ย้อนเวลาพลิกฟ้าคว่ำดิน

    6 ขอทานน้อยแปลงร่าง

                                 “ ทำไมท่านต้องไล่ข้าเหมือนหมูเหมือนหมาด้วยล่ะเถ้าแก่  ท่านพูดดี ๆ กับข้าก็ได้นี่ “   ขอทานน้อยกล่าวโต้แย้งเถ้าแก่เจ้าของร่างที่ค่อนข้างท้วมสมบูรณ์  ที่กำลังยืนทำหน้าถมึงทึงอยู่ข้าง ๆ เสี่ยวเอ้อ  ท่ามกลางสายตาจำนวนมากของแขกที่มาทานอาหาร          เสียมหลอหลงมองสำรวจขอทานน้อย ซึ่งอยู่ในวัย 14 – 15 ปี   แม้เนื้อตัวมอมแมม แต่ใครพบเจอต้องบังเกิดความสงสาร เวทนาและเอ็นดู  ยกเว้นเพียงแต่เถ้าแก่ผู้นี้เท่านั้น          “ เกิดอะไรขึ้นหรือเถ้าแก่ ? “      อาหลงซึ่งนั่งดูสถานการณ์มาสักพัก  วางตะเกียบในมือก่อนจะเดินเข้าไปถามเถ้าแก่    “ อ้อ  ไม่มีอะไรขอรับนายท่าน  เชิญท่านทานอาหารต่อตามสบาย  ข้ากำลังจัดการไล่เจ้าขอทานน้อยไปให้พ้น  จะได้ไม่มารบกวนพวกท่าน “             เถ้าแก่รีบตอบชายหนุ่มอย่างพินอบพิเทา  ก่อนจะหันไปบอกลูกค้าโต๊ะอื่น ๆ ให้ทานอาหารต่อตามปรกติ        “ ข้ารบกวนขอข้าวกับอาหารสักเล็กน้อยจะได้ไหม  ท่านยายของข้าไม่มีอะไรตกถึงท้องมาหลายวันแล้ว ไม่อย่างนั้นนางต้องแย่แน่ ๆ “            ขอทานน้อยทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าเถ้าแก่เพื่อขอความเห็นใจ       “ ข้าขอเพียงกับข้าวที่แขกทานเหลือได้ไหมเถ้าแก่  ดีกว่าท่านจะเททิ้ง  คิดว่าทำบุญเถอะนะ ข้าขอร้องล่ะ “           ขอทานน้อยผู้น่าสงสารร้องไห้สะอึกสะอื้น เป็นที่น่าเวทนาของแขกในร้านที่มาทานอาหาร   “ ร้านข้าเป็นร้านอาหารนะ  ข้าทำการค้า ไม่ได้เปิดโรงทาน  เจ้ารีบไสหัวออกไปเร็ว ๆ ก่อนที่ข้า... “            เถ้าแก่พูดยังไม่ทันขาดคำ อาหลงก็ชิงตัดบทพูดขึ้นมาก่อน     “ ช้าก่อน ! เถ้าแก่    เอาอย่างนี้ดีมั้ย  ให้น้องชายน้อยคนนี้มานั่งโต๊ะทานอาหารร่วมกับข้า  ท่านคงไม่ขัดข้องอะไรใช่ไหม ? “          “ เอ่อ    คือว่านายท่าน   ข้าเกรงว่าคงจะไม่ค่อยสะดวกนัก  ท่านก็เห็นว่าขอทานน้อยเนื้อตัวสกปรก อาจจะทำให้แขกของร้านรังเกียจเอาได้  “       เถ้าแก่เอ่ยตอบชายหนุ่มด้วยท่าทีที่ลำบากใจ     “ ถ้าท่านยอมให้น้องชายน้อยคนนี้ร่วมโต๊ะกับข้า  ข้าจะจ่ายให้ท่านเพิ่มอีก 10 ตำลึง ตกลงมั้ย ? “                                             ชายหนุ่มยื่นข้อเสนอที่เย้ายวนใจให้กับเถ้าแก่พิจารณา               “ ไม่ได้นะขอรับคุณชาย  เงินมากมายตั้ง 10 ตำลึง สิ้นเปลืองท่านเปล่า ๆ “                             ขอทานน้อยรีบบอกปัดด้วยความเกรงใจ  ก่อนจะเอ่ยต่อไปว่า           “ ถ้าท่านจะกรุณา  ข้าขอเพียงอาหารเหลือ ๆ จากที่ท่านทานกลับไปให้ท่านยายข้าได้กินเท่านั้นก็พอแล้วขอรับ “                        ชายหนุ่มมองขอทานน้อยนางหนึ่งที่อุตส่าห์ปลอมเป็นชายอย่างเห็นใจ และนึกชื่นชมในความกตัญญูของนาง  อีกทั้งพอมองนางก็ทำให้เขานึกถึงลูกสาวที่อยู่ในวัยเดียวกันขึ้นมา รวมทั้งคิดถึงคนรัก,ลูกชายและพ่อแม่พี่น้องของเขา อีกด้วย  เขาต้องสลัดความคิดนั้นทิ้งไปก่อนที่น้ำตาเจ้ากรรมจะไหลออกมา  ก่อนจะหันไปทวงคำตอบกับเถ้าแก่             “ ว่ายังไงเถ้าแก่  ตกลงจะให้น้องชายน้อยคนนี้ร่วมโต๊ะกับข้าได้หรือไม่ ? “                      อาหลงยังคงเรียกขอทานน้อยว่าน้องชาย  ทั้ง ๆ ที่เขารู้ดีว่านางหาใช่บุรุษไม่  แต่ก็ยังไม่อยากเปิดโปงนาง              “ อย่างนั้นก็ได้ขอรับ ...งั้นเชิญพวกท่านตามสบาย “    เถ้าแก่ตอบรับอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก                 “ อ้อ !  เดี๋ยวก่อนเถ้าแก่ ท่านช่วยจัดอาหารที่ขึ้นชื่อที่สุดของที่นี่สัก 3-4 อย่าง ใส่ห่อให้น้องชายคนนี้กลับไปให้ท่านยายด้วยนะ  ค่าอาหารคิดเงินรวมบัญชีที่โต๊ะของข้าได้เลย “            อาหลงกล่าวกับเถ้าแก่  ก่อนจะพาขอทานน้อยที่ยืนมองเขาอย่างสำนึกตื้นตันกลับไปทานอาหารต่อที่โต๊ะ              “ เดี๋ยวก่อนเถ้าแก่   ข้าขอร้องท่าน ต่อไปท่านอย่าได้เที่ยวดูถูกผู้อื่นอีกได้ไหม  ท่านชอบตัดสินคนจากภายนอก   ท่านรู้ไหมว่าบางทีข้าอาจจะเป็นลูกเจ้าเมืองปลอมตัวมาก็ได้ “                ขอทานน้อยเอ่ยเตือนสติเถ้าแก่ไม่ให้ดูถูกคนอีก ส่วนประโยคหลังนางพูดเล่น ๆ ขำ ๆ ไม่ได้คิดอะไร    แต่หลังจากที่ได้ฟังขอทานน้อยกล่าววาจาสามหาว  เถ้าแก่ก็หัวเราะดังลั่นก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า             “ ถ้าเจ้าเป็นลูกเจ้าเมืองปลอมตัวมา  ถ้างั้นข้าก็คงเป็นฮ่องเต้ปลอมตัวมาแล้วล่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า “               พูดเสร็จเถ้าแก่ก็จ้องมองขอทานน้อยด้วยความสมเพช  ก่อนจะขอตัวเดินหายเข้าไปหลังร้าน              อาหลงกับขอทานน้อยกลับไปนั่งทานอาหารต่อที่โต๊ะ   โดยนางกล่าวขอบคุณชายหนุ่มผู้อารีไม่ขาดปาก  ก่อนจะเล่าเรื่องราวของนางให้อาหลงฟังว่า               นางชื่อเสี่ยวชิง  เป็นเด็กกำพร้า อาศัยอยู่กับท่านตากับท่านยายมาตั้งแต่เด็ก   แต่หลังจากท่านตาจากไป   นางกับยายก็ต้องตกระกำลำบากไม่มีอันจะกิน  ทำให้นางต้องออกมาร่อนเร่ขอทาน  เพื่อนำเงินมาซื้ออาหารและยาให้กับท่านยายที่สุขภาพไม่สู้ดี สามวันดีสี่วันไข้               หลังจากฟังแม่นางเสี่ยวชิงในคราบขอทานน้อยเล่าจบ  ชายหนุ่มก็หยิบกระเป๋าสะพายคู่ใจมาวางบนตัก   ก่อนจะรูดซิปเพื่อหยิบเม็ดยาวิเศษที่อาจารย์ใหญ่มอบให้ออกจากห่อ ส่งให้กับเสี่ยวชิงหนึ่งเม็ด เพื่อนำไปให้ท่านยายของนางกิน   พร้อมรับรองกับนางว่าเมื่อท่านยายของนางได้กินจะต้องหายดีในไม่ช้า   นอกจากนั้นเขายังมอบเงินอีก 50 ตำลึงให้กับขอทานน้อย  เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในอนาคตอีกด้วย              เสี่ยวชิงหรือว่าขอทานน้อยที่ยังไม่รู้ตัวว่าชายหนุ่มที่ให้ความช่วยเหลือนางรู้แล้วว่านางเป็นสตรี  รีบลงไปคุกเข่าคำนับขอบคุณผู้มีพระคุณไม่ขาดปาก              “ น้องชายน้อย เจ้ารีบลุกขึ้นเถิด  ไม่ต้องเกรงใจไป “     อาหลงรีบประคองนางให้ลุกขึ้น ระหว่างที่ทั้งสองมีโอกาสได้สัมผัสตัวอย่างใกล้ชิด  ชายหนุ่มก็สูดได้กลิ่นกายสาวที่หอมชื่นนาสิก จนเขาต้องรีบสลัดความคิดอกุศลที่อาจจะตามมาทิ้งไปโดยเร็ว  แล้วชวนนางทานอาหารกันต่อ               ทางด้านเสี่ยวชิงที่น้ำตานองหน้าด้วยความดีใจ ล้วงมือเข้าในเสื้อควานหาของบางสิ่ง ก่อนจะนำมันออกมายื่นให้กับผู้มีพระคุณ            “ เสี่ยวชิงไม่มีสิ่งใดตอบแทนเอินกง(ผู้มีพระคุณ) หยกชื้นนี้ติดตัวข้ามาตั้งแต่เกิด   มันอาจไม่มีราคาค่างวดอะไรมากมาย  ข้าขอมอบเป็นสิ่งตอบแทนให้กับคุณชาย  ขอคุณชายได้โปรดรับไว้ “               “ นี่จะได้อย่างไร  หยกชิ้นนี้เป็นของมีค่าสำหรับเจ้า  เจ้าเก็บติดตัวไว้เถอะ “                ระหว่างที่คนทั้งสองกำลังเกี่ยงกันเรื่องหยกชิ้นนั้น  ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น              “ เสี่ยวชิง  เจ้ามาอยู่นี่เอง รู้ไหมว่ายายแทบพลิกเมืองเพื่อตามหาเจ้า  ยายมีเรื่องสำคัญที่จะต้องบอกกับเจ้า “               พอพูดจบ หญิงชรานางหนึ่งก็ค่อย ๆ เดินเข้ามาที่โต๊ะของอาหลงกับเสี่ยวชิงอย่างระมัดระวัง  โดยมีชายฉกรรจ์ที่แต่งตัวเป็นทหารคอยประคองนางทั้งสองข้าง   นอกจากนี้ยังมีชายวัยกลางคนอายุราว 50 เศษ ๆ ท่าทางภูมิฐาน ดูสง่าและเปี่ยมไปด้วยบารมีเดินตามเข้ามาสมทบอีกคน             “  ท่านยาย เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่  เดี๋ยวอาการของท่านก็ทรุดลงอีก “              เสี่ยวชิงกล่าวด้วยความเป็นห่วง  ก่อนจะรีบเข้าไปประคองท่านยายของนางให้นั่งที่โต๊ะ  พร้อมบอกกับท่านยายของนางด้วยความตื่นเต้นว่า นางได้อาหารสำหรับท่านยายแล้ว แถมยังได้ยาที่จะช่วยให้ยายของนางอาการดีขึ้นอีกด้วย   จากนั้นนางก็แนะนำให้ท่านยายได้รู้จักกับเสียมหลอหลง ซึ่งเป็นผู้มีพระคุณ             เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่เป็นทหารสองนายที่ประคองท่านยายของนางมา  นางก็ตกใจแล้วรีบสอบถามกับท่านยายของนางทันที         “ ท่านยาย  มีเรื่องอันใด  ทำไมถึงมีพี่ชายทหารสองท่านมากับท่านยายด้วย  ท่านโดนจับข้อหาอะไร ? “            เสี่ยวชิงเอ่ยถามท่านยายของนางอย่างร้อนใจ         “ เปล่าหรอกเสี่ยวชิง   ยายไม่ได้โดนทางการจับ    แต่ว่าบิดาแท้ ๆ ของเจ้าจะมารับเจ้าไปอยู่ด้วยต่างหาก  จากนี้ไปเจ้าไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างแร้นแค้น อดมื้อกินมื้ออีกแล้ว “          หญิงชราบอกกับหลานสาวของนาง เพื่อไม่ให้นางเข้าใจผิดและเป็นกังวลมากกว่านี้           “ เหมือนจริง ๆ ถึงแม้เจ้าจะแต่งเป็นชาย แต่เจ้าดูเหมือนแม่ของเจ้าตอนสาว ๆ ไม่ผิด  หว่านเอ๋อ...ในที่สุดฟ้าก็เมตตาให้ข้าได้พบกับลูกสาวของเราแล้ว “             ชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นด้วยความยินดี  พร้อมกับเดินเข้าไปหาลูกสาวที่พลัดพรากจากกันตั้งแต่แบเบาะ            “ ท่านเป็นใคร  ท่านคือพ่อของข้าจริง ๆ เหรอ  แต่ท่านตากับท่านยายเคยบอกกับข้าว่าพ่อแม่ของข้าตายไปแล้วตั้งแต่ข้ายังเด็ก “                  หญิงสาวเอ่ย ก่อนจะหันไปหาท่านยายของนางเพื่อรอฟังคำตอบ             “ เขาเป็นพ่อของเจ้าจริง ๆ เสี่ยวชิง  ถึงเวลาจะผ่านมาเกือบ 15 ปี แต่ยายก็ไม่ได้เลอะเลือนถึงขาดจำบุตรเขยของตนเองไม่ได้หรอกนะ “                       บรรยากาศในร้านตอนนี้เต็มไปด้วยจีนมุง(คล้าย ๆ ไทยมุง)  ที่พากันมาดูเหตุการณ์ขอทานหนุ่มน้อยกลายเป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์ในชั่วพริบตา                “ ท่านเป็นพ่อของนางจริง ๆ เหรอ  ท่านมีหลักฐานใดเพื่อยืนยันความสัมพันธ์หรือไม่ ? ”              อาหลงเอ่ยถามผู้ที่อ้างว่าเป็นบิดาบังเกิดเกล้าของเสี่ยวชิง                “ หลักฐานก็คือหยกที่อยู่ในมือของท่านยังไงล่ะคุณชาย “                ชายผู้นั้นกล่าวพร้อมชี้ไปที่หยกที่อยู่ในมือของชายหนุ่ม  แล้วล้วงเข้าไปในอกเสื้อ ก่อนจะล้วงหยกอีกชิ้นหนึ่งที่มีลักษณะเหมือนกันทุกอย่างออกมา              “ ท่านลองเอาหยกที่อยู่ในมือท่านมาประกบกับหยกชิ้นนี้ของข้าดูสิ “              ชายวัยกลางคนที่อยู่ในชุดสีดำกล่าว  ก่อนจะส่งหยกในมือของตนให้กับชายหนุ่ม             “ เข้ากันได้พอดีเลย  มันทั้งคู่เป็นหยกชิ้นเดียวกันจริง ๆ “               อาหลงพูดขึ้นหลังจากที่ลองนำหยกสองชิ้นมาประกบกันจนกลายเป็นรูปหัวใจที่สมบูรณ์ดวงหนึ่ง            “ ตกลงเรื่องมันเป็นมายังไง  ตอนนี้ข้างงไปหมดแล้ว “    เสี่ยวชิงเอ่ยด้วยสีหน้าและแววตาที่สับสน                               “ เรื่องมันเริ่มต้นเมื่อ 15 ปีที่แล้ว...... “                      บิดาของเสี่ยวชิงเอ่ยขึ้น ก่อนจะเล่าให้ทุกคนฟังว่า  ตอนที่เขายังเป็นแค่นายอำเภอที่อำเภอเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง เขากับแม่นางหว่านเอ๋อซึ่งเป็นแม่ของเสี่ยวชิงได้พบรักกันที่เมืองเทียนหยาง   แต่เป็นเพราะตัวเขาเองได้แต่งงานมีครอบครัวแล้วกับหญิงสาวที่พ่อแม่จัดหาให้  โดยที่ตัวเขาเองก็ไม่ได้รักหญิงสาวนางนั้นเลย                 สุดท้ายแม่นางหว่านเอ๋อจึงต้องแต่งเข้าไปอยู่ในบ้านในฐานะอนุเท่านั้น   หลังจากนั้นไม่นานนางก็ได้ตั้งท้องและคลอดบุตรสาวที่น่ารักน่าชังคนหนึ่ง   ตอนนั้นเขาดีใจมากเพราะว่านี่เป็นลูกคนแรกของเขา  เขาจึงสั่งทำหยกรูปหัวใจครึ่งดวงขึ้นจำนวนสองชิ้น  ซึ่งถ้าเอามาประกบกันก็จะเป็นรูปหัวใจที่สมบูรณ์ดวงหนึ่งจากนั้นเขาได้ให้หยกชิ้นนั้นกับแม่ของเสี่ยวชิง  ส่วนอีกชิ้นเขาพกติดตัวไว้ตลอดเวลา                แต่เขาไม่นึกว่าภรรยาหลวงของเขาจะเกิดอิจฉานางกับลูกที่ตัวเขารักและเอาใจใส่มากกว่า  จึงหาทางกลั่นแกล้งนางต่าง ๆ นานา   จนสุดท้ายนางทนไม่ได้   จึงตัดสินหอบลูกของนางหนีออกจากบ้านไปหลังจากนั้นเขาก็เฝ้าสืบข่าวและตามหาภรรยาและลูกสาว  แต่ก็ไม่มีวี่แววหรือเบาะแสใด ๆ  จนกระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว  เขามาที่อำเภอจินเยว่แห่งนี้เพื่อตรวจราชการ จึงบังเอิญได้พบกับแม่ยายของเขาซึ่งก็คือท่านยายของเสี่ยวชิงนั่นเอง                 เขาดีใจมากที่จะมีโอกาสได้พบกับภรรยาและลูก  แต่เขาเองก็แทบล้มทั้งยืนเมื่อได้ยินจากปากของแม่ยายว่าภรรยาสุดที่รักของเขาได้จากโลกนี้ไปแล้วเพราะความตรอมใจ  ตั้งแต่เสี่ยวชิงยังเล็ก ๆ  ดังนั้นเขาจึงรีบกลับไปยังเมืองเทียนหยางเพื่อเตรียมตัวที่จะมารับลูกสาวและแม่ยายของเขาไปอยู่ด้วยกันที่เมืองหลวง                เล่ามาถึงตรงนี้ บิดาของเสี่ยวชิงก็หลั่งน้ำตาลูกผู้ชายออกมาโดยไม่อายใคร  ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงอันสั่นเครือ                 “ กลับบ้านเราเถอะชิงเอ๋อ... ให้พ่อได้ทำหน้าที่พ่อที่ดี  และชดเชยวันเวลาที่แสนลำบากของเจ้ากับท่านแม่  ตอนนี้พ่อเป็นขุนนางอยู่ในเมืองหลวง ต่อไปนี้พ่อจะดูแลเจ้ากับท่านแม่อย่างดีที่สุด “               ถึงตอนนี้เสี่ยวชิงรู้สึกสับสนอย่างมาก  จากเดิมที่นางเคยคิดว่าพ่อแม่ของนางได้ตายจากไปตั้งแต่นางยังเด็ก   ทิ้งให้นางต้องใช้ชีวิตอย่างทุกข์ยากแสนเข็ญกับท่านตาและท่านยาย    แต่จู่ ๆ ก็กลับปรากฏว่ามีคนอ้างว่าเป็นพ่อบังเกิดเกล้าของตน  และจะพานางกับท่านยายไปใช้ชีวิตใหม่ที่แสนสบายในเมืองหลวง  นางไม่รู้ควรตัดสินใจอย่างไรดี  จึงหันไปสบตาเสียมหลอหลงเป็นเชิงขอความเห็น พร้อมกับกล่าวว่า             “ ข้าควรทำอย่างไรดีคุณชาย  ท่านช่วยชี้แนะข้าด้วย “   อาหลงพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปกล่าวกับบิดาของเสี่ยวชิง              “ ไม่ทราบว่าท่านจะจัดการเรื่องฮูหยินใหญ่ของท่านอย่างไร  ถ้าหากแม่นางเสี่ยวชิงกับท่านยายเข้าไปอยู่ในบ้านของท่าน  แล้วถูกนางรังแกเหมือนกับที่แม่ของนางเคยประสบมาก่อน “              “ เรื่องนี้คุณชายไม่ต้องเป็นห่วง  ฮูหยินใหญ่นางตายไปตั้งแต่ปีที่แล้ว  เพราะฉะนั้นจะไม่มีใครมารังแกหรือข่มเหงชิงเอ๋ออย่างแน่นอน “          พ่อของเสี่ยวชิงบอกยืนยันออกไปเพื่อให้ทุกคนได้คลายความกังวล     “ ว่าแต่ใต้เท้าชื่อแซ่อะไร ท่านรับราชการตำแหน่งใด ท่านช่วยบอกพวกเราได้หรือไม่ ?”         อาหลงทำหน้าที่ซักถามแทนแม่นางเสี่ยวชิง  ก่อนจะสบตาเขาเพื่อรอคอยคำตอบ     “ ได้สิ   ข้ามีชื่อว่าหลิวว่านซาน  ตอนนี้เป็นนายอำเภออยู่ที่อำเภอแห่งหนึ่งในเมืองเทียนหยาง “            หลิวว่านซานตอบคำถามของชายหนุ่มตรงหน้า  ก่อนที่จะทำท่าเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่าง        “ ข้า หลิวว่านซาน จริง ๆ แล้วเป็นเจ้าเมืองเทียนหยาง ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นต้าหยาง  ต้องขอโทษเจ้าด้วยนะคุณชาย ที่ข้าจำเป็นต้องปิดบังฐานะที่แท้จริงต่อเจ้า “            แน่นอนว่านี่ไม่ใช่คำพูดที่หลุดจากปากของพ่อเสี่ยวชิง  หากแต่เป็นเสียงที่ดังก้องอยู่ในโสตประสาทของอาหลง  ซึ่งเป็นผลมาจากการทดลองใช้วิชาอ่านใจเป็นครั้งแรกตั้งแต่ออกจากหุบเขายอดเซียน                      “ ในเมื่อท่านไม่มีความจริงใจที่จะพูดความจริง  ข้าว่าเสี่ยวชิงก็ไม่ควรไปกับท่าน “             อาหลงแสร้งทำเป็นขู่  จนหลิวว่านซานหน้าถอดสี เพราะเขารู้ดีว่าคุณชายท่านนี้มีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจของบุตรีของตน              “ ท่านเจ้าเมือง  ท่านยังคิดที่จะนำลูกสาวของท่านกลับไปบ้านพร้อมกับท่านอยู่หรือไม่ ? “                ชายหนุ่มเอ่ยถามเจ้าเมืองหลิวตรง ๆ โดยไม่อ้อมค้อมแม้แต่น้อย              “ แน่นอน  ข้าย่อมปรารถนาเช่นนั้น  ขอท่านช่วยส่งเสริมเราพ่อลูกให้ได้อยู่พร้อมหน้าด้วย “                ท่านเจ้าเมืองพยักหน้าเป็นการตอบรับ  ก่อนจะใช้สายตาวิงวอนชายหนุ่มให้ช่วยโน้มน้าวใจลูกสาวของตน               ตอนนี้บรรยากาศภายในร้าน   ทุกคนต่างให้ความสนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในร้าน  จนแทบไม่มีโต๊ะไหนที่สนใจทานข้าว หากแต่ทุกคนล้วนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของจีนมุง  ในการชมและร่วมลุ้นเหตุการณ์ที่น่าสนใจครั้งนี้                “ ใต้เท้าหลิว ถ้าข้าเดาไม่ผิด  ท่านคือเจ้าเมืองเทียนหยางใช่หรือไม่ ? ”..............................................................................................................................................................คุยกันหลังฉาก.......ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านนะครับ  ตอนนี้เนื้อเรื่องเริ่มเข้มข้นมากขึ้น  หลังจาก 5 ตอนแรกเป็นการปูพื้นให้ทุกท่านได้มองเห็นภาพและที่มาของพระเอกและวิชาที่พระเอกได้ศึกษามา  ต่อจากนี้จะเป็นบททดสอบที่พระเอกจะต้องนำวิชาที่ได้เรียนมาเพื่อแก้ไขสถานการณ์ที่ต้องพบเจอต่อจากนี้ครับ