หลี่เป่าน้องสาวคนเล็ก
บทที่ 12 ตักผัก
ั้แ่เป่าเปาฝันถึงพี่สาวที่ถูกบางสิ่งพุ่งเข้าใส่ และนางพยายามช่วยด้วยการคว้าตัวอีกฝ่ายเอาไว้ในครั้งก่อน นางก็ไม่ฝันถึงพี่สาวผู้นั้นอีกเลย ถึงจะไม่ฝันถึงพี่สาว แต่นางก็ยังคงมีฝันแปลกๆ อยู่บ้าง บางครั้งก็ฝันว่าตัวเองเรียนศิลปะการต่อสู้ บางครั้งก็ฝันว่าเรียนวิชาการแพทย์ จนตอนนี้นางเริ่มรู้สึกสนุกไปกับความฝันของตัวเองแล้ว
แม้ว่าหลังจากตื่นขึ้นมา นางจะจำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่นางก็คิดว่ามันเป็เื่ที่สนุกมากจริงๆ ดังนั้นเป่าเปาจึงมักเข้านอนตรงเวลาทุกวันโดยไม่ต้องให้มารดาตามไปเข้านอนเหมือนเมื่อก่อน จนหลี่หลิงผู้เป็แม่อดที่จะรู้สึกแปลกใจไม่ได้ แต่นางคิดว่าเป็เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน บุตรสาวคนเล็กจะได้พักผ่อนมากๆ และมีร่างกายที่แข็งแรงตลอดเวลา
ิจูได้นำของเยี่ยมมาให้เป่าเปาเป็ครั้งคราว และยังนั่งคุยเป็เพื่อนหลี่หลิงผู้เป็มารดาอยู่บ่อยครั้ง ทำให้นางกลายเป็แขกประจำของครอบครัวตระกูลหลี่ มีบางครั้งที่นางทันได้พบกับหลี่ต้าพี่ชายคนโต ทั้งสองทักทายกันอย่างเขินอาย ก่อนจะขอตัวลาจากกัน หลี่หลิงผู้เป็แม่ที่เห็นเช่นนั้นก็รู้สึกพึงพอใจ และก็หนักใจในเวลาเดียวกัน
แม้แม่นางิจูกับบุตรชายคนโตจะชอบพอกัน แต่ปัญหาใหญ่คือเื่สินสอด แม้ว่าอีกฝ่ายอาจไม่เรียกร้องอะไรมากมาย ถึงอย่างนั้นมันก็เป็ไปไม่ได้ที่บ้านของพวกเราจะหาสินสอดไปให้อีกฝ่าย ตอนนี้เงินเก็บของครอบครัวแทบจะไม่เหลืออีกแล้ว ไหนจะต้องคอยกันเงินไว้ดูแลบุตรสาวคนเล็กหากนางมีอาการป่วยขึ้นมาอีก ดังนั้นจึงเป็ไปได้ยากที่หลี่ต้าลูกชายคนโตจะแต่งงานในตอนนี้
ปีนี้หลี่ต้าอายุสิบเจ็ดปีเต็มแล้ว ซึ่งมากกว่าเกณฑ์แต่งงานของชาวบ้านทั่วไปสองปี หากปีหน้าเขายังไม่แต่งงานอีก จะต้องเสียภาษีให้ทางการมากกว่าเดิมครึ่งหนึ่ง
ปกติแล้วในหนึ่งปี หากบุรุษอายุสิบห้าปีที่แต่งงานแล้ว จะจ่ายเสียภาษีเป็ข้าวสารหรือธัญพืชรวมกันให้ได้ 20 ชั่ง หรือเป็เงิน 800 เหวิน
แต่หากบุรุษอายุเกินสิบห้าปีแล้วยังไม่แต่งงานจะต้องเสียภาษีเป็ข้าวสารหรือธัญพืชรวมกันให้ได้ 25 ชั่ง หรือหากจ่ายเป็เงิน จะอยู่ที่ 1 ตำลึง ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ยินดีจ่ายเป็ผลผลิตมากกว่า เพราะมีมูลค่าน้อยกว่าการจ่ายเป็เงิน
และหากบุรุษผู้ใดที่มีอายุครบ 18 ปีแล้วยังไม่แต่งงานจะต้องเสียภาษีเป็ข้าวสารหรือธัญพืช 30 ชั่ง หรือจ่ายเป็เงิน 1 ตำลึง 200 เหวิน
"ท่านแม่ๆ ท่านอาจารย์ฮุ่ยมาเ้าค่ะ"
เสียงใสของลูกสาวคนเล็กปลุกหลี่หลิงผู้เป็แม่ให้ตื่นจากภวังค์ความคิด นางจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อนจะลุกออกไปต้อนรับแขก
"ท่านอาจารย์ฮุ่ย เชิญนั่งก่อนเ้าค่ะ เป่าเปาไปยกชามาทีนะลูก"
"เ้าค่ะ"
รับคำปุ๊บเป่าเปาก็ออกวิ่งไปปั๊บด้วยความตื่นเต้น จะไม่ให้ตื่นเต้นได้อย่างไร ั้แ่หายป่วยท่านแม่ไม่เคยพูดถึงเื่การเรียนของนางอีกเลย ครั้นจะแอบหนีไปถามอาจารย์ฮุ่ยก็กลัวท่านแม่จะเปลี่ยนใจไม่อนุญาตให้นางไปเรียน
ดังนั้นเมื่อเห็นอาจารย์ฮุ่ยมาหาที่บ้านด้วยตัวเอง หัวใจของเป่าเปาก็พองฟู เต็มไปด้วยความหวัง นางรีบหยิบชาในห้องครัวก่อนจะพุ่งกลับไปที่ลานบ้านด้วยความเร็วสูง
"...ข้าบอกแก่นางเองเ้าคะ"
"ขอบคุณท่านมาก"
เป่าเปาที่กลับมาได้ยินคำพูดของมารดาก็หูผึ่ง แต่ไม่สามารถจับใจความได้ เกิดอะไรขึ้นกันนะ ท่านแม่จะบอกอะไรกับนาง?? ขณะที่เป่าเปากำลังครุ่นคิดถึงคำพูดของมารดา อาจารย์ฮุ่ยก็ขอตัวกลับบ้านเพื่อไปทำธุระของตัวเองต่อ
เมื่อท่านอาจารย์จากไปแล้ว นางก็วิ่งไปเกาะแข้งเกาะขามารดาก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"ท่านแม่ ท่านกับท่านอาจารย์คุยกันเื่การเรียนของข้าใช่หรือไม่เ้าคะ?"
หลี่หลิงผู้เป็แม่แกล้งตีสีหน้าขรึมออกมาก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"ไม่ใช่เื่ของเ้าแล้วจะเื่ของใคร? อีกสองวันเตรียมตัวให้พร้อม แม่จะพาเ้าไปที่บ้านท่านอาจารย์"
เป่าเปาที่ได้ยินเช่นนั้นก็มีสีหน้าเศร้าสร้อยลงเล็กน้อย เป็อย่างที่นางคิดจริงๆ สินะ ท่านอาจารย์ต้องเปลี่ยนใจไม่รับนางเป็ศิษย์แล้วแน่ๆ แต่ท่านแม่ช่างดีกับนางจริงๆ ดังนั้นนางจะไม่มีวันยอมแพ้ อีกสองวันนางไปอ้อนวอนให้ท่านอาจารย์เปลี่ยนใจให้ได้เลย คอยดู
"ท่านแม่ช่างดีกับข้าจริงๆ ฮือๆๆ"
เป่าเปาเอ่ยออกมาทั้งน้ำตา ทำให้หลี่หลิงผู้เป็แม่เข้าใจผิด คิดว่าลูกสาวคนเล็กดีใจจนร้องไห้ออกมา จึงไม่ได้กล่าวอะไรออกมา นางยิ้มอ่อนๆ ก่อนจะยกมือขึ้นลูบหลังบุตรสาวจนนางหยุดร้องไห้ลง
หลังจากร้องไห้เสร็จก็ถึงเวลาไปส่งอาหารให้พี่ๆ ที่ไร่นา ทำให้เป่าเปาลืมเื่ก่อนหน้านี้ไปจนหมดสิ้น แล้วออกจากบ้านไปพร้อมมารดาของนาง
ที่ดินที่ใช้ทำไร่นาของครอบครัวอยู่ไม่ไกลจากตัวบ้านมากนัก ใช้เวลาเพียงครึ่งเค่อ เท่านั้น ดังนั้นโดยปกติแล้ว หากวันไหนหลี่ชุนผู้เป็พ่อกับหลี่กังผู้เป็อาออกไปรับจ้าง หลี่หลิงผู้เป็แม่จะพาเป่าเปาลูกสาวตัวน้อยมาส่งอาหารกลางวันให้กับพี่ชายทั้งสี่
ทุกครั้งที่ถึงเวลานี้ เป่าเปาจะรู้สึกมีความสุข เพราะนางจะได้ออกไปนอกบ้านและบางครั้งยังได้แอบเล่นะโย่ำน้ำที่ขังอยู่ตามพื้นดินอีกด้วย
"อาหารมาแล้วจ้าาา"
เสียงใสของน้องสาวตัวน้อยเรียกพี่ๆ ทั้งสี่ให้มารวมตัวอยู่ที่เดียวกัน เนื่องจากแรงงานมีจำกัด และพื้นที่เพาะปลูกมีหลายสิบหมู่ ทำให้เหล่าบุรุษในครอบครัวตระกูลหลี่ไม่สามารถวางมือจากพื้นที่เพาะปลูกได้เลย ก่อนเริ่มเพาะปลูกข้าวสาลีก็ต้องลงมือเตรียมดิน ผสมปุ๋ยคอกที่หมักจนได้ที่แล้วลงไป นำซังข้าวจากที่ปลูกก่อนหน้านี้มาจัดการเผาหรือกลบฝังรอประมาณครึ่งเดือนถึงหนึ่งเดือน ก่อนจะพรวนดินให้ร่วนซุย และเริ่มหว่านเมล็ด
หลังหว่านเมล็ดลงไปก็ต้องดูแลกำจัดวัชพืชและคอยหมั่นจัดการศัตรูพืชที่อาจมาทำลายนาข้าวสาลีของพวกเขา พอเริ่มมีหนึ่งตัวก็จะมีตัวที่สองและสามตามมา ยุคสมัยนี้ยังไม่มีเครื่องทุ่นแรง หรือยาฆ่าแมลงที่เป็สารเคมี ดังนั้น เหล่าบุรุษจึงมีงานที่ต้องจัดการมากมายในแต่ละวัน
การที่พวกเขามีลูกชายหลายคนทำให้สามารถทำนาข้าวสาลีได้มากกว่าชาวบ้านคนอื่นๆ ที่มีลูกชายน้อยกว่า ตอนนี้เป็กลางฤดูฝนซึ่งเป็่เหมาะสมที่จะหว่านเมล็ดข้าวสาลี เพราะมีความชื้นในดินช่วยให้เมล็ดงอก และไม่ต้องรดน้ำตลอดระยะเวลาเพาะปลูก ทำให้ทุ่นแรงงานในการรดน้ำไป
โชคดีที่ภูมิปัญญาชาวบ้านค้นพบเื่ความชื้นในดินเหล่านี้ ชาวบ้านจึงสามารถปลูกข้าวสาลีได้มากใน่กลางถึงปลายฤดูฝน
เหล่าบุรุษในหมู่บ้านต่างมีงานรัดตัว นอกจากปลูกข้าวสาลีแล้ว หลังจากเก็บเกี่ยวพวกเขายังต้องนำข้าวสาลีที่ได้ไปตากให้แห้งก่อนจะเก็บบรรจุลงกระสอบเพื่อเป็การรักษาเมล็ดข้าวสาลี
หลังจากจัดการกับข้าวสาลีเสร็จเรียบร้อย พวกเขาก็ต้องเริ่มจัดการหน้าดินเพื่อทำการเพาะปลูกข้าวและธัญพืชในฤดูกาลถัดไปอีกครั้ง ทำให้พวกเข้าต้องทำงานต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด
หากปีใดฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล ผลผลิตที่ออกมาก็จะมีมาก ทำให้ครอบครัวได้รับค่าตอบแทนมาก แต่หากปีใดฝนฟ้าไม่เป็ใจ พวกเขาก็จะได้รับค่าตอบแทนที่น้อยลง ดังนั้นทุกครอบครัวจึงจำเป็ต้องรู้จักเก็บเงินสำรองเผื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้น
"น้องเล็ก วันนี้มีอะไรกินบ้าง"
"มีหลายอย่างเลยพี่สี่ มาๆ"
หลี่ซื่อพี่ชายคนที่สี่อยู่ใกล้ละแวกนั้นมากที่สุด มาถึงที่หมายเป็คนแรก ตามมาด้วยหลี่เอ้อพี่ชายคนรอง หลี่ซานพี่ชายคนที่สี่และหลี่ต้าพี่ชายคนโต
"ว้าวๆ มีแต่ของน่ากินทั้งนั้นเลย"
"กินเลยๆ มาข้าจะตักข้าวให้พี่ๆ เอง"
ทั้งสี่ที่เหน็ดเหนื่อยจากการตากแดดมาครึ่งค่อนวันก็รู้สึกอิ่มใจที่เห็นน้องสาวตัวน้อยของพวกเขาแข็งแรงขึ้นอีกครั้ง ก่อนหน้านี้ตอนที่นางล้มป่วย บรรยากาศในบ้านพลันเศร้าหมองลง
ไม่มีเสียงน่ารักๆ มาออดอ้อนพวกเขา ไม่มีเสียงถกเถียงกันของหลี่ซื่อน้องชายคนที่สี่ กับเป่าเปาน้องสาวคนเล็ก แม้แต่เสียงบ่นว่าของบิดาก็หายไป จนเมื่อเป่าเปาฟื้นขึ้นมาบรรยากาศแห่งความสุขก็เริ่มกลับมาเยือนอีกครั้ง
หลังกินข้าวเสร็จทั้งสี่ได้ลุกไปทำงานของตัวเองอีกครั้งและพากันกลับบ้านในยามเซิน
เย็นวันนั้นพวกเขาก็ไม่ลืมที่จะโอ้อวดบิดาของเขาว่า
"ท่านพ่อ เมื่อตอนเที่ยงน้องเล็กตักข้าวให้พวกเราด้วยนะ จริงมั้ยเ้าสาม"
"ใช่ๆ นางตักผักใส่ชามข้าวให้ข้าด้วย"
"นางก็ตักให้ข้าเหมือนกัน โดยเฉพาะของพี่ใหญ่นะ พูนชามเลย "
หลี่ชุนผู้เป็พ่อชำเลืองตามองไปที่ลูกชายทั้งสี่ก่อนจะถามขึ้นว่า
"ตักผักให้พวกเ้าแบบนี้ แล้วน้องของพวกเ้าได้กินข้าวด้วยหรือไม่?"
"กินสิเ้าคะ ข้าตักผักให้พี่ๆ บำรุงร่างกายจะได้มีแรงออกไปทำงาน ส่วนเนื้อที่อยู่ในจานนั้นข้าเสียสละกินเอง"
เป่าเปาตอบบิดาของนางด้วยน้ำเสียงร่าเริง เพราะพี่ๆ ชอบบอกว่า 'น้องเล็กเ้ากินเถอะ' ดังนั้นนางจึงเข้าใจว่าพี่ๆ ของนางชอบกินผัก จึงตักผักที่มีทั้งหมดที่มีให้พวกเขา ก่อนจะเสียสละกินเนื้อทั้งหมดแทน
ทั้งสี่ที่คิดจะโอ้อวดบิดาก็หลุบตาลงกินข้าวเย็นต่ออย่างสงบเสงี่ยม นานๆ จะมีอาหารจานเนื้อสักครั้ง แต่ถูกน้องสาวคนเล็กเข้าใจผิดกวาดไปจนหมดจาน สงสัยครั้งหน้าต้องกระซิบบอกมารดาแล้วว่า 'อย่าพาน้องเล็กมาถ้ามีอาหารจานเนื้อ...'
---------
คำอธิบายเกี่ยวกับการจ่ายภาษีในเื่นี้นะคะ
กรณีเป็ผู้ชาย เมื่อมีอายุมากกว่า 15 ปี ทุกคนต้องจ่ายภาษีรายได้ค่ะ เรียกว่าภาษีรายได้แรงงาน ซึ่งคนที่แต่งงานแล้วจะได้จ่ายภาษีน้อยกว่าคนโสดนะคะ
อัตราภาษีของผู้ชายที่อายุ 15 ปี ขึ้นไปจะเป็ ดังนี้
หากแต่งงานแล้ว (รวมทั้งคนที่เคยหย่าร้างหรือภรรยาเสียชีวิต) จ่ายภาษีในอัตรา = ข้าว+ธัญพืช 20 ชั่ง หรือ จ่ายเป็เงิน 800 เหวิน
หากยังไม่แต่งงานและมีอายุ15-18 ต้องจ่ายภาษีในอัตรา = ข้าว+ธัญพืช 25 ชั่ง หรือ จ่ายเป็เงิน 1ตำลึง
หากยังไม่แต่งงานและมีอายุั้แ่ 18 ปีขึ้นไป ต้องจ่ายภาษีในอัตรา = ข้าว+ธัญพืช 30 ชั่ง หรือจ่ายเป็เงิน 1 ตำลึง 200 เหวิน
กรณีเป็ผู้หญิง จะไม่มีการเรียกเก็บภาษีรายได้แรงงานค่ะเพราะถือว่าผู้หญิงไม่มีรายได้จากการใช้แรงงานค่า