บทที่ 10 แฝงตัวสืบข่าว
ซูจือจือเหน็บแส้กลับที่เอว
"หมู่บ้านของพวกข้าล่างูได้มากมาย เอาหนังมาทำแส้ เนื้องูเอามาตุ๋นหม้อใหญ่ หอมน่ากินยิ่งนัก!"
โฉวิถึงกับนิ่งค้างไปชั่วขณะ
สีหน้าที่เคยนิ่งสงบเกือบจะแตกสลาย
งูที่ค่ายของพวกเขาเลี้ยงดูมาอย่างดี ปกติมีแต่งูกินคน แต่เด็กหญิงน้อยผู้นี้พูดว่าอะไรนะ?
เอาเนื้องูมาตุ๋นหม้อใหญ่?
หนังยังถูกลอกมาทำของเล่นให้นาง?
โฉวิกวาดตามองรอบ ๆ อีกครั้ง
หากคำพูดของเด็กหญิงผู้นี้เป็ความจริง บนเขานี้ต้องมียอดฝีมือแน่
"สามารถจับงูได้มากมายเช่นนี้ หมู่บ้านของเ้าคงมีผู้มีความสามารถอยู่กระมัง?"
โฉวิแกล้งถามด้วยความประหลาดใจ แต่ก็ไม่อาจล้วงความจริงจากปากของซูจือจือได้
ซูจือจือกล่าวอย่างภาคภูมิ "ในหมู่บ้านของพวกข้า ทุกคนล้วนเก่งกาจทั้งสิ้น"
ทางทิศตะวันตกของเขาเฮยเฝ่ยมีที่ราบผืนใหญ่ถูกแผ้วถางเป็พื้นที่ทำการเกษตร
ยามนี้เป็ฤดูเพาะปลูกต้นฤดูใบไม้ผลิพอดี ทั้งบนเขาและในทุ่งนามีผู้คนมากมายกำลังขะมักเขม้นทำงาน
ซูจือจือทอดสายตามองไปยังคันนา
โฉวิและคนอื่น ๆ ต่างเห็นภาพในทุ่งนา ผู้คนกำลังวุ่นวายไถนา ทุกคนก้มหน้าก้มตาทำงานหันหน้าเข้าหาผืนดิน หันหลังให้ท้องฟ้า
แม้จะเป็ภาพที่ดูสงบร่มเย็น แต่กลับมีบางอย่างที่ดูผิดแปลกไป
โฉวิสังเกตเห็นว่าคนที่ลากไถไม่ใช่วัว แต่เป็คน
โฉวิขยี้ตาแล้วมองอย่างพินิจ ดวงตารูปสามเหลี่ยมคว่ำของเขาสะท้อนภาพร่างหลิ่วอิ๋นหวนที่กำลังลากไถ
!!!
ไม่เพียงแค่โฉวิ คนที่อยู่ด้านหลังต่างก็ตกตะลึงไปตาม ๆ กัน
หลิ่วอิ๋นหวนที่เคยเชิดหน้าชูตาอวดดีในค่าย บัดนี้กลับถูกบีบให้ต้องมาลากไถด้วยสีหน้าทุกข์ทรมาน
ข้างกายหลิ่วอิ๋นหวนมีชายชรายืนอยู่ผู้หนึ่ง ทุกคนเห็นชายชราผู้นั้นยกมือตบไปที่หน้าผากเขาหนึ่งที
หลิ่วอิ๋นหวนถึงกับไม่กล้าตอบโต้ ได้แต่ก้มหน้าสั่นเทา ราวกับสุนัขจรจัดที่ไร้ที่อยู่
หลิ่วอิ๋นหวนผู้เป็ 'ตัวแทนวัว' รู้สึกหดหู่อย่างแท้จริง เขาคิดว่าชีวิตตอนนี้แย่ยิ่งกว่าหมูหมาเสียอีก
เขาถูกผู้ใหญ่บ้านหน้าขาวสอบสวนอย่างละเอียด จากนั้นก็ถูกมัดตัวพาไปให้หมออวี๋ป้อนโอสถหลากชนิด ทรมานอยู่ระหว่างความเป็ความตาย
จากพี่น้องสิบกว่าคน มีหกคนที่ฟื้นขึ้นมา
ส่วนคนที่เหลือ หากไม่ฟื้นก่อนการล่าสัตว์ครั้งหน้า ก็คงไม่มีโอกาสได้ฟื้นอีก
ส่วนคนที่ฟื้นแล้ว วันรุ่งขึ้นก็ถูกโยนลงไปในทุ่งนาให้ทำงานเยี่ยงสัตว์ ทำงานหนักยิ่งกว่าวัวเสียอีก
บางครั้งเขาอยากจะแอบพักหายใจหายคอสักหน่อย แต่คนคุมงานดันเป็ผู้เฒ่าฉิน
แม้พวกเขาหายใจยาวเพียงเล็กน้อย ผู้เฒ่าฉินก็สามารถจ้องมาได้อย่างแม่นยำ
ยิ่งไปกว่านั้น งูที่พวกเขาเลี้ยงมาหลายปีก็ถูกสับจนหมด แม้แต่หนังก็ไม่ละเว้น...
หลิ่วอิ๋นหวนเคยเป็อันธพาลในหมู่บ้านมาั้แ่เด็ก เคยแต่รังแกผู้อื่น ไม่เคยถูกรังแกถึงขนาดนี้มาก่อน
เขากัดฟันเตะดินโคลนใต้เท้า
คนบนเขานี้ช่างโหดร้ายเหลือเกิน!
รอให้หัวหน้าใหญ่โฉวิมาก่อนเถอะ พวกค่ายชิงเสอจะต้องถล่มเขาเฮยเฝ่ยให้ราบเป็หน้ากลอง สับร่างพวกมันเป็หมื่นชิ้น บดกระดูกโปรยขี้เถ้า!
ตุบ!
หลิ่วอิ๋นหวนลื่นล้มไถลไปข้างหน้า จนหน้าคะมำลงกับพื้น
ขณะที่เขาลุกขึ้นมาด้วยสภาพเนื้อตัวมอมแมม สายตาก็พลันสบเข้ากับกลุ่มคนของโฉวิที่อยู่แต่ไกล
หลิ่วอิ๋นหวนรีบก้มหน้าลงทันที แต่ในดวงตากลับเปล่งประกายวาววับ
หัวหน้าใหญ่พาคนมาแล้ว!
ดี ๆ ๆ
ชีวิตอัปรีย์เช่นนี้ ในที่สุดก็จะสิ้นสุดเสียที
บนเขา เมื่อโฉวิมองเห็นหลิ่วอิ๋นหวนชัดเจน เขาก็รีบหลบสายตาอย่างรวดเร็ว
โฉวิส่งสัญญาณตาให้หลี่ซานที่อยู่ด้านหลัง
หลี่ซานรีบกุมท้องร้องครวญครางทันที
"โอ๊ย! ข้าปวดท้องยิ่งนัก ขอถามหน่อยว่าส้วมอยู่ทางไหนหรือ?"
ไป๋สวินมองไปทางห่าวเหรินครั้งหนึ่ง เห็นอีกฝ่ายพยักหน้าเบา ๆ จึงชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง
"ส้วมอยู่หลังกระท่อมนั่นเอง"
"ขอบคุณ โอ๊ย...ปวดท้องจะตายอยู่แล้ว..." หลี่ซานกุมท้องวิ่งไปทางที่เขาชี้
หลี่ซานอ้อมไปด้านหลังกระท่อม แต่ไม่ได้เข้าส้วม กลับแอบย่องไปทางครัวในจังหวะที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
ที่หน้าประตูครัวมีโอ่งน้ำใบใหญ่สำหรับหุงหาอาหาร ซึ่งขงหวู่เพิ่งตักมาเติมจนเต็ม
อู่อิงเหนียง ฮวาเอ้อร์เหนียง และแม่เฒ่าชิวกำลังวุ่นอยู่กับการทำอาหาร พวกนางตักน้ำจากถังไปใช้หลายทัพพี
หลี่ซานแอบซ่อนตัวอยู่หลังเรือนข้าง ๆ ล้วงโอสถเม็ดสีเทาออกมาจากอก แล้วขว้างลงไปในโอ่งน้ำ
โอสถเม็ดนั้นละลายทันทีที่ััน้ำ จางหายไปในชั่วพริบตา
จากนั้นหลี่ซานก็รีบกุมท้องวิ่งกลับไป
เมื่อโฉวิเห็นหลี่ซานกลับมาโดยที่สีหน้าปกติดี ก็รู้ว่างานสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง
โอสถยามจื่อ*[1]ของพวกค่ายชิงเสอนั้นสกัดจากพิษงูนับร้อยชนิด มีความร้ายแรงยิ่งนัก ผู้ที่ได้รับพิษจะเป็อัมพาตทั้งตัวหลังผ่านไปสองชั่วยาม และจะมีชีวิตอยู่ไม่พ้นยามจื่อ จึงได้ชื่อว่าโอสถยามจื่อ
มีเพียงโฉวิที่ถือครองโอสถถอนพิษไว้ หากเขาไม่ให้โอสถถอนพิษ ไม่ว่าผู้ใดก็ต้องตายสถานเดียว
"อาหารเสร็จแล้ว—"
กลิ่นหอมของอาหารโชยมาจากทางครัว
ยามพลบค่ำ ชาวบ้านที่ทำงานในไร่ต่างทยอยกลับมาเป็กลุ่มเล็ก ๆ พร้อมจอบบนบ่า
ในอดีตตอนที่ทุกคนยังเป็โจร พวกเขากินข้าวหม้อใหญ่ร่วมกัน แม้ภายหลังจะกลับตัวกลายเป็ชาวบ้านธรรมดา ก็ยังคงกินข้าวด้วยกันเช่นเดิม
ทุกคนถือชามคนละใบ เดินไปที่หน้าต่างครัว
อู่อิงเหนียงและแม่เฒ่าชิวตักข้าวขาวเม็ดสวยใส่ชามให้ทุกคนคนละทัพพีใหญ่ พร้อมผักดองที่ทำไว้ในฤดูหนาว และราดด้วยเนื้อหมูป่าเปื่อยนุ่ม
เมื่อวานหมูป่าตัวหนึ่งตกลงไปในกับดัก พอฆ่ามันแล้วก็มีเนื้อให้ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านกินได้หลายมื้อ
กับดักนั้นเป็หลุมที่ซูจือจือยืนกรานจะขุดเมื่อปีที่แล้ว
นาง้าเล่นซ่อนหากับอาเป่า อยากซ่อนตัวในที่ที่แม้อาเป่าจะบินขึ้นไปก็มองไม่เห็น จึงลากขงหวู่มาช่วยขุดหลุมใหญ่ เพื่อจะฝังตัวเองเพื่อซ่อน
ขณะที่ซูจือจือยืนอยู่ในหลุมและกำลังตื่นเต้นที่จะเอาดินกลบตัวเองไปครึ่งตัว อู่อิงเหนียงมาทันเวลาพอดี จับซูจือจือขึ้นมาตีก้น
เด็กหญิงจึงไม่กล้าขุดหลุมฝังตัวเองอีก แต่หลุมใหญ่นั้นก็ยังคงอยู่ที่เดิม มีสัตว์ป่าพลัดตกลงไปหนึ่งหรือสองตัวเป็ครั้งคราว ทำให้ชาวบ้านได้อาหารพิเศษ
ซูจือจือถือชามดินเผาที่ทำขึ้นอย่างหยาบ ๆ สองใบ ยืนเขย่งเท้าอยู่ที่หน้าต่าง
"ท่านแม่ ท่านยายชิว ชามหนึ่งสำหรับข้า อีกชามข้าจะถือไปให้อาเช่อเ้าค่ะ"
แม่เฒ่าชิวยิ้มจนใบหน้ามีรอยเหี่ยวย่นที่แสดงถึงความเมตตา
"จือจือช่างเป็เด็กดีจริง ยายจะเพิ่มน้ำซุปเนื้อให้อีกหน่อยนะ"
อู่อิงเหนียงยิ้มพลางกล่าว "ท่านป้าชิว อย่าตักให้เด็กมากเกินไปเลย กินไม่หมดจะเสียของ"
ซูจือจือถือชามที่บรรจุข้าวจนเต็มไว้แน่น แล้วรีบวิ่งหนีอย่างรวดเร็ว
"ขอบคุณท่านยายชิวมากเ้าค่ะ ข้าจะกินให้หมดแน่นอน!"
นางเพิ่งวิ่งไปได้สองก้าว ฮวาเอ้อร์เหนียงก็พลันปรากฏกายขวางหน้าไว้ มือหนึ่งล้วงกล่องอาหารออกมาจากด้านหลัง
"จือจือ วางชามลงในนี้สิ ข้างในยังมีอาหารสำหรับหมออวี๋ด้วย รบกวนเ้าช่วยนำไปส่งให้ด้วยนะ"
หมออวี๋มักจะจดจ่ออยู่กับการศึกษาวิชาแพทย์ในเรือนหลังเล็กของตน บางครั้งไม่ออกมาติดต่อกันหลายวัน จนบางคราวลืมกินข้าวไปเลย
"ได้เ้าค่ะ" ซูจือจือวางชามลงในกล่องอย่างระมัดระวัง ปิดฝากล่องให้เรียบร้อย แล้วมุ่งหน้าไปส่งอาหารที่เรือนของหมออวี๋
โฉวินำพรรคพวกแกล้งถือชามมาตักอาหาร
แต่เดิมพวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะกิน แต่หากทุกคนกินกัน มีแต่พวกเขาไม่กิน ชาวบ้านคงอดสงสัยไม่ได้
อีกอย่าง กลิ่นอาหารเหล่านี้หอมเหลือเกิน
แม้คนจากค่ายชิงเสอจะปลอมตัวเป็ผู้อพยพ แต่เพื่อรีบเดินทางมาที่นี่ ระหว่างทางต้องกินนอนกลางดิน โดยเฉพาะวันนี้หลังจากขึ้นเขามายังไม่ได้ดื่มน้ำหรือกินอาหารแม้แต่คำเดียว ตอนนี้ท้องว่างโหวงเหวง
โฉวิถือชามเดินไปที่หน้าต่าง แสร้งทำสีหน้าซื่อ ๆ น่าสงสาร
"ท่านป้า ไม่ต้องมากหรอก แค่นิดหน่อยก็พอแล้ว"
แม่เฒ่าชิวผู้มีผมขาวโพลนตักน้ำสีขาวขุ่นหนึ่งทัพพีใหญ่จากด้านหลังเทลงในชามของโฉวิ
ในน้ำมีเม็ดข้าวลอยคว้างอยู่หนึ่งสองเม็ด ลอยขึ้นลอยลง
โฉวิพยายามกลั้นสายตาอาฆาตเอาไว้ "ท่านป้า นี่มัน...?"
แม่เฒ่าชิวยังคงยิ้มอย่างเมตตา
"โอ้ ข้าได้ยินว่าพวกเ้าอดอาหารมาหลายวัน กระเพาะคงบอบช้ำ กินของมัน ๆ คาว ๆ ไม่ได้ ดื่มข้าวต้มจืด ๆ นี่แหละดีที่สุด"
โฉวิ "..."
นี่เรียกว่าข้าวต้มรึ?
นี่มันน้ำเปล่าชัด ๆ!
ชาวบ้านที่นี่พูดจาดีหรอก แต่ทำอะไรขี้เหนียวเหลือเกิน
ทั้งจนทั้งขี้เหนียว
โฉวิสบถในใจ แต่ปากยังคงพูดอย่างฝืดเฝื่อน "ป้าพูดถูกแล้ว"
หลังจากที่คนจากค่ายชิงเสอถือถ้วยชามเดินจากไปพร้อมกับสบถด่าในใจ อู่อิงเหนียงที่กินข้าวเสร็จแล้วก็กลับมาที่ครัวเพื่อสลับหน้าที่กับแม่เฒ่าชิว
"ท่านป้าชิวไปกินข้าวเถิด ข้าจะอยู่เฝ้าแทนเอง"
อู่อิงเหนียงหันไปมองรอบ ๆ แล้วเอ่ยอย่างแปลกใจ
"แปลกจริง น้ำล้างถ้วยชามที่ข้าเทไว้หายไปไหนเสียแล้ว"
[1] ยามจื่อ หมายถึง่เวลาั้แ่ 23:00 - 01:00 น.