บทที่ 6 การโจมตี [การรุกราน]
พวกคนเมาและพวกที่กำลังจะเมา พากันมองหาคู่นอนที่จะกลับไปด้วยกันในค่ำคืนสุดเร่าร้อน
ใครที่หาไม่เจอ ก็พากันดื่มและเที่ยวเล่นทั้งคืน ก่อนจะนั่งรถไฟขบวนแรกกลับบ้าน
แม้เวลาจะล่วงเลยไปจนถึงเที่ยงคืนแล้ว แต่ย่านคารีบงก็ยังคงคับคั่งไปด้วยผู้คน
ดังนั้นภาพเหตุการณ์ที่เด็ก ป.6 เดินเตร็ดเตร่ในสถานที่แบบนั้น เป็เื่แปลกอย่างแน่นอน
แต่กลับไม่มีใครใส่ใจเลย บางคนมองเด็กแล้วกระเดาะปากบ้าง บางคนมองเด็กด้วยความกังวลบ้าง แต่ที่น่าแปลกคือพวกเขาไม่ได้ให้ความสนใจไปมากกว่านั้นเลย
เด็กหนุ่มชีกุกครุ่นคิดอย่างเงียบ ๆ ถึงลักษณะของย่านคารีบงที่แออัด
สายตาของเขาหันมองไปทางถนนที่สว่างไสวไปด้วยแสงไฟนีออนที่ส่องแสงวิบวับ
พลันสายตาเขาหยุดชะงักที่ตำแหน่งหนึ่ง
ตรงซอยที่อยู่ค่อนข้างห่างไกลจากย่านแออัด
ชีกุกเดินมุ่งหน้าไปยังที่ตรงนั้น
ััได้ถึงความเงียบงันที่แตกต่างกับความเจริญของย่านแออัดอย่างเห็นได้ชัด
โคมไฟจากถนนสองดวงเป็เพียงแสงสว่างเดียวบนถนนที่ทั้งมืดและแคบแห่งนี้
ชีกุกยืนอยู่ตรงกลางสถานที่นั้น หน้าร้านเกมสำหรับผู้ใหญ่*[1] ที่ประตูเหล็กปิดลงไป เขากำลังจมอยู่ในห้วงของความคิดชั่วขณะหนึ่ง
“หื้ม...”
ชีกุกลูบคางของเขา
เขาหลับตาลงหน้าสถานที่แห่งนั้น และเพ่งสมาธิไปที่การฟัง
ฉับพลัน พลังการได้ยินของผู้มีพลังแรงก์ B ก็ได้เริ่มการค้นหาเสียงจากทุกทิศทาง
“…วันนี้แย่ชะมัด!”
“ฮ่า ๆๆ ดวงไม่ดีเลยนี่? เอาน่า อย่าเสียใจไป”
“ต้องไปฝึกฝีมือมาใหม่แล้วล่ะมั้ง?”
เขาได้ยินบทสนทนาหนึ่งระหว่างชายสามคนผ่านประตูเหล็ก
มุมปากของชีกุกยกขึ้นเล็กน้อย
ชีกุกมุ่งตรงไปที่ทางเข้าของอาคาร
เมื่อเปิดประตูเข้าไป จะมีทางออกฉุกเฉินที่นำไปสู่ห้องเกมทางด้านซ้าย
ชีกุกคว้าลูกบิดประตูและหมุน แต่ประตูเปิดไม่ได้เนื่องจากถูกล็อกจากด้านใน
ชีกุกจับลูกบิดประตูแน่น และถีบประตูสุดกำลัง
แกร๊ก!
ปัง!
ลูกบิดประตูพังและประตูเปิดออกกว้าง
“อะไรน่ะ?”
เขามองไปที่อันธพาลสามคนที่กำลังเล่นฮวาทู*[2]อยู่ที่โต๊ะกลมหน้าตู้รับแลกเงินในห้องเกม
เป็ไปได้ไหมว่าอาจเป็เ้าหน้าที่ตำรวจหรือแก๊งคู่แข่งที่อยากบุกทลาย? พอคิดแบบนั้น พวกเขาเลยเกิดความตึงเครียดขึ้นมา
“อะไรน่ะ?”
“นั่นเด็กไม่ใช่เหรอ?”
พอเห็นว่าไม่ใช่เ้าหน้าที่ตำรวจหรือสมาชิกแก๊ง แต่เป็เด็กเดินเข้ามาแทน พวกเขาก็คลายความตึงเครียดลง
น้องเล็กในสามคนนั้นลุกขึ้นจากที่นั่งและเดินเข้ามาหาชีกุก
“เอ็งเข้ามาที่นี่ได้ยังไง? อย่าบอกนะว่าพังประตูเข้ามา?”
อันธพาลมองไปที่ลูกบิดของประตูฉุกเฉินที่พังพลางกระเดาะปาก
“ก็นะ เดิมทีตึกนี้มันก็ผุแล้ว”
อันธพาลน้องเล็กไม่สนใจชีกุกด้วยซ้ำ
เพราะมันเป็เื่ที่เกิดขึ้นได้อยู่แล้ว
เด็กนี่ดูไม่ได้จะเป็ภัยคุกคามอะไร และสามารถไล่ออกไปได้ทุกเมื่อ
“เฮ้ย แค่มีแขกมาก็ไม่ต้องจ้องขนาดนั้นก็ได้ ไอ้นี่หนิ”
แต่จากปากของเด็กคนนี้ เสียงที่ออกมากลับไม่ใช่เสียงสั่นเครือตื่นกลัวของเด็กหลงทาง แต่กลับเป็เสียงแข็งกระด้างที่ออกมาจากเด็กที่ยังไม่แตกหนุ่มด้วยซ้ำ
“กล้าทำตัวกับฉันแบบนี้เลยเหรอ?”
อันธพาลน้องเล็กไม่ได้สนใจไปที่ประตูฉุกเฉินอีก เขามองไปที่ชีกุกและถามคำถาม
ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความสับสน
“งั้นก็ต้องถามแกกลับ ว่าแกจะทำตัวยังไงกับแมลงวันที่บินไปบินมากันล่ะ?”
“ฮะ!”
อันธพาลน้องเล็กเข้ามาใกล้ชีกุกราวกับตกตะลึง
เขาทำหน้าซีเรียส และมองลงไปยังชีกุก
“เด็กสมัยนี้นี่น้า ช่างไม่มีเหตุผล ไร้เดียงสา และไม่รู้แม้แต่น้อยเลยว่าโลกนี้มันน่ากลัวแค่ไหน”
หลังจากที่อันธพาลน้องเล็กว่าจบ เขาก็วางมือไว้บนหัวของชีกุก ในหัวก็คิดว่าจะตักเตือนและข่มขู่เล็ก ๆ ให้เด็กมันจำเสียหน่อย
ในเวลาแบบนี้ เด็กที่ออกมาเดินเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอกย่อมหมายความว่าพวกเขาไม่ได้เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ดีเท่าไหร่
ไม่จำเป็ต้องใช้คำพูดที่หยาบคายหรือชกต่อย
สิ่งที่ต้องทำมีแค่ข่มขู่และพูดเสียงต่ำด้วยสีหน้าน่ากลัว พลางกดมือลงที่ศีรษะด้วย
เขาคิดอย่างนั้น
แต่นั่นเป็การประเมินที่ผิดพลาดของเขา!!
มือของชีกุกเคลื่อนไปจับที่ข้อมือของอันธพาลน้องเล็กอย่างรวดเร็ว
“หือ?”
และชีกุกก็หักข้อมือของเขา
โอ๊ย!
“อ๊ากกกกก!”
อันธพาลน้องเล็กกรีดร้องด้วยความเ็ปจากการที่ข้อต่อข้อมือของเขาหลุด
ผลัวะ!
ชีกุกต่อยเข้าไปที่คางของอันธพาลน้องเล็กที่ส่งเสียงกรีดร้องอย่างคล่องแคล่ว
ดวงตาของอันธพาลน้องเล็กพร่าทันที จากนั้นเขาก็ล้มลงกับพื้นและหมดสติไป
การที่ได้เห็นเด็กเดินเข้ามา และเื่ราวที่เกิดจากสิ่งที่เขามอบหมายให้น้องเล็กจัดการ อันธพาลทั้งสองคนก็ลุกพรวดขึ้นจากที่นั่งทันที
พวกเขาเห็นอย่างชัดเจน
กำปั้นเล็ก ๆ ของเด็กน้อยกระแทกเข้าที่คางของน้องเล็กที่กำลังกรีดร้อง
“ไอ้เด็กเวร นี่มันอะไรกันวะเนี่ย”
อันธพาลคนที่สองมองไปทางชีกุกด้วยสายตาที่ไม่วางใจ และเดินเข้าหาเขา
อันธพาลคนแรกหัวเราะราวกับว่ามันเป็เื่ไร้สาระและเดินตามหลังเขาไป
อันธพาลคนที่สองยืนอยู่หน้าชีกุก เขาชูมือขึ้น การกระทำต่างจากน้องเล็ก เขาคิดว่าจะเริ่มบทสนทนาด้วยการตบหน้าสองสามที
ฝ่ามือของเขาพุ่งตรงไปที่แก้มของชีกุก แน่นอนว่า เขาคิดว่าตัวเองได้ตบแก้มของชีกุกไปแล้ว แต่ว่ามือของเขากลับไม่โดนอะไรเลย
“หือ?”
ในขณะที่เขาดูงุนงงอยู่ครู่หนึ่ง เท้าของชีกุกก็เตะเข้าที่หน้าแข้งของเขา
ปั่ก!
“อัก!”
เขาคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ในเวลาเดียวกัน ชีกุกก็จับหัวของอีกฝ่ายและกระแทกเข่าไปที่ใบหน้า
“อ๊อก!”
หัวของอันธพาลคนที่สองหงายไปด้านหลัง จมูกของเขาจมลงและเืกำเดาก็เริ่มไหล
และตามเดิม ชีกุกเตะเข้าไปที่หน้าอกเขาซ้ำ
ปัง! ด้วยเสียงคร่ำครวญ ร่างของเขากระเด็นกลับไป
“เฮือก!”
อันธพาลคนแรกที่เดินสบาย ๆ มาจากด้านหลัง ใชนิดใจหายใจคว่ำและะโออกมาจากตรงนั้น
อันธพาลคนที่สองถูกเตะอย่างแรงลอดหว่างขาของอันธพาลคนแรกไป และหลังจากม้วนตัวกลิ้งสองสามครั้ง เขาก็ชนเข้ากับขาของโต๊ะกลมที่ใช้เล่นฮวาทู
โต๊ะกลมพังลง เงินและไพ่ฮวาทูที่วางอยู่ก็กระจัดกระจาย
อันธพาลคนที่สองที่อยู่ด้านล่างมีอาการชักน้ำลายฟูมปาก
‘นี่มัน อะ...อะไรกัน’
อันธพาลคนแรกมองไปยังพี่น้องของเขาที่นอนอยู่บนพื้นด้วยสีหน้าตื่นตระหนก และมองไปยังชีกุก เด็กที่ทำให้พวกเขาเป็แบบนั้น
ชีกุกเดินเข้าไปหาอันธพาลคนแรกด้วยสีหน้าเหยียดหยาม และพูดว่า
“ทำไมพวกแกต้องลงไม้ลงมือด้วย? ถึงไม่ทำแบบนั้นฉันก็รู้อยู่แล้วว่าพวกแกเป็อันธพาล”
อันธพาลคนแรกถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
“คังบงกิลอยู่ที่ไหน?”
เมื่อชื่อนั้นออกจากปากของชีกุก อันธพาลคนแรกก็ตื่นตระหนก และก็เป็ในตอนนั้นเองที่เขารู้สึกตัวว่ากำลังก้าวถอยหลัง
‘ชิ...นี่มันบ้าอะไรวะเนี่ย!’
การถูกผลักอย่างแรงจากคนที่ดูเหมือนจะเป็แค่เด็กประถม
การกระทำเช่นนี้ทำให้ศักดิ์ศรีในฐานะลูกผู้ชายของเขาเ็ป
เขาโงหัวขึ้น
อันธพาลคนแรกดึงมีดออกจากกระเป๋าแล้วชูขึ้น
ขณะที่ได้เห็นสิ่งนั้น สีหน้าของชีกุกก็พลันเคร่งเครียดขึ้น
คราวนี้อันธพาลคนแรกก็ยิ้มออกมา
“ไอ้ลูกหมา หยิ่งยโส...”
แต่เขาพูดยังไม่ทันจบ
ปั่ก!
ชีกุกะโขึ้นไปในอากาศและเตะเข้าที่ใบหน้าของชายคนนั้น
“เอื๊อก!”
อันธพาลคนแรกถูกเตะกลิ้งลงไปกับพื้นครั้งแล้วครั้งเล่า
“แกพูดถูกมากเลย”
* * *
“อ๊า! พอ!”
ทันทีที่เขาลงจากแท็กซี่ คังบงกิลก็ถ่มน้ำลาย จากนั้นเขาก็จุดบุหรี่และสูบมัน
“ฟู่~”
เขาปล่อยควันบุหรี่ยาวเหยียด และเดินต่อไป
สถานที่ที่เขามุ่งหน้าไปคือร้านเกมสำหรับผู้ใหญ่ที่ตั้งอยู่ในซอย
คังบงกิลสบถอยู่ภายในใจ และมุ่งหน้าสู่องค์กรธุรกิจของตัวเองที่ได้รับมาจากคิมยังกี
‘กำลังจะเสร็จอยู่แท้ ๆ แต่พวกโง่นั่นก็ยังเรียกมาทำอะไรบ้า ๆ อีก’
ที่หน้าห้องเกม หลังจากสูบบุหรี่จนหมด คังบงกิลก็โยนทิ้งไปที่กำแพงและเปิดประตูหน้าอาคารออก
“หือ?”
เมื่อมองไปที่ประตูฉุกเฉินซึ่งมีลูกบิดหัก ๆ ติดอยู่ คังบงกิลก็เอียงศีรษะสักครู่แล้วเดินเข้าไปข้างใน
“อะไรน่ะ?”
ทันทีที่เขาเข้าไปในห้องเกม ก็ต้องตกตะลึง
เพราะสามพี่น้องที่ทำหน้าที่ดูแลสถานที่ในวันนี้ กำลังถูกลงโทษด้วยการถอดเสื้อและยืนถือเก้าอี้ไว้
โดยอันธพาลคนแรกมีใบหน้าที่บวมเป่งราวกับถูกใครบางคนทุบตี
“นี่...พวกแกทำอะไรกัน?”
คังบงกิลเดินเข้ามาหาพวกเขาที่ก้มศีรษะอยู่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคังบงกิล
“ฮะ?”
คังบงกิลมองไปที่ทั้งสามคนซึ่งมีไพ่ฮวาทูอยู่ในปากและะเิเสียงหัวเราะราวกับว่ามันเป็เื่ไม่น่าเชื่อ
“พวกแกทำอะไรน่ะ? รวมหัวกันดูดยาเหรอ?”
คำตอบสำหรับคำถามของคังบงกิลออกมาจากที่อื่น
“พวกเขาไม่ควรถูกลงโทษที่พูดจาหยาบคายกับแขกที่มาเยี่ยมพี่ชายเหรอ?”
สายตาของคังบงกิลหันไปทางที่ได้ยินเสียงของเด็กแปลกหน้า
เด็กหนุ่มนั่งอยู่ที่โต๊ะกลมที่พวกเขาเพิ่งเล่นฮวาทู และชีกุกก็กำลังมองไปที่คังบงกิล
“อะไร?”
คังบงกิลเดินเข้าไปหาชีกุก
ชีกุกยิ้ม และพูดกับคังบงกิล
“บงกิลเอ๊ย”
ทันใดนั้น สีหน้าของคังบงกิลก็เปลี่ยนเป็เคร่งขรึมด้วยคำพูดของชีกุก
“ไอ้เวรนี่ แกเรียกฉันแบบนี้เหรอ?”
ชีกุกไม่ตอบอะไร เขาเอาแต่ยิ้มกรุ้มกริ่มเท่านั้น
“สมแล้วที่เป็เด็ก แต่ไม่คิดว่าจะขนาดนี้ ถึงขนาดเรียกชื่อผู้ใหญ่ตามอำเภอใจ ทั้งยังยิ้มกรุ้มกริ่ม และทำอะไรบ้า ๆ นี่อีก”
ชีกุกลงมาจากโต๊ะ
คังบงกิลมองเขาอย่างเงียบ ๆ
ตอนนั้นเอง ชีกุกก็หายไปจากสายตาของเขา
“หือ?”
ตอนนั้นเอง เมื่อคังบงกิลขยี้ตาและลืมมันขึ้นอีกครั้ง ชีกุกก็ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า และชกไปที่ท้องของคังบงกิล
“อัก!”
ร่างกายท่อนบนของคังบงกิลเอนไปข้างหน้า
แรงกระแทกที่บริเวณท้องถูกส่งไปยังส่วนล่างของร่างกายและจบลงที่เข่าข้างหนึ่ง
ความรู้สึกพะอืดพะอมดันมาจากข้างใน และเหมือนว่าสิ่งที่ได้กินและดื่มในท้องจะพรั่งพรูออกมาพร้อมกัน
แต่คิมบงกิลยังพอทนไว้ได้
“แค่ก! แค่ก!”
คังบงกิลที่ไอเป็เวลานานเงยหน้าขึ้นอย่างกะทันหัน
และเขาสามารถมองเห็นได้...
เห็นเด็กที่เคยหัวเราะเยาะเมื่อครู่กำลังมองลงมาที่ตัวเองด้วยสีหน้าขุ่นเคือง มันเป็สีหน้าที่ไม่มีเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันทำ
‘อะ อะไรน่ะ…….’
คังบงกิลคิด
‘อะ อะไรกันไอ้เด็กนี่…….’
ก่อนที่เขาจะทันได้คิดเสร็จ ชีกุกก็จับผมของเขาไว้
“อ้า! อ้า! อ้า!”
คังบงกิลกรีดร้องด้วยความเ็ป
“อะไรของแกเนี่ย?” คังบงกิลขมวดคิ้วและถาม
แต่ชีกุกไม่ตอบ
เขากลับบีบบังคับคังบงกิลด้วยแรงปะทะของพลังเวทย์ที่รุนแรงแทน
“เฮือก!”
ความรู้สึกกดดันที่บีบหัวใจอย่างกะทันหันเข้าครอบงำ
ดวงตาเล็ก ๆ ของคังบงกิลเบิกกว้างราวกับกำลังจะฉีกขาด
ร่างกายรวมทั้งริมฝีปากของเขาเริ่มสั่น
ในขณะนั้นชีกุกก็ปล่อยผมของคังบงกิล
คังบงกิลก้มหัวลง
“อ้วกกก!”
ในที่สุด เขาก็สำรอกสิ่งที่อยู่ข้างในออกมา
“คังบงกิล”
ชีกุกเรียกเขา
คังบงกิลอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้น
“คิมยังกีอยู่ที่ไหน?”
ทว่าคังบงกิลไม่เปิดปากพูดอะไร
ฉับพลันแรงปะทะของพลังเวทย์ที่แผ่ออกมาจากชีกุกก็ทรงพลังขึ้น
ควบคู่ไปกับแรงกดดันมหาศาล ความกลัวตามสัญชาตญาณที่ว่าเขาอาจตายหากไม่ยอมพูดอะไร ก็กลืนกินร่างกายและจิตใจของคังบงกิล
คังบงกิลแทบจะอ้าปากค้าง
“ที่คะ…คะ…โคลเวอร์”
ในขณะนั้น พลังที่ใช้บีบบังคับก็หายไป
“เฮือก!”
คังบงกิลหายใจเขาลึก ๆ
เขาเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
ชีกุกกำลังมองไปที่เขาด้วยสีหน้าเหยียดหยาม
“บอกทางมา”
เสียงที่ไร้เดียงสาของเด็กดังขึ้น
ถ้าคังบงกิลทำตัวน่ารัก เขาก็จะน่ารัก และนั่นไม่ใช่เสียงที่จะทำให้ยอมจำนนหรือว่าหวาดกลัว
แต่คังบงกิลสามารถััได้ด้วยสัญชาตญาณ
‘ถ้าปฏิเสธ ก็อาจจะตายได้เลย’
ไม่มีทางที่ใบหน้าบวมเป่งของอันธพาลคนแรกจะไม่ใช่หน้าของเขาในอนาคตหากปฏิเสธ
“อา...เข้าใจแล้วครับ”
ชีกุกยิ้มอย่างสดใสให้กับท่าทีที่สุภาพของคังบงกิล
‘ไอ้...จะตอนเป็หนุ่มหรือตอนแก่ก็เป็แบบนี้สินะ’
ชีกุกคิดแบบนั้น แล้วก็แตะไหล่ของคังบงกิลหนึ่งทีให้เขาลุกขึ้นยืน
“นำทางไปสิ”
“ครับ ครับ เชิญตามมาเลยครับ”
คังบงกิลไอสองสามที และนำทางไป
ฉับพลัน สายตาของชีกุกที่กำลังเดินตามหลังเขาอยู่ก็หันไปทางอันธพาลสามคนนั้น
“ตอนนี้พอแล้วล่ะ พวกแกจัดการที่นี่และรออยู่เงียบ ๆ ซะ และ...”
ชีกุกจ้องไปที่สามคนนั้นทีละคน ทำให้พวกเขาใจสั่นทุกครั้งที่สายตาชีกุกเพ่งมาที่ตัวเอง
“ถ้าไปปากพล่อยที่ไหน ฉันจะฉีกปากพวกแกให้ถึงพื้นเลยเข้าใจไหม?”
ไม่มีใครกล้าโต้แย้งอะไร
ทั้งสามคนพยักหน้าอย่างแรง
หลังจากเห็นท่าทีแบบนั้น ชีกุกก็ยิ้มหนึ่งทีและเดินตามคังบงกิลออกจากห้องเกมไป
[1] ร้านเกมสำหรับผู้ใหญ่ จะมีลักษณะคล้าย ๆ กับกาสิโนขนาดเล็กในเกาหลี
[2] ฮวาทู คือการเล่นของไพ่เกาหลี ตัวไพ่มีขนาดเท่ากลักไม้ขีดไฟ โดยหนึ่งสำรับมีไพ่ทั้งหมด 48 ใบ ลวดลายหน้าไพ่เป็ตัวแทนเดือนทั้งสิบสองเดือนในหนึ่งปีกับสี่ฤดู