เมื่อยามราตรีมาเยือน สองหนุ่มที่รับปากจะนั่งเฝ้าแม่นางหยางอีก็สลับกันเฝ้าเวรยาม ซิ่วอิงเดินกลับเข้ามาในเรือนสบตากับอีกฝ่ายเพื่อสื่อว่าถึงเวลาเปลี่ยนเวรแล้ว หนนี้เขาเป็ฝ่ายที่ต้องมานั่งเฝ้านาง ส่วนอีกคนก็ให้กลับไปนอนพักที่ห้องข้าง ๆ
หลังจากสิงเทียนลุกเดินหายไปได้ไม่นาน แม่นางที่นอนนิ่งเมื่อครู่ก็พลันตีลังกาดีดตัวลุกขึ้นยืนตรง ก่อนจะกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งแล้ววิ่งหายออกจากเรือนไป
คนที่นอนอยู่ห้องข้างคล้ายรอจังหวะนี้มานาน รีบพุ่งตัวตามนางไปในทันที ชาวบ้านที่เข้านอนกันแล้ว เมื่อได้ยินเสียงโครมครามยามค่ำคืนจึงพากันวิ่งออกมาดูอย่างไม่ได้นัดหมาย ก่อนจะเห็นว่ามีสองคนกำลังต่อสู้กันอยู่กลางถนน
“นั่นอะไรน่ะ!”
“เ้าข้าเอ้ย! คนตีกัน!”
“ผัวเมียหรือนั่น”
บนเส้นทางที่เต็มไปด้วยดินสีเข้ม คืนนี้ท้องฟ้าโปร่งแถมยังมีแสงจันทร์ส่องสว่างจนมองเห็นทุกอย่างได้ชัดเจน ฝั่งหนึ่งเป็สตรีตัวเล็ก ่ข้อมือลามมาถึงปลายนิ้วเป็สีเขียวอมม่วงเข้ม ปล่อยไอชั่วร้ายลอยอวนอยู่รอบมือ ผมเผ้ารุงรังมองไม่เห็นใบหน้า ส่วนอีกทางหนึ่งก็คือหนุ่มหล่อในชุดสุภาพ แม้จะเป็การต่อสู้แต่กลับไม่เห็นว่าเขาจะทำร้ายนางสักนิด คล้ายกับกำลังล่อหลอกให้นางอ่อนกำลังลงเสียมากกว่า
“คุณชายสู้เขา!”
ซิ่วอิงะโเชียร์อยู่ด้านหลังอย่างเมามันส์ ในขณะเดียวกันสิงเทียนก็ถอดชุดคลุมด้านนอกออกมาพันรอบตัวนางจนเป็ก้อนกลม ฝั่งเด็กสาวไม่อาจขยับตัวได้ ส่งเสียงร้องอู้อี้ภายใต้ชุดคลุมนั่น
สิงเทียนแม้ร่างกายกำยำทว่ากลับกอดนางเอาไว้ได้ลำบากพอควร คนที่คอยดูอยู่ด้านหลังจึงรีบอาสาเข้ามาช่วยทันที ฝ่ามือประสานกันและถ่ายพลังบางส่วนไปที่คนป่วยเพื่อทำให้นางสงบลง
ซิ่วอิงยกนิ้วโป้งให้คนตรงหน้า “ท่านเก่งมากคุณชาย”
สิงเทียนหาได้สนใจในคำชม ขมวดคิ้วเป็ปมกล่าวว่า “นางถูกคำสาป”
บิดานางที่ยืนดูอยู่ไม่ไกลกล่าวขึ้น “คำสาปเรอะ พูดบ้าอะไรกัน คำสาปมันมีจริงที่ไหน!”
ซิ่วอิงรู้เื่นี้ั้แ่แรกแล้วจึงหันไปตวาด “ไอ้เฒ่าหุบปาก!”
“…”
เขารู้นั่นไม่แปลก แต่สิงเทียนรู้ได้อย่างไรอันนี้สิถึงเรียกแปลก ลำพังประมือกันแค่ครู่เดียวคงไม่สามารถมองออกได้แน่ ในนิยายบทนี้สิงเทียนต้องเดินทางไปสืบสาวหาข้อมูลถึงในป่าเป็เวลาหลายวัน ไม่มีทางที่แค่กอดร่างนางแล้วจะรู้ได้เร็วขนาดนี้แน่ หรือความจริงเขาจะประเมินความสามารถสิงเทียนต่ำไปเช่นนั้นรึ
ซิ่วอิงหวนนึก สิ่งที่นางโดนมานั้นคือคาถาร้ายแรงอย่างคำสาปสิ้นหวัง คำสาปประเภทนี้แม้รักษาหายแต่คนถูกสาปมักกลายเป็คนสติไม่สมประกอบ ไม่อาจสอบถามหาความจริงหรือที่มาที่ไปได้ ส่วนผู้ที่ทำให้นางเป็เช่นนี้มันก็คือบิดาของนางอย่างไรล่ะ
ซิ่วอิงรู้แล้วว่าคนร้ายมันเป็ใคร เพียงแต่เขาไม่รู้จะเปิดโปงยังไง ถึงได้อาสาอยู่นอนเฝ้าเพื่อให้อาการนางกำเริบ และเมื่อเป็เช่นนั้น บิดานางที่ได้ยินว่ามีเื่อย่างคำสาปมาเกี่ยวข้องจึงอดรนทนไม่ไหว ด้วยกลัวว่าความลับที่ตนเป็ผู้อยู่เื้ัจะถูกล่วงรู้ จึงพยายามพูดเปลี่ยนเื่นั่นเอง
ซิ่วอิงเห็นจังหวะดีในการกระชากหน้ากากคนร้ายจึงขยิบตาให้สิงเทียนทีหนึ่ง ฝั่งคนมองพยักหน้ารับทันทีพร้อมลุกขึ้นยืนประจันหน้าคนร้าย
“นางถูกคำสาป เื่นี้เ้ารู้ไหม”
เมื่อถูกถามอย่างโจ่งแจ้ง บิดานางจึงมีท่าทีเปลี่ยนไป ยืนไม่เป็สุขกระสับกระส่ายทันที “ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้นแหละ จะรักษาก็รีบเข้า หากลูกสาวข้าได้รับาเ็ พวกเ้าโดนดีแน่”
สิงเทียนเค่นเสียงอย่างหงุดหงิด “เหอะ! นี่หรือผู้มีพระคุณ นี่หรือบุคคลที่สมควรได้รับความเคารพ นางรักเ้าดั่งบิดาแท้ ๆ แต่เ้ากลับกล้าคิดไม่ซื่อต่อนาง ต่ำช้าที่สุด!”
คนถูกกล่าวหาร้อนรนขึ้น “เ้าปากสุนัข! เซียนจอมปลอม! กล้าดีอย่างไรมาพูดจาใส่ความข้า พวกเ้าอยากเจอดีใช่ไหม”
ว่าพลางจะพุ่งตัวมาชกหน้าอีกฝ่าย สิงเทียนเบี่ยงตัวหลบจนหมัดขวาวืดผ่านหน้าไป ก่อนจะเตะขาทางนั้นทีหนึ่งจนล้มจูบดิน พร้อมกับใช้เท้าเหยียบแผ่นหลังให้ตาเฒ่านั่นแน่นิ่ง
“อ้าก! เ้า! พวกเ้ามันจอมหลอกลวง! ปล่อยข้านะ!”
สิงเทียนสะบัดชายเสื้อ เปลี่ยนสีหน้าให้ดูน่าเลื่อมใสยิ่งขึ้น “ทุกคนที่อยู่ที่นี่ล้วนรู้จักคำสาปสิ้นหวังดี คำสาปที่ก่อเกิดจากความรู้สึกสิ้นหวังของผู้ถูกสาป เดิมทีมันมิใช่คำสาปหากแต่เป็คุณไสยชนิดหนึ่ง เมื่อคาถาของมันเสื่อมลง คุณไสยก็จะส่งผลย้อนกลับ ทำให้ผู้ที่ต้องคุณไสยกลายเป็คนไม่สมประกอบ เหมือนกับแม่นางที่นอนอยู่ตรงนั้นอย่างไรล่ะ”
ชาวบ้านผู้หนึ่งถามขึ้น “ท่านเซียน ท่านหมายความว่าบิดานางจงใจทำสเน่ห์ใส่บุตรสาวอย่างนั้นรึ”
บิดานางดิ้นตะเกียกตะกายหาข้อแก้ตัว “มิใช่! ข้ามิได้ทำ!”
สิงเทียนเกลียดคนตรงนั้นจนเส้นเืในตาแตกซ่าน จึงกระทืบซ้ำให้ร่างชราจมดินไปกว่าครึ่ง จากนั้นจึงหันมาตอบคำถามคนเมื่อครู่
“แน่นอนว่าจริง ชายผู้นั้นมักมากในกาม เขาหลอกภรรยาไปในป่าเพื่อสังเวยชีวิตนางให้ภูติผีปีศาจเพื่อแลกกับการที่ได้พลังคุณไสยมหาสเน่ห์นั่นมา ยิ่งนานวันเข้าิญญาร้ายก็ยิ่งเหิมเกริม เริ่มออกอาละวาดและล่อลวงชาวบ้านเข้าป่ามากขึ้น และเมื่อสองวันก่อนข้าได้เดินทางเข้าไปกำจัดปีศาจที่เป็ต้นตอแล้ว นั่นจึงส่งผลให้บุตรสาวของเขาที่ต้องคาถากลายเป็คนบ้าอย่างไรล่ะ”
ชาวบ้านต่างทำหน้าใ บ้างก็ยกมือมากุมหน้าอกเอาไว้ สวดภาวนาขอพรเพื่อให้ตนและคนในครอบครัวปลอดภัย เพียงไม่นานเสียงแซงแซ่ก็ดังระงมไปทั่วหมู่บ้าน
“มีอย่างนี้ด้วยหรือเนี่ย”
“โถแม่นางน้อยช่างน่าสงสาร สูญเสียมารดาแถมยังถูกบิดาคิดข่มเหงอีก”
อ้ากกกกกก
ซิ่วอิงะโ “คุณชายระวัง!”
ชายที่นอนแน่นิ่งจูบฝุ่นเหลืออดเต็มทนแล้ว เขาสลัดตัวออกจากฝ่าเท้าอีกฝ่ายมาได้ก็วิ่งตรงไปหมายจะตะปบลำคอทันที เป้าหมายคือตัดคอตนตรงหน้าให้มันขาดไปเสีย ทว่าสิงเทียนกลับเงื้อเท้าถีบได้อย่างแม่นยำจนร่างนั้นลอยหวือไปกระแทกต้นไม้อย่างแรง
ร่างนั้นเปี่ยมไปด้วยโทสะจนทั้งตัวสั่นเทิ้ม แม้จะกระอักเืออกมาเป็ทางแต่กลับยังมีจิตคิดสังหารไม่ยอมหยุด หลังพยุงร่างกายให้อยู่นิ่งแล้วจึงเช็ดคราบเืที่มุมปากตนเอง ก่อนจะจ้องไปยังบุรุษตรงหน้าแล้วแหกปากะโลั่น
“ทำมาเป็รู้ดี! หากข้าตัดใจไม่ขอความช่วยเหลือแต่แรก เื่มันคงไม่บานปลายเช่นนี้!”
สิงเทียนตอบกลับหน้านิ่ง “ใครใช้ให้เ้าไปขอเองล่ะ”
“หน็อย…ตายซะเถอะ!”
ว่าแล้วก็ะโปราดมาอีกหน คราวนี้ไม่ต้องรอให้ใครบอกวิธีจัดการสิงเทียนก็สามารถรู้เองได้ เขารวบรวมพลังบริสุทธิ์สายหนึ่งไปที่หมัดขวาแล้วชกเข้าที่บริเวณหัวใจของชายผู้นั้นทันทีจนเกิดแรงะเิขึ้น ความแรงของพลังนั่นทำเอาร่างชายที่พุ่งมาด้วยความเร็วอ่อนยวบลงทันที จากนั้นทั้งร่างก็ล้มลงไปกองกับพื้นในสภาพไร้ลมหายใจ
“หนึ่งหมัดทะลวงชีพ!”
ซิ่วอิงเผลอหลุดปากร้องดังลั่นเมื่อเห็นฉากตรงหน้า เขาจำได้ว่าสิงเทียนเคยฝึกวิชานี้อยู่ครั้งหนึ่ง แต่เนื่องจากมันต้องใช้ความแม่นยำสูงและเปลืองพลังทิพย์มหาศาล จึงไม่เคยเห็นกับตาเลยสักครั้ง แต่เมื่อครู่เขาเห็นอย่างชัดเจน ชัดเจนเต็มสองตา!
ซิ่วอิงอ้าปากค้างตาเป็ประกาย “โว้ว! คุณชายท่านเท่ะเิไปเลยขอรับ!”
อีกฝ่ายสีหน้าไม่สบอารมณ์ถามอย่างโมโห “มองหาอะไร!”
“เฮือก…ขะ ขออภัยขอรับ”
สิงเทียนนั่งลงคลายชุดคลุมที่ห่อตัวเด็กสาวออก จับมือของนางขึ้นมาพิจารณาก็พบว่ารอยจ้ำต่าง ๆ ได้หายไปหมดแล้ว เห็นทีการสังหารตาเฒ่านั่นคงเป็วิธีที่ถูกต้องจริง ๆ
“นางจะกลับมาเป็ปกติไหม”
ซิ่วอิงตอบอย่างลำบากใจ “คงยากขอรับ ไม่รู้ว่านางถูกคุณไสยนี่มานานแค่ไหนแล้ว”
สิงเทียนเอ่ย “นางเหลือตัวคนเดียว ชีวิตภายภาคหน้าคงลำบากแย่”
ตัวเขากำลังจะเอ่ยเสนอว่าให้พานางกลับไปยังวังด้วย แต่จู่ ๆ สิงเทียนก็พูดขึ้นก่อน “เช่นนั้นพานางกลับวังพร้อมข้า”
“ได้เลยขอรับ ได้เลย!”
คดีปีศาจสาวถูกกำจัดจบลงแล้ว แม่นางหยางอีก็ได้รับการช่วยเหลือจากพวกเขา หลังผ่านคืนนั้นมาได้หลายวัน นางก็เริ่มเรียนรู้ที่จะสื่อสารต่อผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็การพูดหรือใช้ภาษามือก็ตามที
ซิ่วอิงนั่งคิดนอนคิดมาั้แ่คืนแรกที่กลับถึงเรือน ว่าคนอย่างสิงเทียนไปรู้รายละเอียดของเื่นั้นได้อย่างไร เขามีตาทิพย์หรือมีพลังวิเศษอย่างอื่นที่ตนไม่รู้เช่นนั้นหรือ แต่เท่าที่สังเกตก็ไม่พบความผิดปกติใด สุดท้ายจึงปักใจเชื่อว่าคงจะเป็เพราะความบัคเฉพาะตัวแน่ ๆ
ระยะเวลาั้แ่เริ่มเดินทางออกมาจากวัง ก็เข้าสู่ปีที่ห้าเห็นจะได้ และเมื่อลองตรวจสอบหลายสิ่งหลายอย่างโดยอิงตามต้นฉบับของนิยายก็ไม่มีอะไรตกหล่น ซ้ำยังดูเหมือนว่าสิงเทียนจะร่นระยะเวลาให้ทุกภารกิจดำเนินเร็วขึ้นกว่าเดิมเสียอีก หากคำนวนไม่ผิดล่ะก็ ขณะนี้จุดสำคัญของเื่คงใกล้ดำเนินมาถึงแล้ว
หลังกลับมาถึงวังสิงเทียนก็สั่งให้เขาเป็ผู้คอยดูแลแม่นางหยางอีอย่างใกล้ชิด ทั้งต้องทำความสะอาด ไหนจะต้องคอยไปถ่ายลมปราณให้อีกฝ่ายอยู่เสมอ ทำทุกอย่างประหนึ่งเป็แม่นมเลยทีเดียว ตอนฟ้าสางเลี้ยงลูกสาวแต่พอตกดึกก็เปลี่ยนไปเลี้ยงลูกชาย
เป็เช่นนี้อยู่ร่วมเดือนจนเขาชินชาไปเอง