อรปรียานำเื่นี้มาปรึกษาบิดามารดาดามารดาถึงเื่นี้็เกิดขึ้นมา พวกท่านไม่คัดค้านและยกเื่นี้ให้เป็การตัดสินใจของเธอเองเมื่อคิดทบทวนดีแล้วหญิงสาวก็โทรศัพท์ไปบอกวราพรว่าตกลงจะไปทำงานที่สิงคโปร์ด้วยเพราะนี่ก็ถือเป็โอกาสดีที่จะได้ทำงานที่ก้าวหน้ามากกว่าเดิมและแน่นอนว่าเงินเดือนที่ได้รับย่อมสูงกว่าที่เคยได้รับมาก่อนด้วยไปคราวนี้เธอตั้งใจว่าจะทำงานเก็บเงินเพื่อนำมาใช้หนี้สินให้หมดครอบครัวจะได้สบายเสียที
“ดูแลตัวเองให้ดีๆ นะลูกอย่าให้เจ็บไข้ได้ป่วยไป” อนงค์พูดไปร้องไห้ไป เพราะไม่เคยให้ลูกห่างอกไปไหนไกลเลยอรปรียาก็ร้องไห้เหมือนกันในใจมีความกลัวอยู่ลึกๆ
“ค่ะแม่ หนูจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุดพ่อกับแม่ก็เหมือนกันนะคะ อย่าให้เจ็บอย่าให้ป่วยเด็ดขาด”
“จ้ะ”อนงค์ยกผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตา ประชาดึงลูกสาวเข้ามากอด อดน้ำตาซึมไม่ได้
“ดูแลตัวเองดีๆนะลูกไม่ต้องห่วงพ่อกับแม่นะ ถ้าหนูเหงาหนูทนไม่ไหวก็กลับบ้านเรานะลูก”
“ค่ะพ่อหนูรักพ่อนะคะ” หญิงสาวร้องไห้กับอกผู้เป็พ่อกอดท่านแน่น ก่อนจะคลายออกหันไปกอดผู้เป็แม่บ้าง“หนูก็รักแม่นะคะ”
“พ่อกับแม่ก็รักหนูจ้ะ ขอให้คุณพระคุณเ้าช่วยคุ้มครองลูกแม่ให้ประสบพบเจอแต่สิ่งดีๆและอย่าให้มีอันตรายใดๆ มาแผ้วพาน” อนงค์อวยพรให้ลูกยังคงร้องไห้ไม่หยุดรถแท็กซี่แล่นผ่านมาคันหนึ่งพอดีหญิงสาวจึงรีบเรียกไว้เพราะจะได้ไม่ต้องเดินออกไปยืนรอหน้าปากซอยอรปรียายกมือไหว้ลาบุพการีทั้งสองสวมกอดพวกท่านอีกครั้งก่อนจะขึ้นรถแท็กซี่เพื่อไปยังสนามบินที่มีวราพรรออยู่
เธอไม่ให้พวกท่านไปส่งที่สนามบินเพราะกลัวจะทำใจจากลาไม่ได้คงได้ร้องไห้โฮกลางสนามบินเป็แน่เธอไม่อยากเดินหันหลังให้พวกท่านที่นั่นสู้ลากันที่นี่ไปเลยเสียดีกว่าหญิงสาวเปิดกระจกหน้าต่างรถโบกมือให้พวกท่านจนกระทั่งห่างออกมาไกลจึงปิดกระจกนั่งร้องไห้อยู่เพียงลำพัง
อรปรียานั่งร้องไห้อยู่พักใหญ่ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเธอยังไม่ได้บอกวิภาดาว่าจะไปทำงานที่สิงคโปร์เลยคิดได้ดังนั้นหญิงสาวจึงหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าขึ้นมาเตรียมจะกดโทรหาและเตรียมใจไว้ล่วงหน้าว่าจะต้องเจอคำตัดพ้อต่อว่าจากเพื่อนอีกมากมายเป็แน่แต่ยังไม่ทันที่จะกดโทรก็ต้องเงยหน้าขึ้นมองคนขับรถแท็กซี่ด้วยความแปลกใจเพราะอยู่ๆก็จอดรถเสียอย่างนั้น แล้วเธอก็ต้องใเมื่อประตูรถด้านหนึ่งถูกเปิดออก
“คุณ!” พูดได้แค่นั้นก็ถูกคนที่เข้ามาใหม่ใช้ผ้าขนหนูสีขาวโปะจมูก หญิงสาวดิ้นรนขัดขืนเล็บที่เริ่มยาวจึงข่วนหน้าชายหนุ่มไปทีหนึ่งก่อนจะหมดสติไป
ชายหนุ่มช้อนอุ้มร่างที่อ่อนปวกเปียกออกมาแล้วพาไปไว้ยังรถที่จอดอยู่ใกล้ๆอีกคัน ในขณะที่คนขับรถแท็กซี่จัดการเปิดท้ายรถแล้วยกกระเป๋าเดินทางของหญิงสาวไปไว้ยังท้ายรถอีกคันจากนั้นก็ไปหยิบกระเป๋าและโทรศัพท์ที่ร่วงอยู่บนเบาะออกมาส่งให้เ้านายตน
“ชัยเอารถไปคืนอู่ซะแล้วนี่เงินค่าเช่ารถส่วนที่เหลือเป็ของนาย” แผ่นดินรับของมาพร้อมส่งเงินให้ชัยคนงานในบ้านของตนเองที่ให้มาช่วยในแผนการครั้งนี้
“ครับคุณดิน” ชัยรับเงินมาแต่สีหน้าดูไม่สู้ดีนัก แผ่นดินเข้าใจจึงตบไหล่ชัยเบาๆอย่างปลอบใจ
“ไม่ต้องกลัวหรอกน่าไม่มีอะไรร้ายแรงหรอกวางใจได้”
“ครับคุณดิน”
“เอารถไปคืนแล้วกลับบ้านไปซะและห้ามพูดเื่นี้กับใครเด็ดขาดเข้าใจไหม”แผ่นดินกำชับเสียงเข้ม ชัยพยักหน้ารับก่อนจะขึ้นรถขับออกไปชายหนุ่มเดินมาที่รถของตนเองเปิดประตูแล้วเข้าไปนั่งประจำที่คนขับ มองร่างที่นอนสลบไสลอยู่อย่างสมใจ
ยังไงเธอก็ไม่มีทางหนีฉันพ้นหรอกอรปรียา!
เสียงโทรศัพท์มือถือของอรปรียาดังขึ้นชายหนุ่มชั่งใจอยู่ครู่ก่อนจะกดรับสายแล้วบอกคนปลายสายที่โทรมาด้วยน้ำเสียงที่นิ่มนวลสุภาพว่า
“สวัสดีครับ ครับใช่ครับคุณคงเป็เพื่อนที่อรจะไปทำงานด้วยสินะครับ คืออรติดธุระอยู่เลยให้ผมบอกคุณแทนว่าเขายกเลิกไม่ไปแล้วคืออรหางานทำที่นี่ได้แล้วครับ ผมเป็อะไรกับอรเหรอครับ”แผ่นดินเงียบไปครู่ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า “ผมเป็เพื่อนกับอรครับเพื่อนที่สนิทมาก แค่นี้นะครับคือผมมีธุระ อรฝากบอกว่าขอโทษด้วย สวัสดีครับ” แผ่นดินวางสายและกดปิดเครื่องทันที
ชายหนุ่มมองร่างที่นอนนิ่งไม่ไหวติงก่อนจะจัดการสตาร์ทรถขับออกไปจากบริเวณนั้น มุ่งหน้าไปจังหวัดเชียงรายสู่ไร่ส้มศิธากุลทันที
ร่างบางที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงค่อยๆขยับกาย เปลือกตาบางที่ปิดอยู่เปิดขึ้นอย่างช้าๆ ก่อนจะกะพริบตาเพื่อปรับให้ชินกับแสงสว่างที่ส่องมาเมื่อเห็นชัดแล้วคิ้วเรียวสวยก็ขมวดมุ่นเพราะสิ่งที่มองเห็นไม่ใช่สิ่งที่คุ้นตาเลยสักนิดสมองคิดประมวลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ก่อนจะลุกพรวดขึ้นนั่งด้วยความใเมื่อจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกอย่างได้
ใช่แล้ว! เรากำลังนั่งรถจะไปที่สนามบินแต่ถูกผู้ชายคนหนึ่งเอาผ้ามาปิดจมูกเราไว้จากนั้นเราก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย ผ้าผืนนั้นต้องชุบยาสลบไว้แน่ๆผู้ชาย...ผู้ชายคนนั้น! คนที่เราเคยเจอที่บริษัทนี่นา แล้วทำไมเขาถึงต้องทำกับเราแบบนี้ด้วยนะแล้วนี่เราอยู่ที่ไหนกัน
อรปรียาครุ่นคิด ก่อนจะใเป็สองเท่าเมื่อกวาดสายตาไปเจอชายหนุ่มใบหน้าดุดันซึ่งนั่งอยู่ตรงมุมห้องด้านหนึ่ง เขา...คนที่จับตัวเธอมานั่นเอง .าที่อีกฝ่ายมองมานั้นทำให้หญิงสาวตัวสั่นด้วยความกลัวแต่ถึงจะกลัวแค่ไหนเธอก็ยังใจสู้ที่จะร้องถามออกไปว่า
กอย่างได้
สายตาที่อีกฝ่ายมองมานั้นทำให้หญิงสาวตัวสั่นด้วยความกลัวแต่ถึงจะกลัวแค่ไหนเธอก็ยังใจสู้ที่จะร้องถามออกไปว่า
“คะ...คุณ...จับตัวฉันมาทำไมคุณ...ทำแบบนี้ทำไมคะ”
เงียบไม่มีเสียงตอบแต่เธอก็ยังจะถามต่ออีกว่า
“นี่คุณ...ไม่ได้ยินที่ฉันถามเหรอคะคุณจับฉันมาทำไมฉันไปทำอะไรให้คุณถึงต้องทำกับฉันแบบนี้”
คำตอบคือความเงียบเหมือนเดิม ทำให้อรปรียาโมโหจึงตะคอกถามเสียงดัง
“นี่คุณ! เป็ใบ้หรือไงกันฉันถามทำไมถึงไม่ตอบ คุณจับฉันมาที่นี่ทำไมฉันไปทำอะไรให้คุณกัน”
คราวนี้คำตอบของเธอไม่ใช่ความเงียบอีกต่อไปร่างสูงที่นั่งนิ่งอยู่ผุดลุกขึ้นเดินเข้ามาหาหญิงสาวที่นั่งอยู่บนเตียงอย่างรวดเร็วอรปรียาใจะขยับหนีแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว เพราะต้นแขนนุ่มถูกมือใหญ่หนาคว้าจับไว้แน่นแล้วกระชากให้เข้ามาใกล้เธอหน้าเบ้ด้วยความเจ็บ
“จำไม่ได้เหรอว่าทำความเลวไว้กับคนอื่นยังไงบ้าง” แผ่นดินถามเสียงกร้าว แววตาดุดันจ้องผู้หญิงตรงหน้าราวกับอยากจะฉีกเนื้อออกมาเป็ชิ้นๆ
“คุณพูดเื่อะไรฉันไม่เข้าใจปล่อยนะฉันเจ็บ” เธอบอกเสียงเครือน้ำตาคลอ
“มารยา! แค่นี้เจ็บงั้นเหรอ ฉันจะบอกให้นะว่าฉันเจ็บมากกว่าเธอเป็ร้อยเท่าพันเท่ากับสิ่งที่เธอทำไว้กับครอบครัวของฉันความเจ็บที่เธอได้รับแค่นี้มันเทียบอะไรไม่ได้เลยกับความเ็ปที่ฉันได้รับมันเทียบกันไม่ได้เลยสักนิด!”
ยิ่งพูดชายหนุ่มก็ยิ่งเพิ่มแรงบีบไปโดยไม่รู้ตัวความเ็ปแค้นเคืองทำให้เขาลืมตัวไปชั่วขณะ สีหน้าของอรปรียาแสดงออกชัดเจนว่าเจ็บมากเพียงใดดวงตางามชุ่มไปด้วยหยาดน้ำตา และมันก็สามารถฉุดให้สติของแผ่นดินกลับคืนมาได้แรงบีบที่ต้นแขนนุ่มค่อยๆ คลายลงจนเป็เพียงแค่การจับไว้เฉยๆหญิงสาวกัดริมฝีปากแน่นกลั้นเสียงสะอื้นไว้แต่มันก็ยังไม่วายเล็ดลอดออกมา เธอถามเขาเสียงสะอึกสะอื้นว่า
“ฉะ...ฉัน...ไม่เข้าใจว่าคุณพูดเื่อะไรฉัน...ไม่เคยทำอะไร...ให้ครอบครัวคุณ เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนจริงอยู่ว่าเราเคยพบกัน...แต่นั่นมันก็แค่สองครั้งเองนะคะ คุณเป็ใครมาจากไหนชื่ออะไร...ฉันยังไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำแล้วฉันจะไปทำอย่างที่คุณกล่าวหาได้ยังไงกัน”
“กล่าวหา” แผ่นดินคำรามเสียงต่ำก่อนจะตวาดใส่ “ฉันนี่นะกล่าวหาเธอ!ฆาตกรอย่างเธอเนี่ยนะ!”
อรปรียาเบิกตากว้างกับสิ่งที่เขาพูดออกมาอะไรนะ เขาหาว่าเราเป็ฆาตกรงั้นเหรอ บ้า...เขาบ้าไปแล้ว! หญิงสาวนิ่งเงียบเพราะยังใไม่หายแต่ชายหนุ่มกลับคิดว่าเธอใที่เขารู้ในสิ่งที่เธอทำเลวเอาไว้น้ำเสียงและแววตาที่มองเธอจึงเยาะหยัน
“เป็ไงอึ้งไปเลยเหรอ คงใล่ะสิที่มีคนรู้ความเลวของเธอ”
“คะ...คุณ...บ้าไปแล้ว”
แผ่นดินหัวเราะเสียงดัง
“ทำไม คนที่รู้ว่าเธอเลวยังไงต้องเป็บ้าด้วยงั้นเหรอ”
“คุณพูดเื่อะไรฉันไม่เข้าใจ”เธอส่ายหน้าอย่างไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูดจริงๆ
“อย่ามาทำหน้าซื่ออรปรียา ฉันไม่หลงกลเธอหรอกนะ”
“คุณรู้จักชื่อฉัน” เธอถามอย่างแปลกใจ เพราะไม่เคยบอกคนตรงหน้าเลยว่าชื่ออะไร
เขาหัวเราะเยาะหยัน
“ทำไมฉันจะไม่รู้ชื่อฆาตกรที่ฆ่าน้องชายฉันล่ะ”
“อะไรนะ!” อรปรียาร้องถามเสียงหลงด้วยความใสุดขีด รู้สึกมึนงงกับเื่ที่เกิดขึ้นไปหมดแล้วนี่มันอะไรกันเนี่ย เราถูกจับตัวมาแถมยังต้องมาถูกกล่าวหาว่าเป็ฆาตกรฆ่าน้องชายเขาอีกเหรอบ้า...บ้าไปแล้ว!
แผ่นดินมองอาการงุนงงของเธออย่างหมั่นไส้เนื่องจากคิดว่าเธอแกล้งเล่นละครตบตาเขา คิดจะทำให้เขาไขว้เขวล่ะสิ ไม่มีทาง!
“คุณต้องเข้าใจอะไรผิดแน่ๆเลยค่ะ” หลังจากเงียบไปพักใหญ่หญิงสาวก็เอ่ยขึ้นมาอีกครั้งเธอพยายามรวบรวมสติเพื่อจะอธิบายให้เขาฟังอย่างใจเย็น “ฉันไม่เคยฆ่าใครแล้วน้องชายของคุณฉันก็ไม่เคยรู้จักฉันว่าคุณคงจำผิดคนแล้วล่ะค่ะ”
แผ่นดินยิ้มเยาะหยันคนตรงหน้าชายหนุ่มปล่อยต้นแขนนุ่มให้เป็อิสระ ก่อนจะเดินไปที่หน้าต่างยืนอิงขอบหน้าต่างแล้วหันหน้ามาทางเธอสองมือกอดอกไว้
“เธอคิดว่าฉันจำคนผิดงั้นสิ”
“ใช่ค่ะ” เธอบอกอย่างมีความหวัง “คุณอาจจะจำคนผิดก็ได้ฉันสาบานว่าไม่เคยฆ่าใครและฉันก็ไม่เคยรู้จักน้องคุณด้วย”
“ฉันจะยอมรับก็ได้ว่าจำคนผิดถ้าเธอตอบคำถามของฉันสองข้อ” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ แต่จ้องคนบนเตียงด้วยสายตาชิงชังเขาอยากจะรู้นักว่าเธอจะเล่นละครบทนี้ไปอีกนานแค่ไหน
“ได้เลยคุณถามมาสิคะ”
“ข้อหนึ่งเธอชื่ออรปรียาใช่ไหม”
“ค่ะ”
“ข้อสองเธอรู้จักคนชื่อไผทใช่ไหม”
คำถามข้อนี้ของเขาทำให้หญิงสาวนิ่งอึ้งไปแผ่นดินยิ้มหยันเมื่อเห็นปฏิกิริยาของเธอยามเขาเอ่ยชื่อน้องชายออกมา อรปรียานิ่งเงียบเมื่อนึกถึงไผทเพื่อนชายคนสนิทซึ่งไม่รู้ว่าป่านนี้ชายหนุ่มจะเป็ยังไงบ้างเพราะั้แ่เขาสารภาพรักและถูกเธอปฏิเสธไปเขาก็ไม่เคยมาหาเธออีกเลย ความจริงเธอรู้สึกผิดมากที่ปฏิเสธเขาไปแต่ทำยังไงได้ในเมื่อเธอรักเขาแบบเพื่อนเท่านั้น
“เงียบไปเลยรึไงหรือกำลังคิดหาคำมาโกหกฉันอยู่ว่าไม่ได้รู้จักคนชื่อไผท” คำถามของแผ่นดินช่วยฉุดดึงให้หญิงสาวออกมาจากความคิดได้ เธอเงยหน้ามองเขาก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นว่า
“ชื่อไผทฉันรู้จักค่ะแต่จะใช่ไผทคนเดียวกับคนที่คุณรู้จักหรือเปล่าฉันไม่รู้”
“เ้าสำนวนจังนะ แต่ฉันไม่หลงกลเธอหรอก”
“ฉันพูดความจริงนะคะ ไผทที่ฉันรู้จักเขาเป็เพื่อนของฉันเราเคยเรียนอยู่ที่มหาลัยฯเดียวกัน”
“ฉันไม่อยากเล่นละครตามเธออีกแล้วนะอรปรียาฆาตกรอย่างเธอนี่มันเืเย็นแถมยังปากแข็งจริงๆ”เขาบอกเสียงเรียบเย็น
“ฉันไม่ได้เล่นละครอะไรทั้งนั้นนะคะแล้วฉันก็ตอบคำถามคุณแล้วด้วย” เธอพยายามอธิบายแต่เขาก็ไม่ฟังอีกต่อไปหมดเวลาเล่นกับผู้ร้ายปากแข็งเสียที
“งั้นฉันจะบอกเธอให้ว่าฉันจำไม่ผิดคนหรอกเพราะไผทที่ฉันรู้จักก็คือคนเดียวกับที่เธอรู้จักนั่นแหละไผท ศิธากุล น้องชายของฉันเองคนที่เธอฆ่า!”
เหมือนฟ้าผ่าลงมากลางศีรษะ อรปรียาเบิกตากว้างกับสิ่งที่เขาบอกเธอแน่ใจว่าชื่อไผทอาจจะซ้ำกันได้แต่นามสกุลนี่สิที่ทำให้เธอต้องใ นี่มันอะไรกันไทน่ะหรือตายแล้วเขาน่ะหรือพี่ชายไทแล้วทำไมเขาถึงคิดว่าเราฆ่าไท ไม่จริง...ไม่จริงหรอกไทยังไม่ตายเขาโกหก!
“คุณโกหก ฉันไม่เชื่อว่าไทตายแล้ว”
“เธอนี่มันมารยาเล่นละครเก่งอย่างนี้นี่เองถึงทำให้ไทหลงรักหัวปักหัวปำจนคิดสั้นฆ่าตัวตาย”
“อะไรนะฆ่าตัวตาย! ไทน่ะเหรอเป็ไปไม่ได้” เธอร้องถามเสียงหลง
“ทำไมจะเป็ไปไม่ได้!” แผ่นดินถลามาจับต้นแขนทั้งสองข้างของอรปรียาเขย่าด้วยความโกรธแค้น “เธอยั่วให้ไทหลงรักจนถอนตัวไม่ขึ้น แต่พอไทสารภาพรักเธอกลับปฏิเสธ ทำให้ไทเสียใจมากจนคิดสั้นฆ่าตัวตายทำไม...ทำไมเธอถึงได้ปฏิเสธความรักที่ไทมีให้ เขารักเธอมากแม้แต่ชีวิตก็ให้เธอได้ เธอจะไปหาผู้ชายแบบนี้ได้จากที่ไหนอีกฮะ”
อรปรียาหัวสั่นหัวคลอนเพราะแรงเขย่าจากเขาหญิงสาวน้ำตาคลอด้วยความเจ็บ ถึงเขาจะพูดแบบนี้เธอก็ยังไม่อยากเชื่ออยู่ดีว่าไผทตายแล้วเธอไม่เชื่อหรอกว่าไผทจะฆ่าตัวตายเพียงแค่เธอปฏิเสธรักเท่านั้นหญิงสาวสะบัดตัวออกอย่างแรงะโใส่หน้าเขาว่า
“ไม่จริง! คุณโกหกฉัน!”
แผ่นดินมองคนตรงหน้าด้วยสายตาขยะแขยงรู้สึกรังเกียจจับใจจนถึงขนาดนี้แล้วเธอก็ยังปากแข็งไม่เลิก เขาไม่คิดเลยว่าคนหน้าตาสวยงดงามอย่างเธอจะจิตใจชั่วร้ายและเืเย็นได้ขนาดนี้ชายหนุ่มหมดความอดทนเสียแล้วเขาจับข้อมือเธอไว้แล้วกระชากให้ลุกเดินตามออกไป
“โอ๊ย! นี่คุณจะพาฉันไปไหน ฉันเจ็บนะเบาๆ หน่อยได้ไหม” อรปรียาดิ้นรนมาตลอดทางแล้วก็ต้องร้องเสียงหลงเมื่อจู่ๆก็ถูกเหวี่ยงไปกองอยู่บนพื้น หญิงสาวน้ำตาร่วงมองคนตรงหน้าด้วยความโกรธเคือง
“โน่น! ดูซะให้เต็มตาแล้วบอกมาซิว่าใช่ไผทเพื่อนเธอหรือเปล่า” แผ่นดินตวาดสั่งมือชี้ไปยังโต๊ะที่ตั้งอยู่ตรงข้างฝา อรปรียามองตามก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นรูปถ่ายขาวดำที่วางตั้งอยู่สองขาตั้งชันก่อนจะค่อยๆ พยุงร่างขึ้นยืนก้าวเดินไปใกล้รูปที่ตั้งอยู่อย่างช้าๆ
“ไท…” ริมฝีปากนุ่มเปล่งเสียงเรียกชื่อคนในภาพที่ส่งยิ้มให้แ่เบาน้ำตาไม่รู้มาจากไหนไหลทะลักออกมาอาบสองแก้มนวลไม่หยุด ริมฝีปากที่เรียกชื่อเมื่อครู่นี้สั่นระริกก่อนผู้เป็เ้าของจะขบเม้มไว้โกศที่ตั้งอยู่ทำให้ร่างที่ยืนอยู่ล้มลงกับพื้นร้องไห้โฮออกมา
ไท..ไทจริงๆเหรอเนี่ย ทำไม...ทำไม...
หมดเื่ค้างคาใจแล้วที่คิดว่าเขาอาจจะจับมาผิดคนเมื่อมีหลักฐานแสดงให้เห็นอยู่ตรงหน้าไผทของเธอและเขาคือคนๆ เดียวกัน แผ่นดินยืนมองคนที่นั่งร้องไห้ปานจะขาดใจนิ่งไม่มีความสงสารให้เลยสักนิดเดียวถ้าจะมีก็มีแต่ความแค้นที่ฝังแน่นในอกเท่านั้น
อรปรียาร้องไห้ไม่หยุดความจริงที่ได้รู้มันทำให้เธอเ็ปเกินทนรับได้นี่ใช่ไหมที่เป็สาเหตุให้ไผทหายหน้าไปจากเธอไม่เคยมาให้พบหน้าอีกเลยนับจากวันนั้นเธอคิดว่าเขาอยู่ดีมีสุขคิดว่าเขาจะทำใจได้แล้ว และที่ไม่มาหาเธอเพราะยังโกรธอยู่ แต่ไม่นึกเลยว่าที่เขาไม่มาหาเธอเป็เพราะเขาไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้แล้วเขาจากเธอไปแล้วตลอดกาล
“ทะ...ไท...ตายยังไง” หญิงสาวถามเสียงสะอื้นด้วยความอยากรู้
“อยากรู้ไปทำไมหรือว่าอยากรู้เพราะจะได้เยาะเย้ยหรือภูมิใจว่าเธอสามารถทำให้ผู้ชายคนหนึ่งเสียใจจนฆ่าตัวตายได้”
“ไม่ใช่นะ”
เขายิ้มเยาะกับคำปฏิเสธนั้น สายตามีแววเ็ปเมื่อเอ่ยประโยคต่อมา
“ไทฆ่าตัวตายในห้องน้ำเขานอนอยู่ในอ่างน้ำแล้วเชือดข้อมือตัวเอง เธอรู้ไหมว่าน้ำในอ่างมีแต่สีแดงเต็มไปหมดเพราะเืของไทที่ไหลออกมาจนหมดตัว”
“โธ่...ไทไม่น่าเลย” เธอโอดครวญทั้งน้ำตา
“ไทน่ะเขาเป็คนอ่อนโยนและจิตใจดีมาั้แ่เด็กใครๆ ก็เอ็นดูและรักใคร่ แต่เสียอยู่ว่าเขาอ่อนไหวง่ายและอ่อนแอจนเกินไปเขามักจะได้ทุกสิ่งทุกอย่างมาอย่างง่ายดายเสมอเพราะทั้งพ่อแม่พี่ชายคอยตามใจไทไม่เคยพบกับความผิดหวังมาก่อนเขาจึงทนรับมันไม่ค่อยได้”แผ่นดินเล่าถึงน้องชายที่รักดุจดวงใจเสียงเครือ โดยมีเสียงสะอื้นไห้ของอรปรียาดังประสาน“ตอนที่พ่อแม่ตายไทยังโชคดีที่มีฉันคอยอยู่เคียงข้างคอยปลอบใจเขาจึงรอดพ้นความทุกข์นั้นมาได้แต่คราวนี้ฉันมาช้าไปไทไม่อยู่ให้ฉันได้ปลอบใจ...” น้ำตาลูกผู้ชายที่เข้มแข็งมาตลอดเพื่อเป็หลักยึดเหนี่ยวให้น้องชายไหลรินหญิงสาวมองเขาด้วยความสงสารเข้าใจและสามารถรับรู้ได้ว่าเขาเ็ปเพียงใด
“เพราะเธอคนเดียวอรปรียาเธอฆ่าน้องชายฉัน!” เขาชี้หน้าเธอด้วยสายตาโกรธแค้นชิงชัง
“ไม่...ไม่! หยุดเถอะ!” เธอยกมือขึ้นปิดหูร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่้าได้ยินคำพูดจากเขาอีกแผ่นดินกระชากมือเธอออกตะคอกใส่อย่างโมโหว่า
“ทำไม! แค่นี้รับฟังไม่ได้หรือไง เธอนี่มันไม่มีความสำนึกเลยนะว่าเธอนั่นแหละที่เป็สาเหตุทำให้ไทต้องฆ่าตัวตายเธอปฏิเสธรักไทจนไทเสียใจมากถึงขนาดคิดสั้น รู้ไหมว่าไทพร่ำพูดอยู่ตลอดเวลาว่ารักเธอมากถ้าไม่มีเธอเขาก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไปทำไมอรปรียา...ทำไมเธอถึงทำแบบนี้ ทำไมเห็นผู้ชายคนอื่นดีกว่าไททั้งๆที่ไทรักเธอมากแม้แต่ชีวิตก็ให้เธอได้” แผ่นดินพูดอย่างเจ็บช้ำมองอรปรียาที่เอาแต่ร้องไห้ด้วยสายตาเคียดแค้น “หยุดร้องไห้คร่ำครวญได้แล้วฉันไม่สงสารฆาตกรอย่างเธอหรอก!”
อรปรียายกมือปิดหูตนเองอีกครั้ง หลับตาแน่นเพราะไม่อยากได้ยินคำพูดแสนร้ายกาจจากแผ่นดินอีกเธอรู้ว่าตนเองผิดและมีส่วนทำให้ไผทต้องตาย แต่เธอก็ไม่อยากได้ยินใครมาว่าตนเองเป็ฆาตกรแบบนี้เธอเป็แค่สาเหตุไม่ได้เป็คนฆ่า คำนี้ดูมันรุนแรงไปสำหรับเธอเหลือเกิน
แผ่นดินคุกเข่าลงตรงหน้าหญิงสาว สองมือแข็งแกร่งจับไหล่บางไว้ก่อนจะออกแรงบีบอย่างไม่ปรานีแม้แต่น้อย “ทำไม แค่นี้ฟังไม่ได้หรือไงยอมรับความจริงไม่ได้ใช่ไหมว่าเธอเป็คนฆ่าไท เธอทำให้ไทต้องตายเธอมันฆาตกร ฆาตกร!!” เขาเขย่าตัวเธอจนหัวสั่นหัวคลอนะโใส่หน้าด้วยความเคียดแค้นชิงชัง
อรปรียาส่ายหน้าไปมา สองมือปิดหูแน่นแต่คำพูดร้ายกาจก็ยังเล็ดลอดเข้ามาให้ได้ยิน ไม่…ไม่!ฉันไม่ใช่ฆาตกร...ไม่ใช่!! หญิงสาวร้องปฏิเสธอยู่ในใจก่อนทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับเธอจะดับมืดไป
ร่างที่ชายหนุ่มเขย่าอยู่ด้วยความโกรธจู่ๆก็ตัวอ่อน สองมือที่ปิดหูอยู่ร่วงลงข้างตัวศีรษะหงายไปด้านหลังแผ่นดินใก่อนจะรีบโอบประคองหญิงสาวไว้ในอ้อมแขนเผลอร้องเรียกด้วยความห่วงใย
“อรปรียาเธอเป็อะไรลืมตาสิอรปรียา!”เมื่อร่างที่อ่อนปวกเปียกในอ้อมแขนไม่มีทางที่จะได้สติ ชายหนุ่มจึงตัดสินใจอุ้มหญิงสาวขึ้นมาแล้วพากลับห้องแผ่นดินวางร่างเธอลงบนเตียงแล้วทรุดตัวนั่งลงข้างๆ สายตาที่มองเต็มไปด้วยความห่วงใยก่อนจะกลับมาเคียดแค้นดังเดิมชายหนุ่มลุกขึ้นยืนมองร่างบนเตียงอีกครั้งจากนั้นก็หันหลังเดินออกจากห้องไป
“ไม่ได้! เราจะต้องไม่ใจอ่อนกับศัตรู ผู้หญิงคนนี้จะต้องชดใช้กับสิ่งที่ทำเอาไว้กับไท” ชายหนุ่มพร่ำบอกกับตนเองขณะที่เดินลิ่วๆ ออกจากบ้านไป แผ่นดินขึ้นรถจิ๊ปของตนเองแล้วขับไปบ้านหัวหน้าคนงานที่อยู่ไม่ไกลนักเพื่อบอกให้ป้าเอื้องภรรยาของหัวหน้าคนงานที่เขาจ้างให้มาดูแลบ้านให้ไปดูแลเธอ จากนั้นเขาก็ขับรถเข้าไร่ทันที