สมิทธิ์อยู่ในชุดใหม่ที่สรรค์ออกแบบและสร้างขึ้นมาให้ซึ่งต้องบอกว่ารสนิยมของสรรค์ไม่เลวเลยทีเดียว ชุดของสมิทธิ์สีเขียวเข้ม สีเดียวกันกับร่างทรงระดับ2 ของเทพแห่งา เทพประจำตัวของเขา เสื้อแขนกุดคอจีนโชว์กล้ามแขน เมื่อรวมกับผ้าที่ม้วนเป็เชือกพันแขนทำให้เขาดูทะมัดทะแมงเหมือนนักสู้ไทยโบราณที่พร้อมรบเต็มที่
“โอ้โห...” สมิทธิ์ร้องออกมาด้วยความตื่นตาตื่นใจกับสถานที่ที่อยู่ตรงหน้า
เขายืนอยู่บนฝ่ามือของรูปปั้นหินั์สวมใส่ชุดไทยโบราณคล้ายเทวดาที่เห็นอยู่ตามวัด รูปปั้นนั่งชันเข่าขึ้นมาข้างหนึ่งใบหน้าเป็มิตร หลับตายิ้มอ่อน วางอยู่บนพื้นหินที่มีลักษณะเหมือนฐานดอกบัว รอบๆรูปปั้นเป็สระบัวกว้างไปจนถึงผนังห้อง ขนาดพอๆ กับโรงยิมของโรงเรียนสักหลังหนึ่ง
ผนังห้องมีรูปร่างเป็วงกลมสูงขึ้นไปเป็หอคอย แบ่งออกเป็ห้องเล็กๆมากมายร่วมร้อยพันห้อง แต่ละห้องมีประตูสลักเสลาลวดลายเป็ใบหน้าของเทวดาหลับตายิ้มอ่อนคล้ายกับใบหน้าของรูปปั้นั์ที่อยู่กลางห้อง
“ที่นี่คือสุสานที่รวบรวมร่างของเหล่าคนทรงไร้ญาติที่ตายเมื่อ10 ปีก่อน เงียบสงบพอที่เ้าจะใช้ฝึกฝนจิตใจในการติดต่อกับเทพเ้าได้” สรรค์ซึ่งยืนอยู่บนไหล่ข้างหนึ่งของรูปปั้นั์เอ่ยขึ้น
“หมายความว่าแต่ละห้องก็คือ... บรื๋อ!”เมื่อคิดว่าแต่ละห้องมีซากศพหรือเถ้ากระดูกของมนุษย์อยู่สมิทธิ์ก็รู้สึกขนลุกขึ้นมา
โชคดีที่หลังจากพ่อและแม่ของสมิทธิ์เสียชีวิตลงทางครอบครัวได้นำอัฐิของพวกเขาทำพิธีลอยอังคารไปเรียบร้อยแล้ว ไม่อย่างนั้นพวกเขาทั้ง2 อาจมาลงเอยอยู่ที่นี่ก็ได้
“ไม่ต้องห่วงตอนนี้ศพของพวกเขาไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว” สรรค์ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ มือทั้ง 2ข้างไพล่หลัง
สมิทธิ์คิดในใจว่า สุสานแห่งนี้ไม่น่าจะสร้างขึ้นเพื่อการกุศลแน่ถ้าสรรค์ไม่เคลื่อนย้ายไปที่อื่น ก็คงเอาศพเหล่านี้มาทำเป็วัตถุมงคลของขลังไปหมดแล้วเหมือนตอนที่เขาทำกับอัฐิของคราส คนทรงเทพแห่งความมืด
“มาเริ่มกันเลย” สรรค์บอกสมิทธิ์ น้ำเสียงหนักแน่น
สรรค์ชูมือซ้ายของเขาขึ้นมา ทันใดนั้นถุงมือสีขาวก็ปรากฏขึ้นเหมือนแสดงมายากล เสียงฮือฮาเบาๆ ดังขึ้นมาจากสมิทธิ์
“การที่จะเปลี่ยนเป็ร่างทรงระดับ 2เ้าต้องยอมรับให้เทพเ้าประจำตัวก้าวล้ำประตูแห่งจิตเข้ามา” สรรค์เริ่มอธิบาย
เมื่อได้ฟัง เหมือนสิ่งที่ติดอยู่ในใจของสมิทธิ์ตลอดที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้รับการคลี่คลายบางครั้งเขาจะเห็นมือของสรรค์หรือนิรุทธ์ จู่ๆ ก็มีถุงมือสีขาวโผล่ขึ้นมาที่แท้ถุงมือนั้นก็เป็ส่วนหนึ่งของชุดร่างทรงระดับ 2 เวลาที่เข้าทรงนั่นเอง
“ชั้นอยากจะถามตั้งนานแล้วนายเข้าทรงเฉพาะส่วนมือได้ด้วยเหรอ” สมิทธิ์ชี้ไปที่มือซ้ายที่ชูขึ้นมาของสรรค์ น้ำเสียงคาดคั้นจริงจัง
สรรค์พูดอย่างเหนื่อยหน่าย “คนทรงระดับ 2อย่างพวกเรา ไม่จำเป็ต้องเข้าทรงทั้งตัวหรอกนะ เพราะจะทำให้เสียพลังจิตมากข้าว่าเ้าคงเข้าทรงทั้งตัวแล้วใช้พลังเทพเต็มที่จนสลบไปเลยสินะตอนที่นิษฐาพามาที่นี่”
สรรค์พูดถูกทุกอย่างเหมือนเขาอยู่ในเหตุการณ์ สมิทธิ์รู้สึกเขินขึ้นมาเมื่อนึกถึงภาพตัวเองยิงลำแสงสายฟ้าเพื่อทำลายหมอกทมิฬ สายฟ้าของเขาทะลุทะลวงขึ้นไปจนถึงอวกาศเขาไม่สามารถยั้งมือได้ สายฟ้าสูบพลังชีวิตของเขาไปจนเกือบหมด ทำให้เขาอ่อนแรงจนร่วงหล่นกลางอากาศอย่างหมดท่า
“แหะๆ... ก็ทำนองนั้นแหละ” สมิทธิ์เสียงอ่อย
“การทรงเฉพาะมือดีที่สุด เพราะส่วนใหญ่มือเป็ทางผ่านในการใช้พลังหรืออาวุธเทพ” สรรค์แนะนำ
สมิทธิ์ลองทำตามคำแนะนำของสรรค์ดู เขาเริ่มหลับตาตั้งสมาธิ จดจ่ออยู่กับความพยายามที่จะติดต่อกับเทพแห่งา เทพเ้าประจำตัวของเขาครู่หนึ่งทิวทัศน์รอบตัวของเขาก็เปลี่ยนไป
คราวนี้ แทนที่สมิทธิ์จะได้เจอหน้ากับเทพแห่งาในห้องโถงบัลลังก์เหมือนครั้งที่แล้วเขากลับมายืนอยู่ตรงหน้าประตูบานใหญ่แทน ประตูบานนั้นมีกระแสไฟฟ้าพุ่งออกมาเป็ระยะเหมือนกำลังปกป้องคุ้มครองไม่ให้ใครเข้าไป
สรรค์ที่รออยู่ครู่หนึ่งเมื่อเห็นสมิทธิ์ยังไม่เปลี่ยนร่าง เขาก็ส่งเสียงถามออกไป
“เ้ายังไม่เจอกับเทพแห่งาอีกเหรอ?” เสียงของสรรค์นั้นดังก้องอยู่ในหัวของสมิทธิ์เหมือนเสียงของเทพแห่งาที่พูดคุยกับสมิทธิ์ ตอนที่เขาอยู่ในร่างทรงระดับ 2
“ชั้นอยู่หน้าประตูที่ไหนก็ไม่รู้” สมิทธิ์ตอบอย่างกระวนกระวาย
“ที่ข้าบอกว่าประตูแห่งจิต ไม่ได้หมายความว่าเป็ประตู ตามนั้นจริงๆ หรอกนะ”
สรรค์นิ่งไปพักหนึ่ง แล้วถามขึ้น“ประตูนั้นหน้าตาเป็ยังไง?”
“ประตูใหญ่มากเลย เอ่อ... บนนั้นมีรูปสลักเป็ภาพร่างทรงระดับ2 ของเทพแห่งา”
เมื่อสรรค์ได้ยินที่สมิทธิ์บรรยายให้ฟังก็รู้ในทันที
“ปกติคนทรงเมื่อเข้าทรงแล้วก็จะเจอกับเทพเ้าของเขาได้เลยน่าแปลกที่เ้าสร้างประตูที่กั้นระหว่างตัวเองกับเทพเ้าเอาไว้”
