เยี่ยนเจาเจาไม่ใช่คนใจดีอะไรนางรำคาญพวกคนสารเลวที่เห็นเด็กสาวอายุน้อยแล้วต้องเข้าไปรังแกอย่างไม่คิดหน้าคิดหลังที่สุดจึงเตะเข้าที่ศีรษะสองคนนั้นแรงๆ อีกหลายที ค่อยเหยียบหลังทั้งสองเดินออกไปข้างนอก
แต่ทำสิ่งใดต้องระมัดระวัง เยี่ยนเจาเจากลัวปัญหาจะตามมาถึงเรือนเลยถอดรองเท้าที่ตนเองพึ่งใส่ออกมาโยนเข้าไปในส้วมกลางแจ้งของครอบครัวหนึ่งโชคดีที่เท้าสวมถุงเท้าฝ้ายเนื้อหนาจึงไม่รู้สึกเย็น
กระโปรงรัดเอวบนร่างถูกรั้งขึ้นมามัดแน่นตรงช่วงหน้าอกเสื้อคลุมตัวนอกก็ดึงออกมาผูกรอบเอวแทน ทำผมเผ้าให้ยุ่งเหยิงดูแล้วแตกต่างกับคนก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง
ภายหลังค่อนข้างราบรื่น เยี่ยนเจาเจาไม่เจออุปสรรคอะไรแต่เมื่อมาถึงหน้าประตูเรือนหลังเล็กที่หมิงอีและหมิงเอ้อร์อาศัยอยู่เคาะประตูอย่างแรง ข้างในกลับไม่มีคน
ข้างประตูยังวางกองฟืนและติดคำขวัญคู่อันใหม่เอี่ยมดูแล้วไม่แตกต่างจากเรือนฝั่งซ้ายขวามากนักทั้งยังมีชามขนมหยวนเซียววางอยู่บนธรณีประตู เหมือนว่าทั้งสองกินไปเล็กน้อยแล้วรีบร้อนจากไปตะเกียบตกอยู่ที่พื้น
เยี่ยนเจาเจาใช้มือสัมผัสอุณหภูมิขนมพบว่ายังอุ่นอยู่เล็กน้อย ทั้งสองคนคงไปได้สักพักแล้ว
แล้วไปที่ใด?
ขณะนี้ใจนางพลันรู้สึกถึงคลื่นความสิ้นหวังค่อยๆคืบคลานเข้ามา ตอนนางอยู่ที่จวนคิดว่ายังมีหมิงอีกับหมิงเอ้อร์อยู่ ยามนี้หมิงอีหมิงเอ้อร์จากไปแล้วทำให้เยี่ยนเจาเจารู้สึกกังวลโดยสมบูรณ์
หากเยี่ยนเจาเจาอายุสักสิบแปดหรือยี่สิบปีนางคงไม่กลัว แต่ตอนนี้นางยังเป็นเด็กสาวตัวน้อยหากวิ่งเพ่นพ่านไปทั่วในเวลานี้อีก จะสร้างปัญหาให้หนานหมิงเหออย่างเลี่ยงไม่ได้จำต้องเตรียมหอบความท้อแท้และหวาดกลัวกลับทางเดิม
ชายวัยฉกรรจ์สองคนนั้นที่พึ่งถูกเยี่ยนเจาเจาอัดเดินตัวเหม็นหึ่งเข้ามาล้มจนจมูกและใบหน้าบวมเป่ง แต่กลับทนความละโมบไม่ไหว พบสาวน้อยคนหนึ่งเข้าก็จำไม่ได้ว่าเป็นเยี่ยนเจาเจาที่จัดการตนเมื่อสักครู่ ยังคิดเข้ามายุ่มย่าม
เยี่ยนเจาเจารำคาญมากไม่อยากเข้าไปพัวพันกับพวกเขา นางเบี่ยงตัวหลบกำลังจะวิ่งหนีกลับคาดไม่ถึงว่าชายสองคนนั้นจะต้อนนางเข้ากับมุมกำแพงคนละข้างไม่สนใจว่ามีคนมองอยู่รอบกาย ยื่นมือมาสัมผัสใบหน้าเยี่ยนเจาเจาตรงๆ
มือของเยี่ยนเจาเจาใต้แขนเสื้อสั่นเทาฉับพลันก็หยิบขวดบรรจุน้ำยามีฤทธิ์กัดกร่อนออกมาจากแขนเสื้อนางขี้เกียจคุยเรื่องไร้สาระกับคนพวกนี้ ขณะที่ขยับมือเตรียมจะสาดมันออกมาก็ได้ยินเสียงอึมครึมดังขึ้นด้านหลัง
“ใครอนุญาตให้พวกเจ้าแตะต้องนาง”
น้ำเสียงนี้ติดเหนื่อยล้าฟังดูอ่อนแออย่างควบคุมไม่ได้ แต่กลับยังทรงพลังยิ่งใหญ่เสมือนจะผลักภูเขาพลิกทะเลชวนให้หวาดผวา
ชายฉกรรจ์สองคนได้ยินไม่ชัดแต่เยี่ยนเจาเจากลับได้ยินชัดเจน น้ำตาพลันเอ่อคลอบนดวงตานาง ก่อนจะทันเห็นตัวคนก็มองเห็นชายที่ขวางตนไว้ก่อนหน้าคนหนึ่งโดนเตะกระเด็นออกไปอีกฝั่ง
ลูกเตะนั้นรุนแรงถึงขั้นเอาชีวิตเยี่ยนเจาเจามองบุรุษผู้นั้นโดนเตะออกไปจากข้างหน้าตนอย่างไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะต่อต้านลอยออกไปไกลกว่าสิบก้าวจนเกิดเสียงดังสนั่น
ชายผู้นั้นร้องโหยหวนในพลันเกรงว่ากระดูกจะหักที่ไหนสักแห่ง
การทะเลาะวิวาทบนตรอกหงหลิวเป็นเรื่องปกติธรรมดาเมื่อมีคนลงมือ คนมุงรอบข้างก็รีบวิ่งกลับเข้าบ้านตน ปิดประตูปิดหน้าต่าง มิกล้าส่งเสียงแม้แต่นิดเดียวด้วยกลัวจะโดนลูกหลง
เยี่ยนเจาเจาดวงตาพร่ามัวจากน้ำตา กะพริบตามองก็เห็นหนานหมิงเหอยืนอยู่ตรงที่ที่ชายคนนั้นพึ่งยืน
กล่าวตามจริงบุรุษตรงหน้าดูไม่คล้ายพี่ชายรองของนางเลย
เยี่ยนเจาเจาเติบโตขึ้นเมื่อเข้าสู่ปีใหม่เด็กหนุ่มตรงหน้า ไม่ เขาดูเหมือนชายหนุ่มแล้ว
เขาตัวสูงขึ้นไม่น้อยบัดนี้ไม่เหลือความอ่อนเยาว์ของเด็กอีกต่อไปสูงโปร่งตั้งตรงเสมือนต้นไผ่ที่ยืนหยัดอยู่บนขอบหน้าผา
ใบหน้าของคนตรงหน้าไม่มีจุดละม้ายคล้ายหนานหมิงเหอสักเสี้ยวดูธรรมดา มีเพียงแววตาคู่นั้นที่สุขุมลุ่มลึกเหมือนกับหนานหมิงเหอ
แต่นี่เป็นดวงตาของพี่ชายรองของนาง
เยี่ยนเจาเจาไม่มีทางลืมเลือนตลอดชีวิต
ร่างเขาทรุดโทรมจากการเดินทางชุดสีขาวเรียบเปรอะเปื้อนฝุ่นดินไปจนถึงแขนเสื้อ บางจุดก็แทบจะจำแนกสีเดิมไม่ออก ทั้งโคลนทั้งเลือดผสมปนเปกันสกปรกไปหมด
ทว่าเหล่านี้ลดทอนท่าทางแข็งแกร่งของหนานหมิงเหอไม่ได้แม้แต่น้อย
ตอนยังอยู่ในเรือนหลังเขาดูราวกับดาบอัญมณีวางประดับอยู่บนชั้นวาง แต่ที่นี่เขาเหมือนกับดาบล้ำค่าที่ติดตามแม่ทัพปราบข้าศึกมานับไม่ถ้วน เผยความแกร่งกล้าสามารถ สิ้นชีวิตเพียงสัมผัส
ขณะที่นางกำลังจะเอ่ยเรียกก็เห็นหนานหมิงเหอวางมือห้ามเหนือริมฝีปากนาง หมุนตัวกลับไปจ้องชายฉกรรจ์ที่บังอาจยื่นมือมาสัมผัสใบหน้าของเยี่ยนเจาเจา
“มือข้างใดสัมผัส?”
น้ำเสียงหนานหมิงเหอติดสนุกเล็กน้อยเจือความเหลือทนมากกว่า
เขาเหนื่อยมากและไม่มีเวลามาเสวนากับเศษสวะชั้นต่ำพวกนี้
ชายฉกรรจ์หมุนตัวคิดวิ่งหนีไม่สนใจกระทั่งสหายตนที่ล้มอยู่ข้างๆ อยากวิ่งออกไปให้ไวที่สุด
คาดไม่ถึงว่าจะมีบุรุษหลายคนขวางทางหนีเขาไม่พูดไม่จา แต่กลับทำให้เขาเกรงกลัวยิ่งกว่าเดิม
บุรุษที่พึ่งเอ่ยถาม โอบกอดเด็กสาวตัวน้อยที่ยังงุนงงไว้ในอ้อมแขนแล้วค่อยๆ เดินเข้าไปด้านหลังของชายฉกรรจ์อย่างช้าๆ ก่อนเอ่ยถามอีกครั้ง“มือข้างใดสัมผัส?”
ชายหนุ่มยังมิทันได้พูดหนานหมิงเหอก็หมดความอดทน อุ้มเยี่ยนเจาเจาหันหลังจากไปแทน
เสียงเขาลอยมาจากที่ไกลๆ “หมดเวลาแล้วตัดมือทั้งสองข้างของเขาทิ้งซะ”
“ขอรับ”
เป็นหมิงอีและหมิงเอ้อร์ที่ขวางชายฉกรรจ์เอาไว้พวกเขาติดตามหนานหมิงเหอคนเดียวมาแต่ไหนแต่ไร หนานหมิงเหอสั่งพวกเขาก็แทบจะชักดาบออกจากฝักอย่างไม่ลังเล
สุดขอบฟ้า ดวงจันทร์ส่องสว่าง บนตรอกหงหลิวมีดาบถูกชักออกมา
กลิ่นหอมหวานของขนมหยวนเซียววันนี้ยังอวลอยู่ในอากาศแต่กลิ่นโลหิตกลับโชยขึ้นมาช้าๆ
เสียงร้องอย่างเจ็บปวดถูกปิดกั้นมือไม้หมิงอีและหมิงเอ้อร์จัดการชายสองคนนี้อย่างคล่องแคล่วว่องไว เรื่องทำนองนี้พบได้ทั่วไปในตรอกหงหลิวคนที่กล้าแตะต้องผู้อื่นโดนคนตามล่าเอาชีวิตถึงบ้าน เป็นเรื่องธรรมดายิ่ง
ตรอกหงหลิวเป็นสถานที่รวบรวมความชั่วช้าทุกรูปแบบเช่นนั้นแหละ
หนานหมิงเหอพาเยี่ยนเจาเจาไปที่เรือนเล็กของหมิงอีและหมิงเอ้อร์ส่วนหมิงอีหมิงเอ้อร์เดินตามมาไกลๆ ข้างหลัง ไม่มีใครเอ่ยสิ่งใด
เยี่ยนเจาเจาอยากพูดแต่หนานหมิงเหอปิดปากนางแผ่วเบา
มือเขาที่อุ่นอยู่ตลอดคราวนี้กลับเย็นเยียบราวกับเหล็กนิล เยี่ยนเจาเจามองหนานหมิงเหอ จิตใจสงบลงแต่ยังเต็มไปด้วยความกังวล เกิดอะไรขึ้นกับพี่ชายรองกันแน่?
หนานหมิงเหอพาเยี่ยนเจาเจากลับเรือนหลังเล็กของหมิงอีและหมิงเอ้อร์เขาอุ้มเยี่ยนเจาเจาเข้าห้องไปโดยไม่เอ่ยคำใดหมิงอีกับหมิงเอ้อร์เฝ้าอยู่ตรงลานเรือนอย่างรู้หน้าที่
ในห้องเรียบง่าย สะอาดสะอ้าน จดหมายถูกทิ้งที่ยังเผาไม่หมดบางส่วนกองอยู่รอบข้างเยี่ยนเจาเจาเห็นว่าลายมือบนนั้นเป็นของหนานหมิงเหอ
หนานหมิงเหอวางเยี่ยนเจาเจาบนเก้าอี้รองเบาะนุ่มจากนั้นสูดลมหายใจลึก ลมหายใจของเขาหนักหน่วงจนเยี่ยนเจาเจารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
หนานหมิงเหอกลับกล่าว “เจาเจา ข้ากลับมาช้าไม่สามารถฉลองเทศกาลโคมไฟกับเจ้าได้”
เขาสูดลมหายใจถึงสามครั้งในประโยคเดียวเสียงแหบแห้งกว่ายามปกติไม่น้อย
เยี่ยนเจาเจารู้สึกคุ้นเคยกับประโยคนี้ นางใจลอยรู้สึกเหมือนตนเคยได้ยินหนานหมิงเหอพูดเช่นนี้ตอนไหนมาก่อน
“เจาเจา ข้ามาช้าแล้ว”
ประกายหยาดน้ำตาข้างหน้าปรากฏเงาสะท้อนเลือนรางของคนผู้หนึ่งค่อยๆ ซ้อนทับกับหนานหมิงเหอเบื้องหน้า
เพียงแต่เงาร่างนั้นดูโตกว่าที่อยู่ตรงหน้าเยี่ยนเจาเจามากดวงตาเขาเผยแววโศกสลดอันหนักอึ้งไร้ทางลบเลือน ทุกคำทุกประโยคล้วนเต็มไปด้วยความรู้สึกใจสลาย
นี่ยามใดแล้ว?
เยี่ยนเจาเจาไม่รู้
สติของเยี่ยนเจาเจากลับมาอย่างรวดเร็วเมื่อได้กลิ่นโลหิตที่โชยออกมาจากร่างของหนานหมิงเหอผสมปนเปกับกลิ่นยาเข้มข้น ทำให้นางอกสั่นขวัญหาย
นางไม่สนใจจะพูดคุยหยาดน้ำตาหลั่งรินราวกับเปิดทำนบกั้นน้ำ เอื้อมมือไปคลายสาบเสื้อของหนานหมิงเหอ
หนานหมิงเหอจับมือเยี่ยนเจาเจาไว้น้ำเสียงเจือแววอ้อนวอน ร้องขออย่างหาได้ยาก ถอนหายใจก่อนเอ่ย “เจาเจา อย่าดู”
“ไม่ ข้าจะดู”
ขณะที่นางเอื้อนเอ่ยหยาดน้ำก็ร่วงลงจากกระบอกตาพอดี
หยดน้ำตานั้นหนักราวพันชั่งเกือบทลายความหนักแน่นของหนานหมิงเหอจนแตกกระเจิง
หยาดน้ำทำให้สีเหลืองบนใบหน้าเยี่ยนเจาเจาพร่าเลือนไปดวงตานางอาบน้ำตา เปล่งประกายแวววาวเป็นพิเศษ เปี่ยมไปด้วยการขอร้องและดื้อดึง
“เด็กดี อย่าดู จะทำให้เจ้ากลัว”
นัยน์ตาหนานหมิงเหอมืดครึ้มลงเล็กน้อยแต่ยังกล่าวเช่นนั้น
เยี่ยนเจาเจาไม่ตอบ มือนางข้างหนึ่งถูกสกัดไว้ก็ยื่นมืออีกข้างออกไป ยืนกรานจะคลายคอเสื้อของหนานหมิงเหอ
หนานหมิงเหอจึงปล่อยไปเขารู้ว่าเขามิอาจหยุดเยี่ยนเจาเจา และหักห้ามใจที่อ่อนยวบหลังเห็นเยี่ยนเจาเจาไม่ได้
หนานหมิงเหอไม่รู้ว่าเยี่ยนเจาเจาหนีออกมาได้อย่างไรเดิมเขาเหนื่อยล้ากลับมาคิดหาวิธีตบตาไม่ให้เยี่ยนเจาเจารู้ว่าตนเองบาดเจ็บทั้งตัวอยู่ ก็เห็นพวกตัณหากลับสองคนกำลังกักตัวสาวน้อยคนหนึ่งไว้ตรงมุมกำแพงเพื่อลวนลาม
เขาไม่ได้สนใจ แต่กวาดตามองรอบหนึ่งกลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างไรสาเหตุฉับพลันก็รับรู้ได้ว่าสาวน้อยนั่นคือเจาเจา แม่นางน้อยของเขา
เยี่ยนเจาเจาอยู่ที่นี่ ต้องเป็นเพราะร้อนใจที่เขาไม่กลับมาตามสัญญาจึงวิ่งออกมาตามหาหมิงอีและหมิงเอ้อร์เพื่อจะได้รู้ร่องรอยของเขา
คุณหนูตัวน้อยอย่างนางร่างกายอ่อนแอบอบบางและงดงามเหนือสามัญ กลับกล้าแอบออกมาคนเดียวทั้งยังเป็นที่อันตรายเช่นนี้ได้อย่างไร?
หนานหมิงเหอบังเกิดโทสะโดยไม่รู้ตัวแต่กลับประจักษ์ชัดว่านางทำเพื่อตัวเอง
หลังจากนั้นทุกการกระทำของหนานหมิงเหอก็เกินขอบเขตการยั้งคิดเปลือกนอกทั้งหมดราวกับแตกออกชั่วขณะที่เขามองเห็นเยี่ยนเจาเจา ถ้าไม่รู้ว่ามิอาจเขาก็อยากจะยึดเด็กสาวตัวน้อยไว้ในอ้อมแขนตนชั่วชีวิต ให้นางหนีจากเขาไปไหนไม่ได้อีก
ตอนนี้มือสองข้างของแม่นางน้อยกำลังสั่นเทายามปลดอาภรณ์ของเขา
เยี่ยนเจาเจาเห็นแผ่นอกเปลือยเปล่าของชายหนุ่มตรงหน้ากล้ามเนื้อและกระดูกชัดเจน ผอมเพรียวแต่กลับสมส่วน นี่ควรทำให้เยี่ยนเจาเจาหน้าแดงทว่าดวงตานางดันจับจ้องบนแผลเป็นทั้งใหม่และเก่านับไม่ถ้วนบนอกของหนานหมิงเหอรวมถึงรอยมีดพาดยาวตรงไหล่ จนลมหายใจแทบหยุดชะงัก
บาดแผลนี้ค่อนข้างลึก เนื้อเหวอะหวะน่าเกลียดน่าจะถูกใส่ยามาหลายครั้งแล้ว แต่โลหิตยังซึมออกมาไม่หยุด
มือเยี่ยนเจาเจาสั่นมากขึ้น น้ำตาแทบท่วมตัว
หนานหมิงเหอพลันเกิดความคิดไม่ว่าตนจะลำบากมากเพียงใด เพื่อนางแล้วย่อมคุ้มค่าเสมอ
“นี่เกิดขึ้นได้อย่างไร? ท่านไปที่ใดกัน?”
ใจเยี่ยนเจาเจาบังเกิดคำถามนับร้อยเมื่อเห็นบาดแผลก็รู้สึกเหมือนหัวใจโดนมือใหญ่บีบรัดแน่น กระทั่งลมหายใจยังขาดห้วงใครกันที่ทำร้ายเขาจนเป็นเช่นนี้?