จินเยว่จำได้แล้ว บรรยากาศเมื่อตอนค่ำ ที่ท่านพ่อกลับจากชายแดนเพื่อร่วมพิธีทดสอบพลังของนาง
ในยุคนี้เด็กทุกคน เมื่ออายุครบสิบปีทุกคนต้องเข้าพิธีทดสอบพลัง
โดยแต่ละตระกูลจะมีอัญมณีที่ทำหน้าที่ ตรวจสอบว่าเด็กในตระกูลของตนในแต่ละรุ่น มีพลังอยู่ในระดับใด
จวนแม่ทัพ ได้เชิญแเื่มากมาย มาร่วมเป็สักขีพยานในการทดสอบพลังของจินเยว่ในครั้งนี้
เพราะนางคือบุตรสาวเพียงคนเดียวของท่านแม่ทัพจินหยางผู้ยิ่งใหญ่
จินเยว่รูปร่างหน้าตา สวยงามหมดจด แม้ตอนนี้จะมีอายุแค่สิบปีก็ตาม
แต่เค้าลางของความงาม ทุกคนต่างมองเห็นในตัวของจินเยว่
กิริยามารยาท ที่ได้รับการอบรมปลูกฝัง ดั่งคุณหนูตระกูลใหญ่ ไม่มีใครเทียบเคียงได้
“ท่านแม่ทัพ คุณหนูจินเยว่อย่างต่ำ ต้องขั้นน้ำเงินอย่างแน่นอน”
แเื่ที่เป็เพื่อนสนิทของแม่ทัพจินหยาง ต่างก็คิดเช่นเดียวกัน
จินเยว่เป็ถึงบุตรสาวของแม่ทัพใหญ่จะมีพลังน้อยหน้าคนอื่นได้อย่างไร
“ถ้าเป็เช่นนั้นก็ดี” แม่ทัพจินหยางหัวเราะชอบใจ คิดว่าจินเยว่จะต้องเหมือนกับพี่ชายของนางแน่นอน
ตอนนั้นจินเฉิงทดสอบพลังครั้งแรก ก็ได้พลังเริ่มต้นที่สีน้ำเงินเข้ม
เกิดเป็เสียงโจษจันไปทั่วเมืองหลวง ทำให้ท่านแม่ทัพภูมิใจในตัวบุตรชายมาก
ในครั้งนี้เขาคิดว่าบุตรสาวของจวนแม่ทัพ ต้องมีความพิเศษไม่ต่างจากพี่ชายของนาง
ในพิธี เมื่อคุณหนูจินเยว่ของจวนแม่ทัพ วางมือลงไปบนอัญมณี กลับไม่เกิดแสงสีใดขึ้นเลย
ผู้คนในงานเงียบกริบ และเพียงไม่นาน ต่างพากันทยอยขอตัวออกจากงานฉลองไป
จนเหลือแค่เพียงคนในจวนเท่านั้น
เนี่ยฟาง ท่านแม่ของจินเยว่ ถึงกับเป็ลมหมดสติทันที ที่รู้ว่าจินเยว่เป็คนที่ไม่สามารถฝึกตนได้
ตอนนี้ผู้คนที่มาร่วมพิธีทดสอบพลังของจินเยว่ คงพูดปากต่อปากไปแล้ว ว่าจินเยว่เป็คุณหนูผู้ไร้ค่าไปแล้ว
เพราะแม้แต่สาวใช้ยังมีพลังสีม่วงขั้นต่ำสุด แต่คุณหนูของจวนตระกูลแม่ทัพ กลับไม่มีความสามารถใดเลย
>>>
จินเยว่ในตอนนี้ แม้มีพลังแล้ว ก็ต้องฝึกฝนด้วยตนเอง ไม่มีใครชี้แนะ
นางนั่งลงท่ามกลางซากศพของคนในครอบครัว เพื่อเดินพลังจิต
ในเวลากลางคืนที่เงียบสงัด พลังที่จินเยว่พยายามบังคับให้ไหลวนในร่าง
นางใช้พลังจิตควบคุมพลังสีม่วง ที่ตอนนี้เปลี่ยนเป็ขั้นกลาง และกำลังจะกลายเป็สีม่วงขั้นสุด
ร่างของจินเยว่ มีพลังสีม่วงเข้มล้อมรอบ ใบหน้าของนางมีเหงื่อไหลซึมออกมาตลอดเวลา
แต่พลังของนางก็ะเิขึ้นอีกครั้ง เข้าสู่พลังสีน้ำเงินอ่อน กลาง และเข้ม
ขณะที่กำลังเดินพลังอยู่นั้น มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“มีใครอยู่บ้าง เหตุใดจึงปิดประตู แล้วคนเฝ้าประตูจวนหายไปไหนกันหมด”
เสียงเรียกที่กลายเป็บ่นพึมพำ ทำให้จินเยว่ออกจากการทำสมาธิ และพยายามควบคุมพลังที่ยังไหลเวียนในร่าง
ดวงตาของนาง กลายเป็สีน้ำเงินเข้ม เมื่อควบคุมพลังได้แล้ว สีตาจึงกลับมาเป็สีดำดังเดิม
จินเยว่เดินไปเปิดสลักประตู ทันทีที่ประตูเปิดออกจินเฉิงต้องใกับสภาพของน้องสาวอย่างจินเยว่
“จินเยว่เ้าเป็อะไรไป เหตุใดเนื้อตัวเ้ามีแต่กลิ่นคาวเืเช่นนี้”
จินเยว่พุ่งเข้าสู่อ้อมกอดของพี่ชายในทันที
“พี่ใหญ่ ทุกคนตายหมดแล้วเ้าค่ะ” น้ำเสียงที่โศกเศร้าและน้ำตาเม็ดโตที่ไหลรินจากดวงหน้าเล็ก ๆ ของจินเยว่
ทำให้จินเฉิง ตัวแข็งขึ้นมาทันที ทุกคนตายหมดคืออะไรกัน จินเยว่น้องสาวของเขากำลังพูดเื่อะไร
เกิดอะไรขึ้น จินเฉิงมึนงงกับคำพูดของน้องสาว จินเยว่กำลังพูดเื่อะไรกัน
เมื่อจินเฉิง มองเข้าไปภายในจวน ก็ต้องชะงักตัวแข็งทื่อกับศพผู้คนในจวนที่นอนตายเกลื่อนกลาด
จินเฉิงปล่อยจินเยว่ แล้วเดินเซ เหมือนคนเสียการทรงตัว เข้าไปภายในจวน
“เกิดอะไรขึ้น มันเกิดขึ้นได้อย่างไร” จินเฉิงคุกเข่าร้องไห้ตรงหน้าศพของแม่ทัพจินหยาง
“จินเยว่เกิดอะไรขึ้นกับท่านพ่อ” จินเฉิงก้มหน้า น้ำตาของเขาหยดลงพื้น หยดแล้วหยดเล่า เมื่อจินเยว่เล่าเื่ราวทุกอย่างให้ฟัง
“ท่านแม่ล่ะ” จินเฉิงลุกพรวดขึ้นมาทันที เขาหันมามองจินเยว่ แล้ววิ่งเข้าไปในห้องของท่านพ่อท่านแม่
สองคนพี่น้องได้แต่ยืนตะลึงกับสภาพศพของท่านแม่ ที่นอนอยู่บนเตียงแล้วมีดาบปักอยู่บนอก
“ฮือ ๆ ๆ” ในยามนี้จวนแม่ทัพ มีแค่เสียงร่ำให้ของสองคนพี่น้อง ท่ามกลางซากศพของคนที่รัก
เมื่อเวลาผ่านไป สองคนพี่น้องร้องให้จนเสียงแหบแห้ง ดวงตาบวมเป่ง แทบลืมไม่ขึ้น
>>>
“จินเยว่ ั้แ่ตอนค่ำ เ้าได้กินอะไรหรือยัง” จินเยว่ส่ายหน้า จินเฉิงยิ่งกอดน้องแน่นขึ้น
“ถ้าอย่างนั้นเราไปหาอะไรกินในครัวกันเถอะ แล้วค่อยมาคิดกันอีกทีว่าพวกเราจะทำอย่างไรกันต่อ”
จินเฉิงจูงมือของน้องสาวเดินไปที่ครัวด้านหลังจวน ยังดีที่ในส่วนครัวด้านหลังไม่พบศพใครเลย
คงเพราะตอนนั้นทุกคนยังอยู่ในพิธี สาวใช้ในครัวคงกำลังพากันยกอาหารไปด้านหน้ากันหมด
“ดียิ่ง เ้าดูซิจินเยว่เรายังมีอาหารเหลือให้กิน เรากินกันเถอะ” จินเยว่ทำตามคำของจินเฉิงอย่างว่าง่าย
ตอนนี้จินเฉิงอายุสิบเจ็ดปีแล้ว เขากำลังจะเรียนจบจากสำนักศึกษาด้วยคะแนนอันดับต้น ๆ
เขาตั้งใจว่าจะเข้ากองทัพเหมือนท่านพ่อ แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว
เขาคงต้องทำอะไรสักอย่าง เพื่อเลี้ยงชีพ และดูแลน้องสาวที่ไร้ความสามารถเช่นจินเยว่
สองพี่น้องพากันกินจนอิ่มท้อง จินเยว่จึงเอ่ยถามพี่ชาย ทำให้เขารู้สึกตัวจากการเหม่อลอยเมื่อครู่
“พี่ใหญ่ต่อไปเราจะทำอย่างไรกันดีเ้าคะ” จินเยว่ที่แม้ในชาติที่แล้วนางจะอายุมากกว่าตอนนี้
แต่ความเป็เด็กของนางในยุคนี้ ทำให้เปลี่ยนนิสัยเป็แบบผู้มากประสบการณ์ เหมือนยุคที่นางจากมาไม่ได้เลย
เหมือนว่าวัยเด็กของร่างนี้ครอบงำนางไปจนหมดสิ้น ยังดีที่ยังมีความคิด ความทรงจำและความสามารถของยุคก่อนติดตัวมาด้วย และนางยังรู้วิธีใช้มันอยู่
จินเฉิงมองหน้าน้องสาว ที่เอ่ยถามว่าหลังจากนี้เขาคิดจะทำอย่างไรต่อ
พลันได้ยินเสียงจากหน้าจวน สองพี่น้องจึงพากันวิ่งไปดูว่าใครที่มาในยามนี้
“จินเฉิง จินเยว่ ดียิ่งนักที่พวกเ้าไม่เป็อะไร”
ผู้ที่เอ่ยขึ้นด้วยความเป็ห่วง คือเสนาบดีฝ่ายขวาหวังเหล่ยสหายสนิทของท่านพ่อ
“พวกข้าไม่เป็ไร ท่านลุงโปรดวางใจ” จินเฉิงค้อมกายกล่าวอย่างนอบน้อม จินเยว่เห็นอย่างนั้นนางก็ทำตาม
ทำให้สีหน้าของเสนาบดีหวังเหล่ยดีขึ้น เขาบอกเด็กทั้งสองว่าเื่พิธีศพไม่ต้องห่วง เพราะเขาจะช่วยทุกอย่างจนกว่าจะเรียบร้อย
“เดี๋ยวลุงจะให้คน มาจัดการศพของครอบครัวเ้า แต่พวกเ้าไปพักที่จวนของลุงก่อนดีหรือไม่”
จินเยว่รีบตอบปฏิเสธ ก่อนที่พี่ชายของนางจะตอบตกลงไปอยู่ที่บ้านสหายของท่านพ่อเสียก่อน
แต่อาจเพราะพวกเรายังเด็ก จึงหาเหตุผลที่ดีไม่ได้
ทำให้ผู้ใหญ่อย่างเสนาบดีหวังเหล่ย บังคับพวกเราสองพี่น้องไปอยู่ที่จวนตระกูลหวัง
“ถ้าอย่างนั้น คืนนี้พวกเราขอเก็บข้าวของก่อน แล้วให้ท่านลุงส่งคนมารับพวกเรา่เช้า ก็ได้เ้าค่ะ”
เมื่อเห็นว่าอย่างไรแล้วเด็กสองคนนี้ ก็จะไปอยู่ที่จวนหวัง ในวันรุ่งขึ้นอยู่แล้ว
หวังเหล่ยจึงให้เวลาเด็กทั้งสองได้เก็บข้าวของอย่างที่พวกเขา้า
ส่วนตัวหวังเหล่ย เกณฑ์คนมาช่วยจัดการศพ เพื่อทำพิธีฝังที่สุสานบนเขาต่อไป
ยามนี้จวนตระกููลจินเงียบสงบ เมื่อคนของหวังเหล่ยขนศพออกไปหมดแล้ว
“พี่ใหญ่ ข้าไม่อยากไปอยู่จวนตระกูลหวัง ข้าอยากอยู่ที่จวนของเรา”
จินเฉิงที่เห็นสีหน้าของน้องสาวไม่มีความสุข เขาจึงเอ่ยปลอบ
“พี่ก็ไม่อยากไป แต่เพราะเรายังเป็เด็ก เราไม่มีอำนาจพอจะสู้กับผู้ใหญ่อย่างเขา ไม่เป็ไรนะ เ้ายังมีพี่”
จินเฉิงกอดจินเยว่ อย่างให้กำลังใจ สองคนพี่น้องร่ำไห้อีกครั้ง เมื่อทั้งจวนเหลือพวกเขาเพียงแค่สองคน
>>>
เมื่อ่เย็นจินเฉิงรีบกลับจากสำนักศึกษาทันที หลังได้ยินข่าวเื่ที่จินเยว่ทดสอบพลังแล้วกลายเป็คนไร้ความสามารถ
ทั้งที่อาจารย์รู้ว่าบ้านของเขามีน้องสาวที่จะทำพิธีทดสอบพลังในวันนี้ แต่อาจารย์ยังให้เขาช่วยงานจนดึกดื่น
เหมือนอยากจะดึงเขาไว้ ไม่ให้อยู่ในเหตุการณ์นองเืในครั้งนี้ ทุกอย่างเหมือนถูกจัดวางไว้หมดแล้ว
“ถ้าอย่างนั้นเราไปไม่นานใช่หรือไม่ เมื่อเรามีเหตุผลที่ดีพอ แล้วเราขอเขากลับมาอยู่ที่บ้านของเราได้ ใช่ไหมเ้าคะ”
จินเฉิงได้ยินจินเยว่ถาม แต่เขาไม่มีคำตอบให้น้อง เพราะตอนนี้เขาก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าต้องอยู่ที่นั่นนานแค่ไหน
แต่เขาก็ต้องเอ่ยปลอบใจจินเยว่ อย่างน้อยนางก็จะได้มีความหวังบ้าง
“ใช่ เราจะไปอยู่ไม่นาน” เมื่อได้ฟังคำยืนยันจากพี่ชาย จินเยว่จึงปรึกษากับจินเฉิงเื่ทรัพย์สินในบ้าน
“พี่ใหญ่ รู้หรือไม่ว่าท่านพ่อท่านแม่เอาทรัพย์สินไว้ที่ใดบ้าง” จินเฉิงทำตาโตมองน้องสาวของตน
“เ้าคิดเื่นี้ได้อย่างไร พี่ยังลืมเื่นี้ไปเลย” จินเฉิงรีบพาจินเยว่เข้าไปหากุญแจที่ห้องของท่านพ่อท่านแม่
นอกจากเจอกุญแจห้องเก็บสมบัติของจวนแล้ว ทั้งสองยังเจอทรัพย์สินส่วนตัวของท่านแม่จำนวนมาก
อยู่ในห้องเล็ก ที่ซ้อนอยู่ในห้องนอนอีกชั้น
สองพี่น้องพากันขนไปวางไว้หน้าห้องเก็บสมบัติของจวน
จินเฉิงไขกุญแจเข้าไปในห้องเก็บสมบัติ หีบสมบัติมากมายเรียงซ้อนกันอยู่อย่างเป็ระเบียบ
ทั้งสองพากันเดินดูรอบห้องที่กว้างขวางแห่งนี้ ในห้องนี้นอกจากทรัพย์สินเงินทองแล้ว
ยังมีตำราที่ผู้เฒ่าแต่ละรุ่นของตระกูลได้เก็บสะสมไว้
“เ้ารู้ไหมว่าตำราแต่ละเล่มของแต่ละตระกูลล้วนเป็ความลับ บางเล่มเป็เคล็ดวิชาหนึ่งเดียวที่มีแค่คนในตระกูลเท่านั้นที่จะได้ฝึกฝน แต่ส่วนใหญ่รุ่นลูกหลานที่ฝึกไม่่สำเร็จ เป็เพราะว่ามีพลังไม่มากพอ ทุกอย่างก็เปล่าประโยชน์”
จินเฉิงหยิบตำราขึ้นมาเล่มหนึ่งแล้วส่งให้จินเยว่ดู เป็ตำราโอสถ์ที่ตระกูลจินมีใน
แต่ยังไม่มีใครในตระกูลสามารถเรียนรู้จากตำราได้ เพราะคนที่สามารถปรุงยาได้ ต้องเป็คนที่มีพลังระดับสีแดงขึ้นไปเท่านั้น
ลูกหลานในตระกูลจินยังไม่เคยมีใครมีพลังถึงขั้นสีแดงมาก่อน แต่ถือว่าเป็เื่ปกติ เพราะทั้งแคว้นยังไม่มีใครไปถึงขั้นสีแดงเลยแม้แต่คนเดียว
จากที่ไอยาได้บอกจินเยว่ไว้ ว่านางจะมีพลังไปถึงขั้นสุดได้ คงต้องรอดูว่านางจะทำได้จริงหรือไม่