บทที่ 20 ัที่กร้าวแกร่ง
ตำหนักเยว่ฮวา
ภายในห้องบรรทม แสงเทียนพลิ้วไหวอย่างแ่เบา สาดเงาล้อไปกับม่านผ้าโปร่งที่ปลิวไหวตามสายลมอ่อน ๆ
หลี่เฟยเทียน หรือองค์ชายเก้า ฉีตงหยาง เดินเข้ามาด้วยกิริยาสงบนิ่ง ทว่าสายตากลับแฝงไว้ด้วยประกายอิ่มเอม
บนเตียงไม้แกะสลักชั้นสูง ร่างของสตรีผู้หนึ่งในชุดสีม่วงอ่อนทอดกายอยู่ นางหลับตาพริ้ม ดวงหน้าดูอ่อนเยาว์ แม้จะเต็มไปด้วยความดื้อรั้นและทิฐิในยามตื่น ทว่าในห้วงนิทรากลับดูสงบและอ่อนโยนผิดกับนิสัยยามปกติ
หลี่เฟยเทียนมุมปากกระตุกยิ้ม บัดนี้องค์หญิงฉู่ซิ่วอิงมาอยู่บนเตียงของเขาด้วยวิธีใดกัน
ยื่นมือไปแตะม่านผ้าบางเบา พลางรูดมันลงปิดเตียงช้า ๆ สายตายังทอดมองร่างที่หลับใหลอยู่เบื้องหน้า ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปยังโถงด้านนอก
ณ โถงด้านนอก หญิงในชุดดำยืนรออยู่ก่อนแล้ว นางโค้งคำนับให้ด้วยท่าทางสงบนิ่ง
"องค์ชาย ข้านำตัวองค์หญิงแคว้นฉู่มาให้ตามบัญชาแล้ว"
เสียงของ เหยาหนิงเหอ แฝงความเรียบเย็นเช่นเดิม
หลี่เฟยเทียนปรายตามองหญิงสาวที่จงรักภักดีต่อเขายิ่ง ก่อนจะเดินไปหยิบจอกน้ำชา เทมันลงในจอกช้า ๆ
“ลำบากเ้าแล้ว หนิงเหอ”
"แล้วจะจัดการอย่างไรต่อไปเพคะ?"
เหยาหนิงเหอเอ่ยถาม
หลี่เฟยเทียนหัวเราะเบา ๆ ยกจอกน้ำชาขึ้นจิบ
"กลับไปก่อนเถิด เ้าไม่ต้องห่วง"
เหยาหนิงเหอมองเขาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นตรง ๆ
"องค์ชาย... จะกระทำการเยี่ยงโจรป่าหรือ?"
เสียงของนางเรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยความหมายที่ลึกซึ้ง
หลี่เฟยเทียนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะลั่นอย่างอารมณ์ดี
"ข้าหรือ? จะฝืนใจผู้ใดเยี่ยงโจรป่าได้อย่างไร?"
เขาโบกมือไล่นางอีกครั้ง
"กลับไปได้แล้ว ข้าไม่ได้คิดทำเื่เช่นนั้นแน่นอน"
“ข้าหวังว่าท่านจะไม่รุนแรงกับนาง”
“ฮื้อ…ไปเถิด ให้ข้าจัดการต่อเอง”
เหยาหนิงเหอยังมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะโค้งคำนับแล้วจากไปอย่างเงียบเชียบ ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะเบา ๆ ของหลี่เฟยเทียนที่ดังก้องอยู่ในความมืด
ณ ท้องพระโรงหลวง
แสงอาทิตย์อ่อน ๆ ทอดผ่านหน้าต่างสูง ส่องต้องพื้นหินหยกขาวภายในท้องพระโรงอันโอ่อ่า เบื้องบนสุดของบันไดศิลา บัลลังก์ัยังคงตั้งตระหง่าน จักรพรรดิประทับอยู่บนนั้น ด้วยพระพักตร์เคร่งขรึม ขัดเคือง
ฮองเฮา และไทเฮา มิได้เข้าร่วมการเข้าเฝ้า มีเพียงเหล่าขุนนางบางส่วนที่มาปรากฏตัว และที่แปลกไปกว่านั้นคือ หลายคนหายหน้า ไม่ได้เข้าร่วมโดยมิได้มีเหตุแจ้งล่วงหน้า
จักรพรรดิกวาดพระเนตรไปยังกลุ่มเสนาบดีที่เหลืออยู่ มีเพียง หลิวซ่าง และเหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นฝ่ายบู๊บางส่วนเข้าเฝ้าตามปกติ ทว่าทั้งพระองค์และทุกคนล้วนััได้ถึงบรรยากาศที่ผิดปกติอย่างน่าประหลาด
ทันใดนั้น
"ฝ่าา! ฝ่าา! เื่ใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
เสียงของ หลี่กงกง ขันทีผู้เฒ่า ดังลั่นมาแต่ไกล ก่อนที่เขาจะกระหืดกระหอบวิ่งพรวดเข้ามา สีหน้าตื่นตระหนกอย่างถึงที่สุด
"องค์ชายรอง องค์ชายรอง ฉีเฟยเจิน ก่อฏแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกฝ่าย ยังไม่ทันที่จักรพรรดิจะได้เอื้อนพระโอษฐ์ ท้องพระโรงพลันสั่นะเืด้วยเสียงฝีเท้าของเหล่าทหาร
ร่างหนึ่งในฉลองพระองค์เยี่ยงจักรพรรดิ ก้าวเข้ามาอย่างองอาจ เครื่องทรงหรูหรา ประดับมงกุฎทอง สะท้อนให้เห็นถึงจุดประสงค์ของผู้สวมใส่ได้อย่างชัดเจน
ฉีเฟยเจิน องค์ชายรอง
ด้านหลังของเขา เป็กองทหารที่ติดอาวุธครบมือ บ้างเป็ทหารในวังที่แปรพักตร์ บ้างเป็ทหารต่างแคว้นที่ถูกซื้อตัวมา
"เสด็จพ่อ…"
ฉีเฟยเจินเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
"...ท้องพระโรงแห่งนี้ บัดนี้เป็ของข้าแล้ว ขอพระองค์โปรดสละราชบัลลังก์ในทันทีเถิด"
เสียงของเขากังวานก้อง ทว่ากลับมิได้แฝงความเคารพใด ๆ อีกต่อไป ดวงเนตรเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ทว่าใต้ความมุ่งมั่นนั้น มีเพียงความกระหายอำนาจที่ยากจะปิดซ่อน
เหล่าขุนนางฝ่ายที่จงรักภักดีตื่นตระหนก หลายคนก้าวถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว ขณะที่จักรพรรดิยังคงประทับนิ่งอยู่บนบัลลังก์ ดวงเนตรเฉียบคมจับจ้องโอรสตรงหน้า พระพักตร์เคร่งขรึม แววพระเนตรเต็มไปด้วยความเ็า
"เฟยเจิน เอ๋ยเฟยเจิน เ้า เ้าคิดได้อย่างไร ทำอย่างนี้ได้อย่างไร เ้า เ้าคิดว่าแค่กองทหารเพียงเท่านี้ จะทำให้ข้าสละราชบัลลังก์อย่างนั้นหรือ?"
น้ำเสียงของจักรพรรดิเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง ทว่าฉีเฟยเจินกลับหัวเราะ
"ฝ่าาชราภาพแล้ว ควรสละบัลลังก์หลีกทางให้ข้าผู้มีความสามารถกว่าเถิด"
เขากวาดตามองเหล่าขุนนางที่อยู่เบื้องล่างอย่างภาคภูมิ แล้วเอ่ยขึ้นด้วยเสียงทรงอำนาจ
"ข้าคือจักรพรรดิองค์ใหม่ของแผ่นดินนี้ ผู้ใดที่ยอมสวามิภักดิ์ ข้าจะมอบยศศักดิ์ให้สูงกว่าเดิม…"
ดาบของทหารหลายเล่มถูกยกขึ้นทันที รอรับคำสั่งจากผู้ที่พวกเขาเชื่อว่าเป็จักรพรรดิองค์ใหม่
เสียงกู่ร้องของเหล่าทหารดังก้องกังวานไปทั่วท้องพระโรง เสียงโลหะกระทบกันเป็ระยะสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์อันระอุ
แม่ทัพซุนเปียน ก้าวออกมายืนตรงกลาง ลำตัวตั้งตรงราวเสาหิน แววตาแข็งกร้าว เสียงทรงอำนาจก้องไปทั่ว
"ขุนนางทั้งหลาย ฟังให้ดี! ใครที่ยังภักดีต่อฝ่าา ให้มายืนทางนี้! ส่วนผู้ที่เลือกภักดีต่อองค์ชายรอง จงแยกไปอีกฝั่ง!"
น้ำเสียงของเขาห้าวหาญไร้ซึ่งความลังเล เป็คำสั่งที่มิอาจปฏิเสธได้
ขุนนางภายในท้องพระโรงต่างมองหน้ากันด้วยความลังเล บางคนก้าวเท้าอย่างชัดเจนมุ่งไปยืนข้างองค์ชายสอง ในขณะที่บางคนย้ายไปยังฝั่งของจักรพรรดิ
แต่ยังมีบางคนที่ยังคงยืนอยู่ตรงกลาง มิกล้าตัดสินใจ
"ชักช้าอยู่ไย!"
เสียงตวาดดุดันดังขึ้น พร้อมเงาดาบสะท้อนประกายวาววับ
“ฉัวะ! อ๊าก..”
เสียงคมดาบฟาดฟันผ่านอากาศ เสนาคนหนึ่งที่พยายามต่อต้านถูกตัดคอ เืพุ่งกระจาย ร่างไร้ิญญาล้มลงกับพื้น เืสีแดงฉานไหลนองไปทั่วผืนพรมหรู
เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังขึ้น เสนาทั้งหลายที่ยังลังเลถึงกับหน้าถอดสี รีบเร่งแยกตัวออกเป็สองฝ่ายทันที มิกล้าต่อรองอีกต่อไป
ท้องพระโรงที่เคยเป็สถานที่ว่าราชการสูงสุดของแคว้น กลับกลายเป็สมรภูมิของการหักล้างอำนาจ
ฝั่งหนึ่ง คือ จักรพรรดิและเหล่าขุนนางที่ยังภักดี
อีกฝั่ง คือ องค์ชายสอง และพวกที่เลือกทรยศราชบัลลังก์
เสนาบดีหลิวซ่าง ผู้ทรงอิทธิพลแห่งราชสำนัก มิได้รีบร้อนตัดสินใจในทันที เขากลับเดินทอดน่องไปยังกลางท้องพระโรง พลางทอดสายตามองจักรพรรดิอย่างเยือกเย็น
"ฝ่าา..."
เขากล่าวเสียงราบเรียบ ท่ามกลางความเงียบสงัดที่อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
"...แผ่นดินต้องเปลี่ยนมือ คนที่ไม่รู้จักกาลเทศะย่อมไร้ที่ยืน"
จักรพรรดิจ้องเขาด้วยแววตาเ็า แต่หลิวซ่างมิได้สนใจ เขากลับคุกเข่าลงอย่างสง่างามต่อหน้าองค์ชายสอง
"กระหม่อมขอถวายบังคมพะย่ะค่ะ"
เขาเงยหน้าขึ้น ลุกเดินมาหน้าราชบัลลังก์พลางเอ่ยต่อเสียงหนักแน่น
"ฝ่าาควรสละราชบัลลังก์เสียเถิด ให้แคว้นฉีมีผู้นำองค์ใหม่ ผู้ที่จะนำแคว้นไปสู่ความรุ่งเรือง"
เสียงของเขากังวานทั่วท้องพระโรง
นี่มิใช่เพียงการก่อฏ แต่เป็การโค่นล้มราชบัลลังก์อย่างแท้จริง!
ท่ามกลางความอลหม่านในท้องพระโรง แสงเทียนสั่นไหวสะท้อนประกายดาบและเงาทหารที่ยืนรายล้อม เสียงอาวุธกระทบเกราะดังเป็จังหวะกดดัน ความตึงเครียดแผ่ซ่านไปทั่ว
แต่บนบัลลังก์ั องค์จักรพรรดิยังคงประทับนิ่ง พระเนตรมองลงมายังเหล่าขุนนางที่แตกเป็สองฝักฝ่าย พระพักตร์เคร่งขรึมราวหินผา หาได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
แม้จะทรงพระชรา แต่สายพระเนตรยังคมกริบราวกับจับจิตผู้คนได้
"เป็ความคิดของท่านสินะ... หลิวซ่าง"
สุรเสียงแ่เบาแต่ก้องกังวาน ราวกับคมกระบี่ไร้รูปร่างที่แทงทะลวงหัวใจคนได้ในชั่วพริบตา
เสนาบดีหลิวซ่าง ก้าวออกมาด้านหน้าอย่างสง่างาม ค้อมศีรษะลงเล็กน้อย น้ำเสียงอ่อนน้อมแต่แฝงด้วยความเย่อหยิ่ง
"พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าา…"
เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
"...ถึงเวลาแล้วที่แผ่นดินจะต้องเปลี่ยนมือ อำนาจควรอยู่ในมือของผู้ที่คู่ควร"
พระเนตรของจักรพรรดิตวัดมองเสนาบดีนิ่งนาน ก่อนจะแค่นพระสรวลออกมาเบา ๆ
"หึ... น่าขำนัก"
หลิวซ่างไม่ได้สะทกสะท้าน ใบหน้าเปี่ยมด้วยความยินดี มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยอย่างพึงพอใจ นี่คือชัยชนะที่เขาวาดหวังมาเนิ่นนาน
"ข้าไม่อยากเสียเืเนื้อให้มากไปกว่านี้…"
เขากล่าวพลางปรายตามองไปรอบ ๆ
"...หากฝ่าาสละราชบัลลังก์โดยดี ก็ไม่จำเป็ต้องเกิดศึกในวังหลวง"
เขาเอื้อมมือออกไปเบื้องหน้า เสียงอ่อนโยนราวกับกำลังชักชวนสหายสนิท
"ฝ่าาทรงพระชราแล้ว ลงจากบัลลังก์แล้วพักผ่อนเสียเถิด"
ในใจของหลิวซ่างตอนนี้ โลดแล่นด้วยความยินดี นี่คือสิ่งที่เขารอคอยมาโดยตลอด เขาไม่ต้องสิ้นเปลืองกำลังทหาร ไม่ต้องเผชิญกับศึกที่อาจพลิกผัน
ชัยชนะอยู่ตรงหน้าแล้ว
และเขาควรจะทำเช่นนี้ตั้งนานแล้ว…
ภายใต้ความกดดันที่ปกคลุมท้องพระโรง จักรพรรดิทอดพระเนตรมองสถานการณ์ตรงหน้า ก่อนจะ ถอนพระปัสสาสะยาวเหยียด พระวรกายที่เคยสง่างามดูเหมือนจะทรุดโทรมไปตามกาลเวลา
"อืม... ข้าแก่แล้วจริงๆ"
พระสุรเสียงแ่เบาแต่ดังกังวานในความเงียบสงัด
"ขอบใจที่พวกเ้าลงมือเสียที"
คำตรัสนั้นทำให้เหล่าขุนนางและผู้ก่อฏบางคนชะงักไปครู่หนึ่ง หลิวซ่างยังคงยิ้ม แต่สีหน้าขององค์ชายรองเริ่มเคร่งเครียด รู้สึกถึงบางสิ่งที่ผิดปกติ
แล้วจู่ๆ จักรพรรดิก็ทรงพระสรวลลั่น!
เสียงหัวเราะหนักแน่นสะท้อนก้องในโถงกว้าง ราวกับเสียงัตื่นจากหลับใหล พระหัตถ์ยกขึ้น โบกเบาๆ เพียงครั้งเดียว
ทันใดนั้น
เสียง แคร้ง! ดังขึ้นจากเพดานเบื้องบน ก่อนที่ เชือกสีดำสนิท หลายเส้นจะพุ่งโรยตัวลงมาเหมือนงูพิษจากเงามืด
นักรบชุดดำ ปิดหน้าโฉบลงมาด้วยความรวดเร็ว พวกเขาถืออาวุธรูปร่างคล้ายเคียวโค้ง ในพริบตาเดียว เสียง ฉับ! ฉับ! ดังระรัวถี่ยิบในท้องพระโรง
เืพุ่งกระจาย กลิ่นคาวคละคลุ้ง!
คอของทหารที่ร่วมก่อฏถูกทุกนาย ตวัดขาดสะอาดราวกับใบไผ่ต้องคมดาบ ร่างไร้ศีรษะทรุดลงกับพื้น โดยไม่มีแม้แต่เสียงร้องโหยหวน
เสียงหอบหายใจ เสียงโลหะกระทบกัน เสียงของชีวิตที่ถูกพรากไปดังขึ้นเพียงแค่ชั่วพริบตา
แม่ทัพซุนเปียน ที่เคยป่าวประกาศสั่งการยังไม่ทันได้ตั้งตัวดี ก็รู้สึกถึงความเย็นเฉียบที่ลำคอ ก่อนที่ศีรษะของเขาจะร่วงลงกระแทกพื้น!
หลิวซ่างเบิกตากว้าง เืสาดกระเด็นเปื้อนอาภรณ์ของเขา ดวงหน้าเปี่ยมสุขเมื่อครู่ กลายเป็ซีดเผือด
ก่อนที่เขาจะได้สั่งการใดๆ เหล่านักรบเงาก็ โหนตัวกลับขึ้นสู่เพดาน รวบเชือกกลับไปอย่างว่องไว หายลับไปในความมืดราวกับพวกเขาไม่เคยปรากฏตัว
ท้องพระโรงเงียบสนิท
มีเพียงกลิ่นเืคละคลุ้ง และศพที่กองเกลื่อนกลาด
จักรพรรดิยังคงประทับอยู่บนบัลลังก์ รอยยิ้มเ็าปรากฏขึ้นบนพระพักตร์
"พวกเ้าคิดว่าข้าจะไม่รู้แผนการนี้หรือ? ..."
เสียงของพระองค์ดังก้อง ดวงเนตรเปล่งประกาย ราวกับัเฒ่าที่เฝ้ามองหมากกระดานมานาน
"...ฏที่ยังเหลืออยู่ จงเลือกเถิด ว่าจะสยบแทบเท้าหรือไปตามทางของซุนเปียน"
หลิวซ่างกำมือแน่น ดวงตาสั่นระริก เพราะในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่า ใครเป็ผู้ควบคุมกระดานหมากที่แท้จริง!
เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังสะท้อนก้องทั่วท้องพระโรง แม่ทัพเหยาหลี่จวิน นำทหารกลุ่มหนึ่ง บุกปราดเข้ามาพร้อมกับองค์ชายเก้า ฉีตงหยาง ดาบในมือยังชโลมไปด้วยเืจากศึกภายนอก
แต่สิ่งที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้พวกเขาต้องชะงัก
ร่างไร้ิญญาของเหล่าฏกองเกลื่อนทั่วพื้น ท้องพระโรงกลับคืนสู่ความสงบอย่างน่าประหลาด
จักรพรรดิยังคงประทับบนบัลลังก์ ทอดพระเนตรลงมาด้วยสายตาสงบนิ่ง ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
พระสุรเสียงทุ้มลึกเอ่ยขึ้นเรียบๆ
"ตงหยาง... เ้าหอบทหารมารีบร้อนถึงเพียงนี้ มีเหตุอันใด?"
ฉีตงหยางรีบทรุดตัวคุกเข่าลง ก้มศีรษะคารวะ พร้อมกับแม่ทัพเหยาและเหล่าทหารที่ตามมา
"กระหม่อมได้รับรายงานว่าเสนาบดีหลิวซ่างและองค์ชายรองก่อฏ จึงรีบนำทหารมาขัดขวาง แต่..."
เขาเหลือบมองซากศพที่เกลื่อนทั่วพื้น
"...ดูเหมือนจะไม่ทันการณ์เสียแล้ว หม่อมฉันขอรับโทษ ขอพระองค์ทรงลงทัณฑ์"
จักรพรรดิมองดูองค์ชายเก้าพลางยิ้มมุมปาก พระหัตถ์ยกขึ้น โบกเบาๆ
"ช่างเถิด"
เสียงของพระองค์เรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยอำนาจ
"...เ้ามาถึงก็แสดงถึงความภักดีแล้ว"
จากนั้นพระเนตรของพระองค์กวาดมองทั่วท้องพระโรง ดวงตาสีดำขลับที่เคยดูอ่อนล้า บัดนี้กลับเปล่งประกายขึ้นอีกครั้ง
"เก็บกวาดให้หมด"
เพียงคำสั่งเดียว ทหารที่เหลือก็กระจายตัวกันไป ลากศพออกไปโดยไร้เสียงคร่ำครวญ
ไม่มีคำอ้อนวอน ไม่มีคำสั่งเสีย
ไม่มีใครจดจำชื่อของฏ
ขณะนั้นเอง ฉีตงหยางชำเลืองมองจักรพรรดิอีกครั้ง ในแววตาของพระองค์ไม่มีความลังเล ไม่มีความเวทนา
นี่คือัที่ยังคงกร้าวแกร่ง แม้จะผ่านกาลเวลามายาวนานก็ตาม
โปรดติดตามตอนต่อไป