บทที่ 37 ตำนานมนุษย์ยุคแรกเริ่ม
‘การยกระดับไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ เฮ้ออ~’ สายฝนคิดพลางถอนหายใจ เมื่อครู่การศึกษาอักขระลี้ลับยังมีบางอย่างที่เขาไม่เข้าใจ สายฝนเลือกไม่ทำความเข้าใจมันต่อ คาดว่าต้องใช้เวลาอีกนานกว่าเขาจะเข้าใจ สายฝนไม่มีเวลามากขนาดนั้นเขาจำเป็นต้องออกเดินทางเมื่อโลเวลฟื้นตัวเสร็จ
เวลาไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในเวลาที่ผ่านไปสายฝนทำเพียงยืนพิงต้นไม้อยู่เงียบๆ เขาไม่คิดสิ่งใดให้ฟุ้งซ่าน เดิมสายฝนก็ไม่เคยทำแบบนี้หรอก เพราะทุกครั้งที่เขาทำภายในเวลาไม่กี่นาทีสายฝนก็ทนไม่ไหวแล้ว มันน่าเบื่อเกินไป! แต่ทำไมเวลานี้เขาถึงทำแบบนี้ล่ะ?
สำหรับเรื่องนี้สายฝนเองก็ไม่รู้เช่นกัน จู่ๆเขาก็เกิดอารมณ์อยากทำแบบนี้ขึ้นมา เมื่อเขาลองทำดูมันก็ไม่ได้แย่อะไรนัก ครั้งนี้แปลกมากสายฝนสามารถทนได้แม้จะผ่านไปครึ่งชั่วโมงแล้วก็ตาม
อารมณ์ที่รุนแรงถูกสะกดใว้โดยการทำจิตใจให้สงบ สายฝนรู้สึกดีใจเล็กน้อย ตัวเขาสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองดีขึ้นกว่าก่อนมาก หากให้สายฝนไปคุยกับฮันน่าเวลานี้เขาก็เชื่อว่าตนเองจะไม่ระเบิดอารมณ์ภายในสามนาทีแน่
‘ฉันไม่เคยคิดเลยว่าการทำแบบนี้มันจะมีประโยชน์เหมือนกัน’ สายฝนคิดขณะหลับตา เขาไม่รู้ตัวเลยว่าเมื่อครู่มีคนสามคนกำลังจ้องมองเขาอยู่ คนทั้งสามไม่ใช่ใครอื่น ทั้งสามคือดารินทร์ ฮันน่า และโลเวล
ทั้งสามมองสายฝนแปลกๆ ชายคนนี้เวลาสงบนิ่งช่างดูน่าเกรงขามจริงๆ เขาดูราวกับเทพปีศาจที่รู้สึกว่าทุกสิ่งมีชีวิตล้วนไร้ค่าไม่มีค่าให้สนใจ ทุกสิ่งมีชีวิตไม่ต่างจากฝุ่นในอากาศสำหรับเขา ไม่มีอะไรน่าสนใจ ขนาดยืนอยู่นิ่งๆยังน่าสนใจยิ่งกว่า ทุกคนรู้สึกเช่นนี้ เพราะอะไรก็บอกไม่ถูก
หลังคิดประโยคหนึ่งสายฝนก็เลิกคิดอีก เขากลับมาทำจิตใจให้สงบนิ่งอีกครั้ง สายฝนมีสมาธิกับการทำจิตใจให้สงบมาก มากจนเขาลืมระมัดระวังตัวไปเลย ถ้าหากในเวลานี้มีคนลอบโจมตีสายฝนเขาจะไม่มีทางป้องกันทัน
เวลายังคงไหลผ่านเรื่อยๆ วินาทีนั้นสายฝนพลันตระหนักบางอย่างได้ อักขระลี้ลับตรงแขนเขาเคลื่อนที่เล็กน้อยพร้อมปล่อยแสงจางๆออกมา แน่นอนเรื่องนี้สายฝนไม่รู้ เวลานี้เขากำลังรู้แจ้งบางอย่างอยู่
ฉับพลันเปลือกตาสายฝนเปิดขึ้น ดวงตาเขาดูลุ่มลึกและไม่สามารถคาดเดาอะไรจากมันได้ มีระดับหนึ่งน้อยคนนักที่สามารถมองอารมณ์สายฝนจากดวงตาคู่นี้ออก
‘ฉันตระหนักรู้ถึงความสงบ!’ สายฝนคิดขึ้นอย่างดีใจ อารมณ์สงบนิ่งพลันหายไป
‘การสัมผัสรับรู้ของฉันดีขึ้น!’ สายฝนสามารถรู้สึกถึงฝุ่นในอากาศได้ทั้งๆที่เมื่อครู่เขายังไม่รู้สึกถึงมันเลย เขาปิดเปลือกตาลง อารมณ์ของเขากลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง การสัมผัสรับรู้ของเขาดีขึ้นมากกว่าเดิมเมื่ออยู่ในอารมณ์สงบนิ่ง ระยะการสัมผัสรับรู้เองก็เพิ่มมากกว่าเดิม
///
“ฮันน่าฉันมีเรื่องอะไรจะอยากถามเธอหน่อย” สายฝนเดินเข้าใกล้ฮันน่าขณะกล่าว
ฮันน่ามองสายฝน เธออยากปฎิเสธแต่ก็ไม่มีเหตุผลอะไรให้ปฎิเสธ ถึงฮันน่าจะไม่ชอบสายฝนมากๆทว่าเวลานี้สายฝนได้กลายเป็นเพื่อนร่วมเดินทางของเธอแล้ว
เธอคิดว่าการไม่ตอบคำถามในครั้งนี้อาจทำให้สายฝนรู้สึกไม่พอใจ ฮันน่าไม่สนใจว่าเขาจะไม่ชอบเธอแค่ไหนทว่ายิ่งสายฝนไม่ชอบเธอเท่าไหร่มันก็มีโอกาสสูงที่จะมีปัญหาตามมาภายหลัง วิธีที่ดีที่สุดคือการตอบคำถามของเขาเพื่อเลี่ยงปัญหาในอนาคต
“มีอะไรเหรอ?” ฮันน่าถามด้วยนํ้าเสียงแปลกๆ เห็นได้ชัดว่าเธอกำลังแกล้งทำนํ้าเสียงให้เป็นมิตรที่สุดอยู่ แต่น่าเสียดาย สำหรับเรื่องการแกล้งทำฮันน่ายังอ่อนหัดนัก เธอไม่สามารถสู้สายฝนได้
สายฝนมองท่าทางแปลกไปของฮันน่า เขาเห็นแล้วรู้สึกอยากหัวเราะ ทว่าก็ไม่ได้หัวเราะออกไป ถ้าเขาหัวเราะรับรองได้เลยว่าฮันน่าจะด่าเขาเป็นชุดๆแน่ แม้สายฝนจะฝึกฝนจิตใจจนตระหนักรู้ถึงความสงบแล้วก็ตามแต่เขาก็ไม่สามารถทนอยู่กับผู้หญิงคนนี้ได้นานนัก เป็นการดีสุดถ้าไม่ไปยั่วโมโหฮันน่า
‘ไม่รู้เลยว่าหากตระหนักรู้ถึงความสงบขั้นสมบูรณ์มันจะเป็นยังไง?’ สายฝนคิดในใจเงียบๆ ตอนนั้นตอนที่เขาตระหนักรู้ถึงความสงบ สายฝนรู้แจ้งเพียงเศษเสี้ยวของความสงบเท่านั้น เขายังมีพื้นที่ว่างให้พัฒนาอีกมาก
คิดแบบนั้นในใจ ภายนอกสายฝนเอ่ยขึ้น “มันเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ฉันสงสัยน่ะ เมื่อก่อนผู้คนใช้อะไรในการมองภายในความมืด?”
ฮันน่ามองสายฝน ในใจคิดขึ้น ‘นี่มันคือความสงสัยเล็กน้อย? ไม่ใช่แล้ว! มันไม่เล็กน้อยเลย!’
ครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะว่าควรบอกดีหรือไม่ ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจได้ ฮันน่ากล่าวว่า “เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผู้คนปกติธรรมดาไม่รู้กันเพราะฉะนั้นนายห้ามเอาเรื่องที่ฉันจะเล่าต่อจากนี้ไปบอกใคร”
สายฝนพูดเบาๆ “แล้วดารินทร์ล่ะ?”
“ท่านนักบุญศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่คนธรรมดา ยังไงซักวันถ้าท่านอยากหาคำตอบท่านก็ต้องรู้แน่ นายสามารถบอกท่านได้เลย” ฮันน่ากล่าวด้วยสายตาคลั่งไคล้ สายฝนที่เห็นสายตาคู่นั้นอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเหมือนฮันน่ากลายเป็นแฟนคลับผู้ภักดีของเน็ตไอดอล
“ตกลง ฉันจะไม่บอกเรื่องนี้กับคนธรรมดา” สายฝนกล่าวหนักแน่น
“แล้วทำไมนายถึงพูดว่าคนธรรมดาเล่า!” ฮันน่าใช้สายตามองเขาอย่างเคืองๆ ไม่ใช่ว่าตนบอกเขาไปว่าห้ามบอกใครนอกจากดารินทร์หรอกหรือ? ชายคนนี้ฟังเข้าใจบ้างมั้ยเนี่ย?
“ก็ไม่ได้ต่างกันหรอก อีกอย่างเธอบอกเองไม่ใช่เหรอว่าคนธรรมดาไม่มีทางรู้ข้อมูลนี้ ถ้างั้นหากไม่ใช่คนธรรมดาล่ะ? พวกเขาก็รู้เรื่องนี้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ? ถึงพวกเขาจะไม่รู้แต่พวกเขาก็หาข้อมูลนี้ได้อย่างง่ายดาย ขนาดเธอเป็นแค่ลูกสาวเจ้าเมืองขั้นที่หนึ่งยังรู้เลย แล้วคนระดับสูงกว่าพ่อของเธอล่ะ?” สายฝนกล่าว สีหน้าเขาดูงงงวย เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องแบบนี้ฮันน่ายังคิดไม่ได้
“นาย!” ฮันน่ารู้สึกว่าตัวเองเหมือนคนโง่ เธอรู้สึกโกรธมากทว่าก็รีบระงับอารมณ์ทันที
เธอเปลี่ยนเรื่องโดยการเริ่มบอกสิ่งที่สายฝนต้องการรู้ “เมื่อก่อนมนุษย์ส่วนมากไม่ได้มีหินเรืองแสง(หินสีฟ้าที่สายฝนเจอ)เหมือนตอนนี้ เอาจริงๆแล้วในยุคปัจจุบันคนที่ครอบครองหินเรืองแสงได้ล้วนไม่ใช่คนธรรมดา อย่างน้อยเขาหรือเธอต้องมีระดับครึ่งก้าวเป็นอย่างตํ่า หินเรืองแสงหายากอยู่ในระดับหนึ่ง เพราะงั้นเวลาประมูลจึงมีราคาประมูลที่สูง ทุกๆคนต่างต้องการมันทั้งนั้นเพื่อ…”
“ฉันแค่อยากรู้เรื่องในอดีตไม่ใช่ปัจจุบัน ทำไมต้องร่ายยาวด้วย” สายฝนพูดตัดบท ในใจก็รู้สึกแปลกๆเล็กน้อย ตามที่ฮันน่ากล่าวมาหินเรืองแสงมันสมควรหายากในระดับหนึ่งไม่ใช่เหรอ? ทำไมตัวเขาถึงเจอมันมากมายนักล่ะ?
สำหรับเรื่องหินเรืองแสงสายฝนไม่ได้คิดมาก เขารู้สึกดีใจเล็กน้อย ดูเหมือนกับว่าเขาจะได้รับสมบัติมาโดยไม่รู้ตัว แถมสมบัตินั้นยังมีมูลค่ามหาศาลอีกด้วย
‘น่าเสียดายจริงๆ กระเป๋าเป้ของฉันมันใส่หินเรืองแสงจำนวนมากไม่ได้ ตอนนี้หินเรื่องแสงที่ฉันเจอนอกจากอยู่ในกระเป๋าเป้แล้วทั้งหมดล้วนอยู่ที่คลังสิ่งของหมดเลย’ สายฝนคิดอย่างเสียดาย ถ้าเวลานั้นเขาไม่รีบเก็บหินเรืองแสงเข้า[คลังสิ่งของ]เขาก็จะรวยชั่วข้ามคืน(เอาอะไรเข้าคลังสิ่งของแล้วไม่สามารถเอาออกได้)
ฮันน่าไม่พอใจที่เขาพูดตัดบทเธอทว่าฮันน่าก็ไม่ได้ด่าสายฝน เธอเริ่มกล่าวอีกครั้ง “ในอดีตช่วงที่ปรากฏทะเลบนนภาขึ้น มันได้บดบังดวงตะวัน มนุษย์นั้นแทบไม่สามารถเอาชีวิตรอดได้ พวกเขามองไม่เห็นอะไรเลย ทุกสิ่งที่มองไปมีแต่ความมืด ไม่มีความอบอุ่นของดวงตะวัน มีเพียงอากาศที่เย็นมากๆ เวลาผ่านไปมนุษย์ก็เริ่มตายมากขึ้น เป็นเวลานั้นมนุษย์คนแรกที่ได้กลายเป็นนักรบแห่งท้องทะเลก็กำเนิดขึ้น เธอชื่อซาลอน นับแต่นั้นมาเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็เปลี่ยนไป”
หยุดพักหายใจชั่วครู่จากนั้นเอ่ยต่อว่า “เพราะการกลายเป็นนักรบแห่งท้องทะเลทำให้สายตาดีขึ้นสามารถมองในที่มืดได้ สามารถทนต่ออากาศหนาวได้ มนุษย์มากมายจึงอยากกลายเป็นนักรบแห่งท้องทะเล มนุษย์คนแรกซึ่งได้กลายเป็นนักรบแห่งท้องทะเลได้กล่าวใว้ว่าเธอได้เจอกับผู้ชายคนหนึ่ง รอบตัวผู้ชายคนนั้นมีกลิ่นอายธาตุนํ้าอันศักดิ์สิทธิ์อยู่รอบร่างกาย เขาคนนั้นได้บอกกล่าววิธีการยกระดับให้เธอ ตอนแรกเธอไม่เชื่อแต่เมื่อลองทำตามกลับเป็นจริงตามผู้ชายคนนั้นกล่าว…”
“หลังซาลอนได้บอกวิธีการกลายเป็นนักรบแห่งท้องทะเลให้มนุษย์คนอื่นฟัง มนุษย์คนอื่นก็ทำตาม ผลปรากฏว่าเวลาผ่านไปไม่นานได้มีนักรบแห่งท้องทะเลจำนวนมากปรากฏขึ้นในเผ่าพันธุ์มนุษย์ นักรบแห่งท้องทะเลทุกคนนับถือเคารพบูชาผู้ชายคนนั้นมาก มนุษย์ได้เรียกเขาคนนั้นว่าเทพแห่งนํ้าทะเล”
ฮันน่าเงียบไปพักใหญ่ก่อนพูดขึ้น “เรื่องนี้ฉันไม่รู้ว่ามันเป็นจริงรึเปล่า ฉันได้รับข้อมูลนี้มาจากบันทึกตำนานมนุษย์ยุคแรกเริ่ม”
สายฝนพยักหน้า ผู้หญิงคนนี้แม้จะน่ารำคาญแต่เธอก็มีความรู้มากมาย เขาวิเคราะห์สิ่งที่ฮันน่าบอกแล้วอดสงสัยไม่ได้ ‘ผู้ชายคนนั้นที่ฮันน่าบอกมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นนักเวทธาตุนํ้าระดับสูง’
---
จบบทที่ 37 ตำนานมนุษย์ยุคแรกเริ่ม