44 2-2
ตอนที่ 68 คนใจดีเยี่ยงท่านคงจะเข้าแต่หอไตร
“พี่สาวถัง คนผู้นี้ต้องการพบท่าน!”
ทันทีที่ท่านอาจารย์จางขึ้นมาถึงชั้นบน เขาก็โค้งศีรษะคำนับให้ท่านประมุขค่ายจ้าวและท่านอาจารย์หลิวก่อนเป็นอันดับแรก จึงค่อยหันมากล่าวทักทายเหลิงหยุนเจียวอย่างมีมารยาท
“ท่านผู้นี้คงเป็นท่านอาจารย์ถังกระมัง? นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเราได้พบกัน ชายชราผู้นี้แซ่จาง จะเรียกว่า เฒ่าจาง อย่างที่พวกเขาเรียกขานกันก็ได้”
รังสีอำมหิตเย็นฉายวาบผ่านดวงตาของเหลิงหยุนเจียวหนึ่งปราด แม้โดยภายนอก เฒ่าจางผู้นี้จะดูเป็นชายชราจิตใจดี แต่เนื้อแท้แล้ว กลับหาใช่อย่างที่เห็นไม่ มันกับเหล่าคนตระกูลเหลิงต่างก็มีสันดานเดียวกันผิดเพี้ยน
“คาราวะเฒ่าจาง”
เหลิงหยุนเจียวตอบด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายกลับไปคำหนึ่ง
ในเวลาเดียวกัน สายตาคู่นั้นของท่านอาจารย์จางก็เลื่อนไปสบผสานเข้ากับเหลิงเจียวเหนียงที่อยู่ข้างๆ พลันฉายแววสงสัยขึ้นบนใบหน้าทันที
ไฉนเด็กน้อยผู้นี้จึงได้ดูคุ้นหน้านัก?
ทางด้านเหลิงเจียวเหนียง เขาหรือจะจดจำท่านอาจารย์จางผู้นี้ไม่ได้? ทันทีที่แลเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องมองมาด้วยความสงสัย ก็รีบเคลื่อนตัวไปหลบอยู่ด้านหลังของเหลิงหยุนเจียวโดยเร็ว
เหลิงหยุนเจียวระบายยิ้มบาง กล่าวเรียกสติท่านอาจารย์จางขึ้นว่า
“เขาชื่อ เจียวเหนียง เป็นลูกข้าเอง มีนิสัยค่อนข้างขี้อาย”
“อ่อ...เช่นนี้เอง ชื่อเจียวเหนียงอย่างนั้นรึ? ช่างเป็นเด็กที่น่ารักจริงๆ”
ท่านอาจารย์จางส่งยิ้มให้และกล่าวชมเหลิงเจียวเหนียงทันที หวังเพื่อสร้างความประทับใจให้แก่เหลิงหยุนเจียว
เมื่อพินิจไตร่ตรองดูแล้ว ยามนี้ ทั้งเนื้อตัวและใบหน้าของเหลิงเจียวเหนียงล้วนสะอาดสะอ้านดี ดูไม่เหมือนกับเด็กชายตัวสกปรกราวกับขอทานที่อยู่หลังจวนตระกูลเหลิงอย่างในอดีตเลย จึงไม่แปลกใจที่อาจารย์จางจะจดจำเขาไม่ได้
“ท่านอาจารย์ถัง ข้าได้ยินมาว่าท่านมีความเชี่ยวชาญด้านพิษที่ลึกล้ำ สามารถกำจัดได้แม้กระทั่งพิษของเถาวัลย์ไม้อสรพิษในตัวของคุณชายไป๋ได้ เรื่องเช่นนี้นับว่ามหัศจรรย์โดยแท้”
ไป๋ซือหมิงหยิบองุ่นพวงหนึ่งขึ้นโยนเข้าปากด้วยทีท่าเกียจคร้าน กล่าวเย้าขึ้นทันทีที่อาจารย์จางพูดจบ
“ตอนนั้นก็ได้แต่ต้องลองเสี่ยงดูเท่านั้นล่ะ หากไม่ได้ผลจริงๆ ก็ตั้งใจว่าจะกินดื่มให้หนำใจก่อนตาย”
“...”
อาจารย์จางเพียงระบายยิ้มส่งให้อย่างเงียบๆ แต่ภายในใจก็อดบ่นขึ้นมิได้ว่า ข้ามาที่นี่เพื่อฟังคำไร้สาระจากเจ้ากระมัง?
เหลิงหยุนเจียวเคลื่อนดวงตาคู่งามเข้าสบปะทะทีหนึ่ง เผยปรากฏร่องรอยความเจ้าเล่ห์เร้นประกายจากเบื้องลึก
“ดูท่าแล้ว คนใจดีเยี่ยงท่านคงจะเข้าแต่หอไตร แต่ไฉนวันนี้จึงมายังสถานที่แห่งนี้ได้ คงต้องมีธุระสำคัญกระมัง?”
เผชิญพบกับประโยคถ้อยคำเชิงเสียดสีเล็กๆนี้เข้าไป อาจารย์จางถึงกับตะลึงไปชั่วขณะ เหตุไฉนจู่ๆสตรีนางนี้จึงได้กล่าววาจาประชดประชันใส่ตน? หรือเขาจะคิดมากไปเอง?
แม้ภายในใจจะนึกสงสัยและไม่แน่ใจเพียงใด แต่เบื้องหน้า เขาก็ยังคงยิ้มแย้มแจ่มใสดูเป็นมิตรเช่นเดิม แล้วรีบกล่าวตัดเข้าประเด็นทันทีว่า
“ท่านอาจารย์ถัง ช่างฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก ท่านเข้าใจถูกต้องแล้ว เมื่อไม่นานมานี้ คุณหนูรองของเราเพิ่งถูกพิษแขนงพิสดารเข้าไป”
“ทั้งข้าและนักหลอมโอสถอีกสองคนในเมืองเฟิงหยวนต่างก็แวะเวียนเข้าไปตรวจวินิจฉัยดูแล้ว แต่กลับไม่เสาะพบหนทางรักษา”
“ได้ยินมาว่า ท่านอาจารย์ถังบังเอิญอยู่ที่นี่พอดี ข้าจึงตั้งใจอยากจะมาเชิญท่านไปลองดูสักเที่ยวหนึ่ง...”
กล่าวมาถึงตรงนี้ อาจารย์หลิวก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้าดูสะท้อนใจมิใช่น้อย
“ผู้ป่วยคือคุณหนูรองแห่งตระกูลเหลิงที่ข้าประจำอยู่ มันเป็นพิษชนิดใดหรือแขนงใดกลับจนปัญญา หากไม่รบกวนท่านอาจารย์ถังจนเกินไป โปรดช่วยลองดูสักครั้งก็นับเป็นเกียรติยิ่งแล้ว”
‘นายหญิง! โอกาสของเรามาถึงแล้ว! ท่านอาศัยจังหวะนี้เข้าไปปั่นหัวคนตระกูลเหลิงสักรอบ! เจ้าเหลิงหยวนหลง มันบังอาจประเมินฝีมือของท่านต่ำเกินไป ครานี้ล่ะ ถึงเวลาที่ต้องสั่งสอนให้บทเรียนแก่มันแล้ว!’
จู่ๆก็มีสุ้มเสียงร้องตะโกนด้วยความดีใจของเหนียวเหนี่ยวเปล่งดังขึ้นมาในห้วงความคิดของเหลิงงหยุนเจียว
โม่เฉินหยวนเคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า นางกับเหนียวเหนี่ยวต่างมีพันธะสัญญาณวิญญาณต่อกัน จึงสามารถสื่อจิตหากันได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องผ่านวาจา
‘ข้าว่า เจ้าหิวผลึกวิญญาณเสียมากกว่า’
‘หุหุหุ...’
เหนียวเหนี่ยวปิดปากหัวเราะคิกคักรู้สึกเขินอายเล็กน้อย เมื่อจุดประสงค์ที่แท้จริงของนางถูกเปิดโปง จึงได้แต่เงียบไม่พูดอันใดอีก
การที่เหลิงหยวนหลงส่งคนมาที่ค่ายทหารรับจ้างเพื่อมาตามหานางเช่นนี้ นับเป็นเรื่องที่เหลิงหยุนเจียวไม่เคยคาดคิดมาก่อน
อยากรู้เสียจริงว่า หากเหลิงหยวนหลงรู้ว่า‘ท่านอาจารย์ถัง’ที่มันกำลังเชื้อเชิญนี้ แท้จริงแล้วคือ นังเศษสวะที่เจ้าตัวเกลียดชังเข้าไส้ มันจะมีสีหน้าเยี่ยงไร?
เหลิงงหยุนเจียวอยากจะเห็นกับตาตัวเองจริงๆ!
“ย่อมได้ เวลานี้ข้าเองก็มิได้มีธุระสำคัญอะไรแล้วเช่นกัน หากสามารถช่วยชีวิตคนสักคนได้ ย่อมนับเป็นเรื่องดี”
แลเห็นว่าสตรีนางนี้ยอมรับปากตกลงด้วยโดยง่าย อาจารย์จางก็หลงดีใจจนมิทันพินิจสงสัยอะไรเลย
“ท่านอาจารย์ถังทั้งงดงามและจิตใจดี ข้าเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ความช่วยเหลือของท่านในครานี้ จะทำให้คุณหนูรองของเราพ้นขีดอันตรายได้เป็นแน่!”
ได้ยินคำพูดประจบสอพลอเช่นนี้เข้า ไป๋ซือหมิงก็ถึงกับปั้นหน้าเย้ยหยัน กล่าวแทรกขึ้นทันควัน พร้อมถุยเมล็ดองุ่นไปพลาง
“ท่านอาจารย์จาง เคยเห็นโฉมหน้าพี่สาวถังแล้วกระมัง? จึงได้รู้ว่านางงดงาม?”
กระทั่งจวบจนบัดนี้ เหลิงหยุนเจียวยังคงสวมหมวกไม้ไผ่ปีกกว้าง ใบหน้าของนางยังคงมีผ้าคลุมสีขาวปกปิดเอาไว้ จึงไม่มีผู้ใดสามารถล่วงรู้ได้ว่า รูปลักษณ์ที่แท้จริงของนางเป็นเช่นใด
แม้จะนั่งอยู่ต่อหน้าประมุขค่ายจ้าวกับท่านอาจารย์หลิวก็ตาม นางก็ยังมิเคยปลดผ้าคลุมออกเลย