั่วยามก็มาถึงจวนเ้าเมืองภายนอกดูโอ่อ่าตระการตา แม้พวกเขาจะชินกับความหรูหราจากรสนิยมของอาจารย์ที่ตกแต่งสำนักเทียนซินอย่างสิ้นเปลือง แต่จวนเ้าเมืองแห่งนี้ดูมีสง่าราศีไม่น้อยแตกต่างจากสำนักของเขาที่เหมือนคลังเก็บล้ำค่าสิ่งของวางสะเปะสะปะไปทั่วไร้ความสุนทรีย์ยิ่งนัก
โครกกก ท้องของหลินหลี่ถิงส่งเสียงประท้วง จางเลี่ยจึงสั่งให้พ่อครัวจัดสำรับเลี้ยงเด็กน้อยเต็มที่ ทั้งสามกินเหมือนคนอดอยากปากแห้งจางเลี่ยยังอดตะลึงไม่ได้
เด็กน้อยสมัยนี้ ช่างกินเก่งดีแท้
จางเลี่ยมองดูกองจานที่ทับถมกันก่อนหน้าสาวใช้ได้ทยอยขนออกไปบ้างแล้วแต่ก็ยังคงสูงท่วมหัวอยู่อย่างนั้น
หลังจากมื้ออาหารจางเลี่ยจัดที่พักให้พวกเขาต้อนรับขับสู้อย่างดีเด็กน้อยที่ตอนนี้สุขกายสบายใจจนลืมไปแล้วว่าตัวเองได้สร้างเื่อะไรไว้
วันรุ่งขึ้นจางเลี่ยเรียกเด็กน้อยทั้งสามมาร่วมโต๊ะอาหารเช้าเพื่อจะสอบถามถึงความเป็มา พวกเขาตอนนี้ลืมสิ้นแล้วว่าตัวเองได้พลัดหลงกับโม่อวี้หรานและหลินเซียว
หลังจากสอบถามกันอยู่นานก็สรุปได้ว่าวิชาเคลื่อนย้ายกับหินแปลกๆส่งพวกเขามาถึงที่นี่ เด็กน้อยตอนนี้ใบ้กินไปหมดแล้ว เมื่อพบว่าที่ตัวเองอยู่ตอนนี้ไม่ใช่ที่ที่เคยอยู่ตอนนั้น!!!
“อะไรคือต้าเว่ย อะไรคือสำนักเทียนซินที่พวกเขารู้จักไม่ใช่สำนักเทียนซินที่เราเคยอยู่” โหย่วจิ่งกุมขมับ
“จะเป็ไปได้อย่างไรสำนักเทียนซินมีศิษย์แค่พวกเขาจะเป็สำนักอับดับหนึ่งแล้วอาจารย์ของพวกเรามาจากสำนักเทียนซินที่นี่ หรือว่าสำนักเทียนซินที่นั่นมีมาก่อนที่นี่”
“ว้ากกกกกกกก พวกท่านหุบปากสักที ข้างงไปหมดแล้ว” หลินหลี่ถิงใช้มือปิดปากศิษย์พี่ทั้งสองของเขา
“แล้วอย่างนี้เราเป็ศิษย์สำนักเทียนซินที่นั่นแล้วสำนักเทียนซินที่นี่จะนับเราว่าเป็ศิษย์หรือไม่” โหย่วจิ่งยิ่งคิดยิ่งสับสน
“จะนับว่าเป็ศิษย์ก็ได้เพราะตราของสำนักสีดำบนอกของพวกเ้าบ่งบอกถึงสถานะของพวกเ้าได้อย่างดี แม้ข้าจะอยู่ห่างไกลแต่ก็รู้ว่าคนที่มีตราสีดำอย่างพวกเ้ามีน้อยยิ่งนัก” จางเลี่ยเอ่ยปากหลังจากฟังพวกเขาพูดวกไปวนมา
“จะเป็เช่นนั้นได้อย่างไร ในเมื่อสำนักเทียนซินนั่นไม่ใช่สำนักเทียนซินนี่” มู่ไป๋ยังไม่วางใจแม้จะชื่อเหมือนกันสัญลักษณ์เหมือนกันแต่ก็หาใช่สถานที่เดียวกันไม่
“หรืออาจารย์กับอาจารย์ปู่จะมาจากสำนักเทียนซินนี่ แล้วไปตั้งสำนักเทียนซินนั่น” โหย่วจิ่งลูบคางวิเคราะห์
“ข้าขอทราบชื่อเสียงเรียงนามอาจารย์กับอาจารย์ปู่ของพวกเ้าได้หรือไม่” จางเลี่ยถามอย่างสงสัย เพราะจากสถานะของเด็กน้อยพวกนี้ อาจารย์พวกเขาต้องหาใช่คนไร้ชื่อแน่
“อาจารย์ข้าน้อยแซ่หลินนามว่าโม่ส่วนอาจารย์ปู่มีนามว่าหลินเหวินเจ๋อขอรับ” มู่ไป๋ตอบคำถามจางเลี่ย
เพล้งงงง ถ้วยชาในมือจางเลี่ยตกพื้นมือไม้ของเขาแทบสิ้นแรงเมื่อได้ยินสองชื่อนั้นกับหูอีกครั้ง
“ปรมาจารย์หลินกับบรรพจารย์เหวินเจ๋อเป็อาจารย์กับอาจาร์ปู่ของพวกเ้ารึ คงไม่ได้ล้อข้าเล่นกระมัง” จางเลี่ยลุกขึ้นเขย่าไหล่โหย่วจิ่งระคนตื่นเต้น
“แอ่กกก ทะ ท่านแปลกใจอันใดรึ”โหย่วจิ่งหัวสั่นหัวคลอน
มู่ไป๋กับหลินหลี่ถิงทำหน้างงมองจางเลี่ยในตาฉายแววสงสัยเต็มที่ ท่านเล่ามาเดี๋ยวนี้ๆๆ
“พวกเ้าไม่ทราบอะไรเลยงั้นรึ” จางเลี่ยเลิกคิ้วมองเด็กน้อยอย่างอึ้งๆ
“พวกข้าต้องทราบอะไรหรือขอรับ”โหย่วจิ่งตอบอย่างงงๆ
สามเด็กหนึ่งผู้ใหญ่จึงทำหน้างงจ้องตากันอยู่อย่างนั้น
จางเลี่ยตัดสินใจที่จะไม่บอกพวกเขาไปถามจากปากอาจารย์เองเด็กน้อยถูกทำให้ค้างคาใจทำหน้าหงิกหน้างอ เหมือนพวกเขาจะลืมอีกแล้วว่าโม่อวี้หรานกับหลินเซียวอาจจะตกระกำลำบากอยู่ที่ใดสักที่ แต่ก็นั่นแหละสุขสบายใจจนลืมตัวใครลำบากก็เื่ของเขา
หลังจากจางเลี่ยรับรู้ถึงสถานะเด็กน้อยทั้งสามว่าสำคัญเพียงใดก็ยิ่งเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดีไม่ให้ขาดตกบกพร่องเลยสักอย่าง อยู่จวนเ้าเมืองมาเกือบสองเดือนแล้วจากเด็กน้อยตัวจ้อยบัดนี้กลายร่างเป็หมูตัวเขื่องสามตัวไปเรียบร้อย
พวกเขาคุยกันไว้ว่าอีกเดือนเศษสำนักเทียนซินนี่จะรับศิษย์ให้พวกเขาไปแสดงตัวแม้ว่าจะเป็ศิษย์ของสำนักเทียนซินนั่น อาจจะมาจากต้นกำเนิดเดียวกันก็ได้ เพราะวิชากระบี่ที่เด็กน้อยร่ายรำให้จางเลี่ยดูเขาก็ยืนยันว่าสำนักเทียนซินนี่ก็มีวิชาเช่นนี้เหมือนกัน
อีกสิบวันก่อนจะค่ายกลเคลื่อนย้ายจะเปิดจางเลี่ยเรียกพวกเขาทั้งสามไปพบให้ไปเตรียมตัวออกไปซื้อของเผื่อไว้เพราะเขาไม่ได้เดินทางไปด้วยกลัวเด็กน้อยจะขาดเหลือจึงคิดไว้เผื่อหมดแล้ว ส่งถุงเฉียนคุณข้างในมีอัญมณีิญญามากขนาดไหนไม่ทราบได้ แต่มองไปแทบไม่เห็นก้นถุง
เด็กน้อยดี๊ด๊าออกไปข้างนอกแต่เช้าจนดึกดื่นเที่ยงคืนยังไม่กลับมา พวกเขาไม่เอาองครักษ์ที่จางเลี่ยจัดไว้ให้ตามไปด้วยไม่รู้จะเกิดเื่อะไรหรือไม่ จางเลี่ยร้อนใจจึงออกไปตามด้วยตัวเองก่อนจะพบเื่น่าปวดหัวที่ทำให้เขาแทบอยากจะกัดลิ้นตัวเองตายตรงนั้นซ่ะให้รู้แล้วรู้รอด -.-