“คุณเข้าไปที่นั่นคนเดียวก็ระวังตัวด้วยนะคะ เห็นท่าไม่ดีก็รีบหนีออกมาเลยรู้ไหม” โจวอ้ายเหม่ยกำชับสามี
“ใช่ๆ นายต้องระวังตัวเองให้ดี ฉันกับอ้ายเหม่ยมีมิติคงสภาพกันทั้งคู่ นายไม่ต้องกลัวว่าของที่มีจะเน่าเสีย ถ้าเห็นว่ามีอะไรผิดปกติ ให้นายรีบหนีออกมาเลย เฮ้อ...น่าเสียดายเหมือนกันนะ ถ้าเราเข้าไปหลบในมิติได้ก็คงจะดี” โจวต้าเฝิงพูดขึ้นอย่างเสียดาย
“ผมเข้าใจแล้วครับพี่ชาย” เจียงโม่โฉวหันไปบอกภรรยา “คุณไม่ต้องเป็ห่วงนะที่รัก ถ้าเห็นท่าไม่ดีผมจะรีบหนีออกไปให้ไกลเลย คุณก็รู้ว่าผมขี้ขลาดขนาดไหน”
“คนขี้ขลาดที่ไหนจะกล้าพาตัวเองไปชกต่อยกับคนได้เป็สิบกันล่ะคะ” โจวอ้ายเหม่ยถอนหายใจ “เอาเถอะค่ะ ในเมื่อคุณรับปากแล้วฉันก็จะเชื่อว่าคุณทำได้ก็แล้วกัน”
“อย่าทำหน้าอย่างนี้สิครับ ก็ใครใช้ให้หลีไห่ไปพูดถึงคุณในทางเสียหายกันล่ะ ถ้าเื่แค่นี้ผมยังเอาคืนให้ภรรยาไม่ได้ ผมยังจะมีหน้าไปบอกใครเขาได้ว่าผมเป็สามีของคุณ”
หลังจากที่เจียงโม่โฉวและโจวอ้ายเหม่ยแต่งงานกัน จากนั้นก็มีข่าวลือหนาหูให้ชาวบ้านได้ซุบซิบนินทา เริ่มจากเจียงโม่โฉวที่มีข่าวว่าเขาทำตัวเป็อันธพาลคอยรังแกผู้หญิงไปเรื่อย และสุดท้ายที่เขาได้แต่งงานกับโจวอ้ายเหม่ยก็เพราะเขาไปบังคับข่มเหงฝ่ายหญิง
ส่วนโจวอ้ายเหม่ยก็มีคนนินทาว่าเธอเป็หญิงสาวที่ไม่รักนวลสงวนตัว คอยไปให้ท่าผู้ชายเพื่อหวังจะหาประโยชน์จากผู้ชายคนนั้น เหมือนอย่างหลีไห่ที่หลงรักโจวอ้ายเหม่ยจนสุดหัวใจ ถึงขนาดขโมยเสบียงในบ้านไปให้ฝ่ายหญิงกินอยู่เป็ประจำ
เจียงโม่โฉวสืบจนรู้ว่าเป็ลูกน้องของหลีไห่ที่เป็คนปล่อยข่าวลือเพราะอยากจะกู้หน้าให้ลูกพี่ของพวกเขาที่ถูกโจวอ้ายเหม่ยปฏิเสธความรัก เจียงโม่โฉวบุกไปต่อยตีหลีไห่และลูกน้องด้วยความโมโหและไม่ปล่อยให้อันธพาลพวกนั้นได้มีเวลาแม้แต่จะตั้งรับ อันธพาลทั้งสิบคนต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านเกือบครึ่งเดือนกว่าอาการจะหายดี จนมาถึงตอนนี้หลีไห่กับลูกน้องยังไม่รู้เลยว่าไอ้ปิศาจที่เข้ามาทำร้ายพวกเขาอย่างดุเดือดนั้นเป็ใคร
“พี่ต้าเฝิง ถ้ามีใครมาหาเื่หรือมีใครมาปากเสียใส่เราอีก พี่ก็ตอบโต้เขากลับไปบ้าง บางครั้งความสุภาพก็ไม่ช่วยเราแก้ปัญหาได้หรอก หรือไม่งั้นพี่ก็มาบอกผม เดี๋ยวผมจะกลับมาจัดการให้เอง อ้อ...แล้วพี่ก็อย่าลืมลางานให้ผมด้วยล่ะ ถ้าผู้ใหญ่บ้านจะเข้ามาหาเื่ พี่ก็กระซิบบอกเขาไปว่าพี่รู้เื่ที่หลีไห่แอบเอาธัญพืชไปเก็งกำไร ถึงเราจะยังไม่มีหลักฐานมัดตัวหลีไห่ได้ แต่เราก็ยังเอาเื่นี้มาขู่ผู้ใหญ่บ้านได้อยู่ครับ” เจียงโม่โฉวบอกพี่เขย
“ฉันรู้แล้วน่า ฉันไม่ใช่โจวต้าเฝิงคนเดิมที่ไม่สู้คนนะ ฉันก็ต่อยตีเก่งพอๆ กับนายนั่นล่ะ นายอย่าลืมสิว่าฉันโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ถ้าฉันไม่แกร่งจริง ฉันจะมีชีวิตรอดจากที่นั่นมาได้ยังไง” โจวต้าเฝิงชูกำปั้นขึ้น “ถ้าวันนั้นนายชวนฉันไปด้วย ป่านนี้อันธพาลพวกนั้นคงลงจากเตียงยังไม่ได้เลยมั้ง น่าเสียดายจริงๆ”
“พี่ก็เป็ไปกับเขาอีกคนนะคะ เก่งจริงพวกพี่ไม่สมัครเข้าไปทำงานในกองทัพเลยล่ะ ที่นั่นมีเื่ให้ชกต่อยและต่อสู้อยู่ทุกวัน” โจวอ้ายเหม่ยพูดประชดพี่ชาย
“งั้นผมไปก่อนนะ พวกพี่รีบออกไปทำงานเถอะครับ” เจียงโม่โฉวบอกพี่ชายภรรยา จากนั้นเขาก็หันไปส่งยิ้มให้ภรรยาอย่างเอาใจ “เดี๋ยวผมจะซื้อผ้ากลับมาให้คุณสักผืนนะครับ คุณจะได้ตัดชุดสวยๆ ไว้ใส่ ผมอยากให้ภรรยาของผมเป็คนที่สวยที่สุด”
“คุณกำลังหาของขวัญมาปิดปากฉันอยู่หรือคะ” โจวอ้ายเหม่ยส่ายหน้า “คุณนี่ไม่จริงจังกับอะไรเอาเสียเลย”
เจียงโม่โฉวเดินเท้าเข้าตำบลพร้อมกับคิดในใจว่าถ้าเขามีจักรยานสักคันก็คงจะดี เดินเข้าเมืองครั้งหนึ่งต้องใช้เวลาหนึ่งชั่วโมง หากรวมขากลับด้วยก็ต้องเสียเวลาไปสองชั่วโมง นี่แค่เวลาที่เสียไปกับการเดินทาง แล้วเวลาที่เขาจะเข้าไปขายของในตลาดมืดจะเหลืออยู่เท่าไหร่ อีกทั้งตลาดมืดยังเปิดขายแค่่เช้าของวันเท่านั้นเอง
“น้องชาย นายรู้ไหมที่ที่คึกคักที่สุดในตำบลเราตั้งอยู่ที่ไหน” เจียงโม่โฉวเห็นขอทานน้อยคนหนึ่งนั่งอยู่ริมถนน เขามั่นใจมากว่าขอทานน้อยคนนี้เป็เด็กผู้หญิงที่แต่งกายเป็ผู้ชาย แม้จะรู้อย่างนั้นเจียงโม่โฉวก็ไม่คิดจะเปิดโปง การที่เด็กผู้หญิงต้องมานั่งขอทานอยู่คนเดียวก็อันตรายมากพออยู่แล้ว เขายังแอบชื่นชมเธอด้วยซ้ำที่เธอยังหาวิธีมาปกป้องตัวเองได้ เขายื่นลูกอมในมือให้ขอทานน้อยหนึ่งกำ
“ที่คึกคักที่พี่พูดถึงก็ต้องเป็ถนนที่มีร้านค้าสวัสดิการของรัฐตั้งอยู่น่ะสิ ที่นั่นน่ะคึกคักที่สุดแล้ว ขอแค่พี่มีเงินกับตั๋วสินค้า พี่อยากได้อะไรพี่ก็ซื้อได้ทั้งนั้น” ขอทานน้อยรีบเก็บลูกอมเข้ากระเป๋ากางเกง “ผมตอบพี่ไปแล้ว ลูกอมนี้ผมไม่คืนนะ”
“ฉันไม่เอาคืนหรอกน่า ให้แล้วก็คือให้ แต่คำตอบของนายยังไม่ค่อยถูกใจฉันเท่าไหร่” เจียงโม่โฉวหยิบเงินออกมาหนึ่งเหรียญ “เหรียญนี้สองเหมาเลยนะ ซื้อซาลาเปาไส้ผักได้ตั้งลูกนึง”
ขอทานน้อยทำตาโต แต่ก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธ “ผมไม่รู้อะไรทั้งนั้น ถ้าพี่ไม่มีอะไรจะถามแล้วพี่ก็หลบไปเถอะ พี่มายืนอยู่อย่างนี้ก็ไม่มีใครให้เงินผมน่ะสิ”
“แล้วถ้าเพิ่มเป็สองเหรียญล่ะ คราวนี้สี่เหมาเลยนะ ยังมีลูกอมอีกหนึ่งกำ นายพอจะตอบคำถามฉันได้หรือยัง” เจียงโม่โฉวพูดเสียงเบา และน้ำเสียงของเขาก็เต็มไปด้วยความเศร้า “ฉันไม่ใช่คนของทหารแดงหรือเ้าหน้าที่ทางการ ที่ฉันอยากเข้าไปในนั้นเพราะฉันอยากไปซื้อของบางอย่าง ฉันเพิ่งแต่งภรรยามาไม่นานนี้เอง ร่างกายของเธอต้องได้รับการบำรุง ตั๋วสินค้าฉันมีไม่มาก ฉันก็เลยอยากเข้าไปซื้อของในนั้น ถ้าร่างกายของภรรยาฉันแข็งแรงดีฉันก็คงไม่ต้องเข้าไปเสี่ยงในนั้นหรอก เฮ้อ...ถ้าร่างกายของเธอไม่แข็งแรงแล้วเธอจะมีลูกสาวน่ารักๆ สักคนให้ฉันได้ยังไง”
“ทำไมพี่อยากได้ลูกสาวล่ะ ไม่ใช่ว่ามีแต่คนเขาอยากได้ลูกชายกันเหรอ” ขอทานน้อยกัดริมฝีปากถามออกไป ก็เหมือนกับที่บ้านของเธอยังไงล่ะ พี่ชายกับน้องชายของเธอล้วนกินดีอยู่ดี แต่เธอกลับต้องมานั่งขอทานอยู่ในเมืองให้คนดูถูก ถ้าวันไหนเธอไม่ได้เงินกลับบ้านก็อย่าหวังเลยว่าวันนั้นเธอจะมีข้าวให้กิน
“ไม่รู้สิ ฉันแค่ชอบเด็กผู้หญิงมากกว่า”
“พี่เอาเงินมาให้ผมก่อนแล้วผมจะบอก” ขอทานน้อยแบมือ
เจียงโม่โฉววางเงินกับลูกอมให้อย่างไม่ลังเล
“พี่ไม่กลัวผมจะวิ่งหนีเหรอ”
“ถ้านายจะหนี นายคงหนีไปั้แ่ได้ลูกอมครั้งแรกแล้วล่ะ” เจียงโม่โฉวตอบยิ้ม
“ผมเห็นว่าพี่ชายเป็คนดีและรักภรรยาหรอกนะผมถึงช่วย” ขอทานน้อยชี้มือไปที่ตรอกเล็กๆ ด้านหน้า “พี่เดินไปจนสุดซอยจะเห็นผู้ชายตัวผอมๆ คนหนึ่งยืนอยู่ พี่ก็บอกไปว่าดวงอาทิตย์เย็นมาก ถ้าเข้าไปได้แล้วพี่ก็อย่าลืมถามเขาว่าครั้งหน้าให้ไปที่ไหนและรหัสอะไร ที่นั่นเขาจะเปลี่ยนที่ไปทุกเดือน และรหัสผ่านก็จะเปลี่ยนไปทุกครั้งเหมือนกัน”
ขอทานน้อยพูดจบก็ตั้งใจจะวิ่งหนี
“เดี๋ยว!” เจียงโม่โฉวเรียกเขาไว้
“ทำไม พี่อยากเอาของคืนเหรอ” ขอทานน้อยจับกระเป๋ากางเกงไว้แน่น
“คิดมากจริง เอาซาลาเปาไปกินสิ นายตัวผอมเกินไปแล้ว”
เจียงโม่โฉวล้วงซาลาเปาหมูสับที่ห่อด้วยกระดาษวางไว้บนมือขอทานน้อย “ซาลาเปามีแค่ลูกเดียว ฉันแนะนำว่าให้นายกินมันเข้าไปซะ ของแค่นี้มันไม่พอให้นายเอาไปแบ่งใครหรอก”
ขอทานน้อยมองเจียงโม่โฉวอย่างซาบซึ้ง เธอน้ำตาไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว เธอกับพี่ชายใจดีเพิ่งเจอกันเป็ครั้งแรก แต่เขากลับให้ซาลาเปาลูกใหญ่กับเธอ ยังมีเงินกับลูกอมที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงอีก ผิดกับคนที่บ้านที่ให้เธอกินเพียงน้ำซาวข้าว
เธอกัดซาลาเปาลูกใหญ่กินทันที และคราวนี้น้ำตาเธอก็ไหลออกมาอีกเป็สาย ซาลาเปาลูกนี้เต็มไปด้วยเนื้อ ทั้งยังมีไข่ต้มอยู่ในนั้นอีกซีกหนึ่ง มันเป็ซาลาเปาที่อร่อยที่สุดในชีวิตที่เธอเคยกิน
“มายืนโง่อะไรอยู่ วันนี้หาเงินได้เท่าไหร่รีบเอามาให้ฉัน” หญิงวัยกลางคนตบศีรษะขอทานน้อยอย่างแรง
“อยู่นี่ค่ะแม่” ขอทานน้อยรีบล้วงเงินกับลูกอมออกมาจากกระเป๋าเพื่อหวังจะได้รับคำชมจากแม่ แต่เธอกลับได้คำด่ากลับมา
“นังลูกเลวเอ๊ย! หาเงินได้น้อยเพราะแอบเอาไปซื้อซาลาเปากินคนเดียวสินะ วันนี้ฉันต้องสั่งสอนแกซะบ้างแล้ว” จากนั้นหญิงวัยกลางคนก็ทุบตีขอทานน้อยอย่างแรงจนขอทานน้อยสลบไป