ฟู่เยี่ยน สาวน้อยเนตรสวรรค์ (นิยายแปล)

    ตอนที่ 56 เฟอร์นิเจอร์เก่าของแม่

    ตอนที่56 เฟอร์นิเจอร์เก่าของแม่

     

    “ต้าอัน ต้าจ้วง ต้านีทุกคนเห็นด้วยกับคำพูดสุดท้ายของแม่หรือเปล่า ? ” หลังจากที่ฟู่กวางจงอ่านจดหมายจบฟู่ต้าหย่งก็ได้ถามความเห็นจากน้อง ๆ ของเขาทันที

     

    “พี่ใหญ่ พวกเราเห็นด้วยกับคำพูดของแม่” เหล่าน้อง ๆ ของเขาไม่มีใครโต้แย้งเรื่องนี้เลย

     

    “เอาล่ะ ในเมื่อแม่ได้ตัดสินใจแบบนั้นเราก็คงจะพูดอะไรไม่ได้แล้วถ้าอย่างนั้นคงต้องรบกวนปู่หกช่วยจัดการเรื่องนี้แล้วล่ะครับผมไม่รู้ว่าพ่อจะเต็มใจหรือเปล่า แต่หากว่าพ่อเต็มใจผมก็พร้อมที่จะลงนามในเอกสารให้ครับ” ฟู่ต้าหย่งพูดพร้อมกับมองไปยังปู่หกของเขา

     

    ปู่หกพยักหน้ารับเบาๆ ซึ่งเขาเองก็เห็นด้วยกับคำพูดของฟู่ต้าหย่งเช่นกัน

     

    ส่วนฟู่เหล่าชวนเองก็มีสีหน้าที่มืดลงไปเล็กน้อยแต่ก็ยังพยักหน้ารับเบา ๆ

     

    “ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกนั้นควรจะเป็นความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งที่สุดแต่ผมเองก็ไม่รู้ว่าทำไมความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกของพวกเราถึงเป็นแบบนี้ไปได้พวกเราต่างก็เชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อและแม่มาโดยตลอดอยู่แล้วฉะนั้นหลังจากที่พ่อเกษียณแล้ว ผมกับต้าจวง เราสองคนจะให้เงินกับพ่อเดือนละ10 หยวน ถือว่าเงินจำนวนนี้เป็นเงินบำนาญก็แล้วกันครับ”

     

    “ส่วนเรื่องงานแต่งของต้าอันหากพ่อไม่ต้องการจัดงานแต่งให้กับเขาก็ไม่เป็นไรครับผมกับต้าจ้วงจะจัดการเรื่องนี้เองหากเขารับผิดชอบตัวเองได้และยืนด้วยลำแข้งของตัวเองได้แล้วค่อยให้เขาจ่ายเงินค่าเลี้ยงดู”

     

    “สำหรับต้านีตอนนี้เธอเองก็มีลูกถึง 2 คน ซึ่งเธอต้องเป็นทั้งพ่อและแม่ในคราวเดียวกันเห็นแก่ที่เธอเป็นผู้หญิงเถอะครับ ช่วยละเว้นเธอไว้สักคนก็แล้วกัน”

     

    “หากพ่อเห็นด้วยผมจะให้ฟู่เฉิงร่างหนังสือสัญญาขึ้นมา เพื่อที่เราทุกคนจะได้ลงนามด้วยกันครับ”

     

    หลังจากที่ฟู่ต้าหย่งพูดจบปู่หกก็พูดแทรกขึ้นมาทันที

     

    “ชวนจื่อ ทำไมหน้าของนายถึงได้แดงขนาดนั้นกันล่ะ ? ดูสิ อย่างน้อยเด็กพวกนี้ก็ยังคิดถึงนายอยู่นะ ! ” ปู่หกมองไปยังฟู่เหล่าชวนอย่างหมดคำพูดเมื่อเขาแก่ตัวลงสักวันหนึ่งเขาก็จะรู้เองว่าเงินทองมันเป็นเพียงของนอกกายเท่านั้น

     

    ทว่าฟู่เหล่าชวนไม่ได้สนใจเรื่องนั้นตอนนี้เขาคิดเพียงแค่ว่าเขาไม่ได้เงินหรือสมบัติใด ๆ เลยทั้งยังเกือบจะเสียบ้านไปอีกด้วยแต่ก็ยังดีที่ลูกชายของเขาจะให้เงินค่าเลี้ยงดูคนละ 10 หยวนต่อเดือนอย่างน้อยมันก็ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย !

     

    “ต้าจวง ต้าอัน พวกนายทั้งสองเห็นด้วยหรือเปล่า ? ” ฟู่เหล่าชวนพูดขึ้นมาพร้อมกับมองไปยังฟู่ต้าจวงและฟู่ต้าอัน

     

    “พวกเราเห็นด้วยกับพี่ใหญ่ครับ ! ” ฟู่ต้าจวงและฟู่ต้าอันพูดขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกัน

     

    “อืมถ้าอย่างนั้นก็ไปจัดการเรื่องเปลี่ยนชื่อเจ้าของบ้านกันเถอะไปที่สำนักงานหมู่บ้านตอนนี้เลย จะได้จัดการเรื่องนี้ให้มันจบ ๆ ไป ! ” เพื่อความปลอดภัยฟู่เหล่าชวนจึงได้เร่งเร้าพวกเขาให้รีบเปลี่ยนชื่อโฉนดบ้านตามที่ตกลงเอาไว้ทันที

     

    “อย่ากังวลไปเลยครับถึงยังไงเรื่องนี้ก็มีฟู่เฉิงและหัวหน้าหมู่บ้านเป็นสักขีพยาน ผู้นำหมู่บ้านครับผมคงต้องรบกวนคุณช่วยจัดการเรื่องนี้ด้วย” ฟู่ต้าหย่งพูดออกไปด้วยท่าทีที่นอบน้อม

     

    เมื่อได้ยินเช่นนั้นหัวหน้าหมู่บ้านก็พยักหน้ารีบทันที ส่วนฟู่เฉิงที่เห็นว่าทั้งสองฝ่ายต่างก็ไม่ได้มีข้อโต้แย้งใดแล้วเขาจึงได้ร่างสัญญาการจ่ายค่าเลี้ยงดูขึ้นมาเพื่อให้ฟู่เหล่าชวนและฟู่ต้าหย่งลงนามลงบนสัญญาฉบับนั้น

     

    โดยเนื้อหาของสัญญามีดังนี้บ้านที่ฟู่เหล่าชวนอาศัยอยู่ในปัจจุบันนี้จะถูกใช้เป็นค่าเลี้ยงดูหลังจากที่ฟู่เหล่าชวนเกษียณจากการทำงานที่เหมืองฟู่ต้าหย่งและคนอื่นจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในทรัพย์สินนี้อีกต่อไปอีกทั้งฟู่ต้าหย่งและฟู่ต้าจวงจะต้องจ่ายเงินค่าเลี้ยงดูให้กับฟู่เหล่าชวนเดือนละ10 หยวน ส่วนฟู่ต้าอันเองก็ต้องจ่ายเช่นกันซึ่งเขาจะต้องจ่ายหลังจากที่เขามีอายุครบ 35 ปี

     

    หลังจากที่ร่างสัญญาเสร็จทั้งสองฝ่ายก็ได้ประทับลายนิ้วมือลงไป

     

    ในตอนนี้ปู่หกก็ได้มองไปยังฉากตรงหน้าด้วยความรังเกียจ ก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้และต้องการที่จะเดินออกไป

     

    ทว่าฟู่ต้าหย่งกลับหยุดเขาเอาไว้เสียก่อน“ปู่หกวันนี้พวกเรามาทานมื้อเที้ยงด้วยกันสักมื้อเถอะครับผมได้เตรียมเหล้ารสชาติดีเอาไว้ให้กับปู่หกแล้ว ! อย่าเพิ่งรีบกลับเลยนะครับ”

     

    “ต้าหย่งช่างเป็นเด็กดีจริง ๆซึ่งต่างจากพ่อของหลานมาก ๆ ส่วนลูก ๆ ของหลานต่างก็เป็นเด็กเก่งกันทุกคนเลยหลานอบรมสั่งสอนพวกเขาอย่างดี ทั้งยังสนับสนุนให้พวกเขาได้เรียนหนังสืออีกด้วย ! ปู่ภูมิใจในตัวหลานมากๆ เลยล่ะ ! ”

     

    “ปู่เองก็อายุมากแล้วจะให้ดื่มเหล้าเหมือนตอนหนุ่ม ๆ คงจะไม่ได้อีกอย่างวันนี้ก็เจอเรื่องน่าปวดหัวมาตลอดช่วงเช้าแล้วปู่คิดว่าปู่ขอตัวกลับก่อนจะดีกว่า ! ” หลังจากที่พูดจบเขาก็ได้เดินออกไปพร้อมกับลูกชายทั้งสอง

     

    พวกเขาเดินออกไปโดยที่ไม่มีใครสนใจฟู่เหล่าชวนเลยแม้แต่คนเดียว

     

    หลังจากที่ทุกคนแยกย้ายกันกลับไปแล้วฟู่เหล่าชวนจึงได้ลุกขึ้นและกำลังจะเดินออกไปเช่นกัน ทว่าฟู่ต้าจวงก็ได้หยุดเขาเอาไว้ด้วยคำพูดประโยคหนึ่ง

     

    “พ่อครับในเมื่อตอนนี้เราได้ประทับลายนิ้วมืออย่างเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วก็ควรจะปฏิบัติตามข้อตกลงด้วยใช่ไหมครับ พี่ใหญ่ น้องสามเราไปที่บ้านของพ่อกันเถอะ ไปช่วยกันขนเก้าอี้เก่าของแม่กลับมากันดีกว่านั่นคือของดูต่างหน้าที่แม่ให้กับพวกเราเชียวนะ” ฟู่ต้าจวงได้ชวยฟู่ต้าหย่งและฟู่ต้าอันไปช่วยเขาขนเก้าอี้ในทันที

     

    “เหอะ ! ฉันไม่ได้สนใจเก้าอี้ที่พังแล้ว 2-3ตัวนั่นหรอกนะ ในเมื่ออยากได้มันก็ตามสบายเลย” ฟู่เหล่าชวนกำลังคิดว่าลูกชายอกตัญญูบางคนกำลังต้องการทำให้เขาโกรธจึงได้พูดถึงเรื่องย้ายชุดโต๊ะเก้าอี้พวกนั้นขึ้นมา !

     

    โดยฟู่เซินและฟู่เยี่ยนก็ได้ตามไปช่วยด้วยเช่นกันเนื่องจากเกิดเรื่องวุ่น ๆ ขึ้นมาตลอดทั้งช่วงเช้าดังนั้นพวกเขาจึงยังไม่ได้ทานข้าวเช้ากันเลยด้วยซ้ำ ซึ่งตอนนี้ฟู่ต้านีและฉือหมิ่นก็กำลังช่วยกันอุ่นกับข้าวอยู่เมื่อพวกเขากลับมาจะได้กินข้าวพร้อมกัน

     

    หวังซู่เหมยเองก็ตื่นตั้งแต่เช้าแล้วแต่เธอแค่ไม่ออกจากห้องเท่านั้น โดยเธอรอให้ทุกคนแยกย้ายกันกลับไปก่อนแล้วจึงออกมา

     

    ส่วนอีกด้วยหนึ่งเมื่อเห็นว่าฟู่เหล่าชวนออกไปข้างนอกตลอดทั้งช่วงเช้า หนิวชุ่ยฮวาจึงตั้งตารออย่างมีความหวังบางทีครั้งนี้เขาอาจจะนำเครื่องประดับทองทำและเงินมากมายกลับมาด้วยก็ได้

     

    เมื่อคิดถึงเรื่องที่ตัวเองจะได้เงินมากมายหนิวชุ่ยฮวาจึงรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากเธอกำลังคิดถึงชีวิตที่สะดวกสบาย มีทรัพย์สมบัติมากมายมากองอยู่ตรงหน้าทั้งยังไม่ลืมคิดถึงเรื่องหาภรรยาดี ๆ ให้กับจู่จื่ออีกด้วย

     

    หลังจากที่คิดเพลิดเพลินกับความฝันเสร็จเธอก็ได้เดินไปที่เล้าไก่เพื่อจะจับไก่มาทำอาหาร แต่ขณะที่เธอกำลังจะหยิบมีดนั้นเสียงเคาะประตูก็ได้กังขึ้นมา

     

    “คุณคะ คุณกลับมาแล้วอย่างนั้นเหรอ ? ฉันกำลังเตรียมไก่ตุ๋นของโปรดของคุณอยู่พอดีเลย” หนิวชุ่ยฮวารีบเอ่ยคำทักทายออกไปทันที

     

    ทว่าก่อนที่เธอจะได้คำตอบจากฟู่เหล่าชวน เธอก็เห็นฟู่ต้าหย่งและคนอื่น ๆ อีกหลายคนเดินตามหลังเขาเข้ามา

     

    “ของทั้งหมดอยู่ที่ลานทางด้านตะวันออกฉันไม่ได้แตะต้องมันนานมากแล้ว พวกนายขนมันออกไปทั้งหมดได้เลย” เมื่อได้ยินสิ่งที่ฟู่เหล่าชวนพูด หนิวชุ่ยฮวาก็รู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นหรือเปล่า? ทำไมพวกเขาถึงได้มาเอาของพวกนั้นไปกันล่ะ ? ”

     

    เมื่อได้ยินเช่นนั้นฟู่ต้าหย่งก็เดินตรงไปยังลานทางด้านทิศตะวันออกทันที เนื่องจากก่อนที่เสิ่นซู่ฉีจะเสียชีวิต เธอได้อาศัยอยู่ที่บ้านในลานทิศตะวันออก ซึ่งฟู่เหล่าชวนเองก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งในบ้านหลังนั้นเลยดังนั้นจึงมีเพียงฟู่ต้าหย่งที่เคยเข้าไปที่นั่น

     

    ส่วนจู่จื่อลูกชายของหนิวชุ่ยฮวานั้นก็ได้อาศัยอยู่ที่บ้านในลานทางทิศตะวันออกเพียงลำพังเช่นกันแต่เขาไม่กล้าเข้าไปยุ่งในบ้านของเสิ่นซู่ฉีเลย เพราะเขาเองก็รู้ดีว่าแม่ของเขาทำไม่ถูกต้องเนื่องจากฟู่เหล่าชวนและหนิวชุ่ยฮวาอยู่กินด้วยกันมาหลายปีแล้วดังนั้นเขาในฐานะลูกชายจะไม่รู้เรื่องนี้ได้อย่างไรกัน ?

     

    ขณะที่ฟู่ต้าหย่งและคนอื่น ๆเดินเข้ามานั้น จู่จื่อยังคงหลับอยู่ส่วนหนิวชุ่ยฮวาและฟู่เหล่าชวนก็ได้เดินตามเข้ามาด้วยเช่นกันซึ่งหนิวชุ่ยฮวากลัวว่าเสิ่นซู่ฉีจะซ่อนอะไรบางอย่างเอาไว้ที่เฟอร์นิเจอร์เหล่านั้น

     

    ทว่าตั้งแต่ที่เธอย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้เธอก็ได้ค้นดูทุกซอกทุกมุมไปนับครั้งไม่ถ้วนแล้วทั้งยังพยายามหามาตลอดหลายปีอีกด้วย

     

    ฟู่ต้าหย่งได้พาทุกคนเดินเข้าไปในห้องโถงหลักและก็พบกับข้าวของต่าง ๆ ที่แม้ของเขาเคยใช้ เว้นแต่แต่อุปกรณ์เย็บปักถักร้อยเท่านั้นที่หายไป

     

    “พ่อครับแล้วอุปกรณ์เย็บปักถักร้อยของแม่ที่จะมอบให้กับภรรยาของต้าอันหายไปไหนเหรอ ? ” ฟู่ต้าจวงเอ่ยถามขึ้นมาทันที

     

    เมื่อได้ยินเช่นนั้นฟู่เหล่าชวนจึงได้หันไปมองหนิวชุ่ยฮวา ทันใดนั้นเอง หนิวชุ่ยฮวาก็นึกขึ้นมาได้ว่ามันถูกวางเอาไว้อีกที่หนึ่งเพราะก่อนหน้านี้จู่จื่อเอาไปไว้นั่ง

     

    เธอจึงได้เดินเข้าไปในห้องๆ หนึ่ง และไม่นานนักเธอก็ได้กลับมาพร้อมกับถือกล่องที่บรรจุอุปกรณ์เย็บปักถังร้อยเอาไว้ข้างใน

     

    ทันใดนั้น ฟู่เยี่ยนและฟู่เซินที่อยู่ด้านหลังก็ได้เดินเข้ามาจากนั้นฟู่เยี่ยนก็ได้ก็ได้มองไปยังเฟอร์นิเจอร์เหล่านั้นก่อนจะพบว่ามันเป็นเพียงแค่ไม้ธรรมดา ๆ เท่านั้น แต่มันก็ยังดูจะแข็งแรงกว่าไม้ทั่วไปเล็กน้อยทั้งยังดูเก่าแก่มาก ๆ อีกด้วยเธอจึงมั่นใจว่าในอนาคตมันจะต้องเป็นของที่มีราคาอย่างแน่นอน

     

    เอ๊ะ ? แสงสีทองนั่น

     

    ฟู่เยี่ยนมองไปยังกล่องอุปกรณ์เย็บปักถักร้อยที่อยู่ในมือของหนิวชุ่ยฮวาอีกครั้งจากนั้นเธอก็มองไปที่เตียงขนาดใหญ่ของคุณย่า ก่อนจะมองไปยังเก้าอี้ของอารองและโต๊ะเครื่องแป้งของอาเล็กตามลำดับซึ่งของทุกอย่างนั้นต่างก็มีแสงที่เปล่งประกายออกมาเป็นของตัวเอง

     

    ในที่สุดเธอก็รู้แล้วว่าทำไมคุณย่าถึงไม่ได้ทิ้งทองคำเงิน หรือเครื่องประดับใด ๆ เอาไว้เลยซึ่งทั้งหมดนั้นได้อยู่ในของใช้เหล่านี้แล้วนั่นเอง ! โดยที่ฟู่เหล่าชวนไม่เคยคิดเลยว่าเสิ่นซู่ฉีจะทำแบบนี้

     

    ฟู่เยี่ยนยังคงไม่ได้แสดงท่าทีที่ผิดปกติออกมาเธอรู้ดีว่าฟู่เหล่าชวนและหนิวชุ่ยฮวาพยายามตามหาสิ่งนี้มานานมากแล้ว แต่หากดูจากจิตใจของพวกเขาทั้งสองแล้วพวกเขาจะไม่มีวันได้พบกับสิ่งนี้อย่างแน่นอน

     

    เมื่อฟู่ต้าหย่งเห็นว่าทุกอย่างครบแล้วเขาจึงบอกให้ฟู่ต้าจวงและฟู่ต้าอันย้ายโต๊ะเครื่องแป้งออกไปก่อนส่วนฟู่เยี่ยนและฟู่เซินก็ช่วยย้ายเก้าอี้กับอุปกรณ์เย็บปักถักร้อยตามออกไปและหลังจากนั้นค่อยกลับมาช่วยกันย้ายเตียง

     

    ขณะที่ฟู่เยี่ยนกำลังย้ายอุปกรณ์เย็บปักถักร้อยออกไปนั้นเธอก็ได้ศึกษาดูว่าจะสามารถซ่อมมันได้หรือเปล่า เพราะตอนนี้มันชำรุดอยู่ส่วนของใช้ที่ทำจากไม้พวกนั้นมีโครงสร้างที่ละเอียดอ่อนทั้งยังได้ลิ่มไม้เป็นตัวช่วยยึดโดยไม่มีตะปูแม้แต่ตัวเดียวอีกด้วย

     

    ซึ่งฟู่เซินที่กำลังขนเก้าอี้อยู่นั้นก็ได้บ่นขึ้นมาว่า “ทำไมเก้าอี้ของคุณย่าถึงได้หนักขนาดนี้กันนะมันดูหนักกว่าเก้าอี้ที่บ้านของเราเสียอีก”

     

    “เก้าอี้ของคุณย่าทำมาจากไม้เนื้อแข็ง มันก็เลยมีน้ำหนักมากกว่าเก้าอี้ที่บ้านของเรายังไงล่ะคะ” ฟู่เยี่ยนรีบพูดขัดจังหวะขึ้นมาทันที

     

    ส่วนฟู่ต้าจวงและฟู่ต้าอันเองก็รู้สึกว่าโต๊ะเครื่องแป้งนั้นก็หนักมากเหมือนกันซึ่งทำเอาทั้งคู่เปียกชุ่มไปทั้งตัวด้วยเหงื่อ !

     

    ฟู่เยี่ยนมองไปที่พวกเขาอื่ม หากเอาของที่อยู่ข้างในนั้นออกมา ทุกคนก็จะไม่รู้สึกหนักแล้วล่ะ !

    คล้ายกับเรื่องฟู่เยี่ยน สาวน้อยเนตรสวรรค์ (นิยายแปล) ที่คุณอ่าน