เดินทางรอนแรมมาเกือบสองวัน ในที่สุดเวยหลินจิงและจ้าวหลินก็เดินทางมาถึงจวนท่านทูตแห่งเหอหนาน ณ เมืองซันซี ด้านหน้าจวนมีประตูไม้บานใหญ่สองบานที่เปิดเข้าสู่ด้านใน ด้านบนมีป้าย “จวนท่านทูตแห่งเหอหนาน” มีทหารรักษาการณ์หน้าประตูจวน 2 นาย หนึ่งในนั้นกำลังเดินตรงมาที่หญิงสาวทั้งสองคน
ก่อนที่นายทหารผู้นั้นจะเดินมาใกล้ เจ้าหญิงหนิงอันทรงหันพระพักตร์มาสบตากับจ้าวหลิน ทรงยื่นพระกรมาจับมือของนางไว้ แล้วตรัสกับจ้าวหลินด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เสี่ยวหลิน ... ข้ามีเรื่องที่ยังไม่ได้บอกเจ้า เมื่อเราได้เข้าไปด้านในแล้ว ข้าจะเล่าให้เจ้าฟังทั้งหมด แต่ตอนนี้ขอให้เจ้าอยู่เฉย ๆ อย่าพูดสิ่งใดออกไป หรืออย่าทำท่าทางตกใจใด ๆ เข้าใจหรือไม่” อยู่ๆ “คุณหนูจิงจิง” ก็มีรัศมีน่าเกรงขาม จนจ้าวหลินอดแปลกใจไม่ได้ แต่ก็พยักหน้ารับ แสดงความเข้าใจ
“แม่นางทั้งสอง มีกิจธุระอันใดที่จวนท่านทูตหรือไม่” นายทหารผู้นั้นเอ่ยถามเมื่อเดินมาหยุดตรงหน้าหญิงสาวทั้งสอง
“มี..เจ้าช่วยเข้าไปเรียนท่านทูตว่า องค์หญิงเวยหนิงอัน มาขอพบท่านทูต”
เพียงประโยคเดียว สร้างความตื่นตระหนกให้กับทั้งนายทหารผู้นั้นที่เบิกตากว้าง รีบโค้งคำนับ แล้วรีบวิ่งกลับเข้าไปในจวน เพียงครู่เดียวก็วิ่งกลับออกมาพร้อมชายสูงวัย บุคลิกน่าเกรงขาม ที่รีบรุดออกมา เมื่อเห็นพระพักตร์ของเวยหนิงอันชัดเจน ชายผู้นั้นก็รีบก้มตัวคำนับลง แต่หนิงอันรีบคว้าแขนเอาไว้ แล้วรีบตรัส “ท่านทูต ไม่ต้องมากพิธีค่ะ”
“องค์หญิง...เกล้ากระหม่อมดีใจเหลือเกินพระเจ้าค่ะ มีข่าวลือมากมาย ท่านอ๋องและพระชายาทรงทุกข์ใจมาก ทางอ๋องไท่โจวก็ร้อนใจ ส่งทหารออกตามหาพระองค์มาเกือบเดือนแล้วพระเจ้าค่ะ”
“เรื่องมันยาวท่านทูต ไว้หญิงจะค่อย ๆ เล่าให้ฟัง ตอนนี้ เราคงต้องส่งข่าวให้เสด็จพ่อทรงทราบก่อนว่าหญิงปลอดภัย ข่าวลือนั่นเป็นเพียงกลลวงให้เหอหนานกับไท่โจวมีเรื่องพิพาทกัน ข้าหวังว่าเสด็จพ่อคงไม่เชื่อข่าวลือนั่นนะคะ”
“ไม่ทรงเชื่อทั้งหมดพระเจ้าค่ะ แต่ก็ไม่มีใครทราบความเป็นจริง ตอนนี้เจ้าชายฟางมู่หยางเสด็จไปเข้าเฝ้าท่านอ๋องเวยหลงและอ๋องเฉิงอันที่แคว้นเฉิงโจวแล้วพระเจ้าค่ะ”
“แสดงว่าเสด็จพ่อเคลื่อนทัพไปตั้งหลักที่เฉิงโจวกับท่านตาใช่ไหมคะ”
“พระเจ้าค่ะ”
“แล้วเจ้าชายฟางมู่หยางจะเอาหลักฐานอะไรไปอธิบายให้เสด็จพ่อล่ะคะ”
“เจ้าชายทรงบาดเจ็บสาหัสอยู่พระเจ้าค่ะ เป็นไปได้ยากที่จะสามารถทำร้ายองค์หญิงจนถึงสิ้นพระชนม์ตามข่าวลือนั่นได้ ทรงเสด็จไปเพื่อแสดงความจริงใจของไท่โจว แต่จะทรงเชื่อหรือไม่นั้น ก็ต้องแล้วแต่ดุลพินิจของท่านอ๋องแล้วล่ะพระเจ้าค่ะ”
“หญิงทำให้เจ้าชายท่านทรงเดือดร้อนตั้งแต่ยังไม่ได้เห็นหน้ากันเลย...” ทรงถอนพระทัยแรง..จะทรงเกลียดว่าที่พระชายาตั้งแต่ยังไม่ได้เห็นหน้ากันเสียกระมัง ยังไม่ทันได้แต่ง ก็นำความเดือดร้อนมาให้เสียแล้ว
“อย่าทรงเป็นกังวลเลยพระเจ้าค่ะ เจ้าชายทรงมีน้ำพระทัยกว้าง ไม่คิดเล็กคิดน้อยหรอกพระเจ้าค่ะ กระหม่อมจะรีบนำเสด็จองค์หญิงเข้าเฝ้าท่านอ๋อง ทางไท่โจวจะได้รีบส่งข่าวไปหาท่านอ๋องทั้งสองที่เฉิงโจวพระเจ้าค่ะ”
“ดีค่ะ ต้องรบกวนท่านทูตแล้ว เพิ่งจะตกบ่าย เราไปเข้าเฝ้าท่านอ๋องวันนี้เลยได้ไหมคะ”
“ถ้าองค์หญิงไม่ทรงเหนื่อยเกินไป เรื่องนี้ ยิ่งเร็วยิ่งดีพระเจ้าค่ะ”
“งั้นเราไปกันเลยค่ะ”
“เวยหนิงอัน ถวายบังคมท่านอ๋อง พระชายา และองค์ชายเพคะ” เวยหนิงอันและจ้าวหลินคุกเข่าถวายคำนับอ๋องแห่งไท่โจว พระชายา และองค์ชายฟางเร่อหยาง
“ตามสบายเถอะองค์หญิง ข้าดีใจจริง ๆ ที่พบเจ้าเสียที ข้ากลัวเหลือเกินว่าเราจะหาเจ้าไม่พบ แล้วเราก็ไม่รู้จะอธิบายให้อ๋องเวยหลงเชื่อว่าไท่โจวไม่รู้เรื่องอะไรเลยจริง ๆ ได้อย่างไร” อ๋องแห่งไท่โจวตรัสอย่างใจดี จ้าวหลินรีบพยุงองค์หญิงให้ลุกยืนขึ้น
“หม่อมฉันต้องขอพระราชทานอภัยที่เป็นต้นเหตุของความวุ่นวายทั้งหมดเพคะ หม่อมฉันเสียใจ”
“ไม่ใช่ความผิดของเจ้าเลย ไหนเล่าให้ลุงฟังซิ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้วเจ้าหายไปไหนมา ดูเหมือนว่าเจ้ามีอาการบาดเจ็บอยู่ใช่ไหม”
“เพคะ..หม่อมฉันโดนโจรทำร้าย แทงด้วยดาบ จนตกหน้าผาไป บาดแผลเพิ่งจะเริ่มสมาน พอหม่อมฉันได้ยินข่าวลือจึงรีบเดินทางมาก่อนที่จะเกิดข้อพิพาทระหว่างสองแคว้นเพคะ...เรื่องราวทั้งหมดมันเริ่มตั้งแต่ที่หม่อมฉันขอพำนักชั่วคืนหนึ่งที่ต้าซื่อเพคะ....” เวยหนิงอันเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ท่านอ๋อง องค์ชายเร่อหยาง ท่านทูต รวมถึงเสี่ยวหลินฟังไปพร้อม ๆ กัน
“ในแถบชายแดนฝั่งที่เจ้าหลบซ่อนรักษาตัว ข้าก็พาทหารไปตรวจสอบ ตามหาเจ้า แต่ทำไมไม่มีใครพูดถึงเลย ไม่มีใครให้เบาะแสถึงเจ้าเลยแม้แต่น้อย” องค์ชายเร่อหยางทรงตรัสด้วยความสงสัย
“ทูลองค์ชาย..ในระหว่างที่คุณหนู..เอ่อ..องค์หญิงทรงไม่ได้พระสติ ข้าขอร้องท่านป้าโส่ยผู้ที่ช่วยเหลือพวกเราสองคนเอาไว้ ว่าไม่ให้พูดถึงเรา แล้วเราก็หลบซ่อนอยู่แต่ในห้อง ไม่แม้แต่จะออกมาเดินนอกบ้านเพคะ เพราะเรากลัวพวกโจรที่มันลอบทำร้ายจะยังไล่ล่าตามหาพวกเราอยู่ ถ้าทหารไม่ได้เข้าค้นในตัวบ้านก็ยากจะเจอองค์หญิงกับหม่อมฉันเพคะ” เป็นจ้าวหลินที่กราบทูล
“แล้วพวกโจรพวกนั้นมันตามล่าเจ้าทำไม ปล้นทรัพย์แล้วก็ไม่น่าจะต้องตามฆ่าแกงกัน” องค์ชายเร่อหยางตั้งข้อสงสัย
“หญิงคิดว่าพวกมันไม่ใช่โจรเพคะ เพราะพวกมันต้องการตัวหญิงเพียงคนเดียว หญิงคิดว่าเป็นทหารของเจ้าชายกวงเฟยหลงที่ตามล่าหญิงมาจากต้าซื่อเพคะ...หญิงเลยพลอยทำให้ทุกคนรอบข้างหญิงเดือดร้อนไปหมด” ตรัสถึงตรงนี้ก็อดคิดถึงภาพที่ฟางไท่หยางพยายามต่อสู้ เพื่อตนเองจนโดนทำร้าย จนหมดสติไป ไม่รู้เป็นหรือตาย น้ำเสียงจึงสั่นเครือด้วยความสะเทือนใจ น้ำพระเนตรพลันไหล วรองค์สะอื้นไห้จนไหล่บางสั่นไหว
“ไม่ใช่ความผิดของเจ้าเลย” พระชายาทรงเสด็จมาโอบกอดร่างบางเพื่อปลอบขวัญ “บาดแผลเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ดูเจ้าอิดโรย น่าจะเหนื่อยกับการเร่งเดินทางสินะ เดี๋ยวข้าให้หมอหลวงมาตรวจดู และเตรียมหยูกยาให้เจ้าก่อน” พระชายาทรงตรัสด้วยความสงสาร “แล้วเจ้า..เป็นนางกำนัลของหญิงใช่หรือไม่” ทรงพยักพระพักตร์ไปทางจ้างหลิน
“นางชื่อจ้าวหลินเพคะ พระชายา ระหว่างทางได้นางเป็นเพื่อนคู่คิด ตอนหญิงบาดเจ็บก็ได้เสี่ยวหลินที่ช่วยพาหม่อมฉันหนีและดูแล ข้าชวนให้นางมาทำงานกับข้าในเมือง นางเองก็เพิ่งจะรู้ตัวตนที่แท้จริงของหญิงวันนี้เองเพคะ ... หากหญิงจะทูลขอพระราชทานอนุญาตให้เสี่ยวหลินเป็นนางกำนัลส่วนตัวให้กับหญิง ได้ไหมเพคะ”
“งั้นก็ได้ ดีเหมือนกัน มีเสี่ยวหลินที่เจ้าพอจะคุ้นเคยใกล้ชิด เจ้าจะได้ไม่รู้สึกเหงา..งั้นเดี๋ยวให้ซุนผิงหัวหน้านางกำนัลพาเจ้าไปที่ตำหนักใน พักผ่อนก่อน แล้วจะให้หมอหลวงตามไปตรวจอาการ ดูแผลให้เจ้า ส่วนเสี่ยวหลิน เจ้าก็ค่อย ๆ เรียนรู้งานจากซุนผิงก็แล้วกัน... พักผ่อนให้สดชื่นก่อน แล้วค่อยมาวางแผนงานอภิเษกกัน”
“ขอบพระทัยเพคะ งั้นหม่อมฉันทูลลาเพคะ”
“พระชายาเสด็จเพคะองค์หญิง” สิ้นเสียงนางกำนัลที่เข้ามากราบทูล ในห้องโถงเล็กในตำหนัก พระชายาแห่งอ๋องไท่โจว ก็เสด็จพระราชดำเนินเข้ามาพร้อมซุนผิงนางกำนัลส่วนพระองค์ ทรงมีวรองค์ค่อนข้างท้วมด้วยวัย หากเสด็จด้วยความคล่องแคล่ว กระฉับกระเฉง พระพักตร์รูปไข่ที่ยังฉายความงดงามยิ่ง ดวงพระเนตรสดใส อบอุ่น ทรงยิ้มให้กับเวยหนิงอัน ที่ก้มตัวลงถวายคำนับโดยมีจ้าวหลินพยุงท่อนพระกรเอาไว้
ไม่ต้องมากพิธีหรอกจ้ะหญิง..เสี่ยวหลินเจ้าพาองค์หญิงไปนั่งเสียที่เก้าอี้เถอะ จะได้ไม่เจ็บแผล”
“ขอบพระทัยเพคะ พระชายา”
“ป้าบอกแล้วไง ไม่ต้องมากพิธีหรอก อีกไม่นานหญิงก็จะมาเป็นลูกสาวป้าแล้วนะ” ทรงตรัสด้วยรอยยิ้มอบอุ่นเมตตา ด้วยรู้สึกถูกชะตากับองค์หญิงว่าที่พระสุณิสานางนี้ยิ่งนัก ยิ่งเห็นนางบาดเจ็บสาหัส แต่ก็ยังรู้สึกร้อนใจกับความเป็นไปของบ้านเมือง ไม่นิ่งนอนใจ ก็ยิ่งรู้สึกว่านางเหมาะสมที่จะมาเป็นชายาของเจ้าชายรัชทายาท และมู่หยางคงเปิดใจรับนางเป็นชายาได้ไม่ยากนัก
“ได้พักบ้างแล้วใช่ไหม”
“หลังจากทานยาของท่านหมอหลวง หญิงหลับสนิทไปพักใหญ่ เพิ่งจะตื่นมาก่อนพระชายาเสด็จเพียงครู่เดียวเพคะ”
“เจ้าขาดเหลืออะไรก็ให้เสี่ยวหลินแจ้งกับซุนผิงก็แล้วกัน หรือมีอะไรอึดอัด คับข้องใจก็มาบอกข้า ข้าเข้าใจหัวอกสาวน้อยอย่างเจ้า จากบ้านมาตัวคนเดียว แปลกที่ แปลกคนไปหมด ... ขอให้คิดเสียว่าข้าเป็นแม่อีกคนของเจ้าก็แล้วกันนะ” ทรงเอื้อมมือมากุมมือของหนิงอันไว้ เพื่อแสดงความจริงใจ และด้วยกระแสความอบอุ่นที่แผ่ซ่านจากใจสู่ใจ ทำให้องค์หญิงเวยหนิงอันทรงตื้นตัน เงยพระพักตร์ ดวงเนตรพร่ามัวด้วยเอ่อล้นไปด้วยน้ำพระเนตร
“เป็นพระมหากรุณาธิคุณเพคะ” ตรัสได้เพียงเท่านั้น น้ำพระเนตรก็ไหลอาบพระพักตร์
พระชายาจึงทรงลุกขึ้นแล้วเสด็จเข้าไปใกล้ๆ พร้อมวาดพระกรโอบไหล่บางเข้ามาให้เอนพิงกับพระวรกายนุ่ม อุ่น ทรงกอดให้พลัง พระกรอีกข้างทรงลูบพระเกศาที่เอนพิงพระวรการอยู่เบาๆ พร้อมกับตรัสด้วยน้ำเสียงยั่วเย้า.. “เอ้า ขี้แยแบบนี้ เดี๋ยวพระสวามีในอนาคตก็ได้ใจหรอก เราต้องดุไว้ก่อนสิลูก” แล้วสองหญิงต่างวัยก็หัวเราะให้กัน
“ท่านอ๋องกำลังเตรียมเรื่องส่งข่าวให้กับท่านอ๋องเวยหลง เร่อหยางน่าจะไปด้วยตัวเอง คงยุ่งๆ กันอยู่ วันนี้ทานข้าวเย็นกับป้าที่นี่ก็แล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยไปร่วมโต๊ะเสวย”