เดิมทีเสิ่นจื่อโยวคิดว่าจะไม่ได้พบโม่จื่อเซวียน‘แขกที่ไม่ได้รับเชิญ’ ผู้นี้อีกเป็เวลานานคาดไม่ถึงว่าผ่านไปเพียงครึ่งวันเสียงนี้ก็ดังขึ้นในห้องนางอีกครั้ง
“ยามหลับตาใบหน้านี้ดูคล้ายจะอัปลักษณ์จริงๆ” เสียงหัวเราะแ่เบาไร้ซึ่งเจตนาชั่วร้ายดังขึ้นข้างหู
เดิมเสิ่นจื่อโยวกำลังวางแผนจะงีบกลางวันคาดไม่ถึงว่าคนผู้นี้จะปรากฏตัวขึ้นอีกแล้ว นางลืมตาขึ้นอย่างเกียจคร้านกล่าวด้วยน้ำเสียงเนือย“ท่านผู้สูงศักดิ์จะบุกเข้าห้องของข้าอยู่เป็นิจก็ช่างเถิดทว่าทันทีที่พบหน้ายังมาปรามาสว่าข้าอัปลักษณ์ ท่านนี่เยี่ยมยอดมากเสียจริง”
“เหอะ ๆ นี่ข้ากำลังชมเ้าหากไร้ซึ่งดวงตาคู่นี้ ใบหน้านี้ก็จะดูไม่น่าพิศมัยแล้วทว่าเพราะมีดวงตาคู่นี้ใบหน้านี้จึงได้น่ามอง อัปลักษณ์ได้พริ้มเพรานัก”
โม่จื่อเซวียนกล่าวแล้วก็วางมือลงบนดวงตาของเสิ่นจื่อโยวเบาๆ
เสิ่นจื่อโยวััได้เพียงความเย็นบนเปลือกตาแต่นางไม่รู้ว่าโม่จื่อเซวียนกำลังทำสิ่งใด
เสิ่นจื่อโยวกล่าวอย่างมีหลักการ“ต่อให้อัปลักษณ์เพียงใดก็ดีกว่าท่านที่ซุกศีรษะกล้าโผล่แต่หางจวบจนบัดนี้ก็ยังไม่กล้าเผยร่างแท้จริงออกมาท่านไม่มีสิทธิ์มากล่าวหาว่าข้าอัปลักษณ์”
โม่จื่อเซวียนเลิกคิ้วผ่านไปครู่หนึ่งร่างของเขาจึงค่อย ๆ ปรากฏขึ้น
โม่จื่อเซวียนนั่งอยู่ข้างเตียงเสิ่นจื่อโยวกำลังก้มศีรษะมองนาง ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองใกล้ชิดอย่างยิ่งยวดใกล้จนสามารถรับรู้ได้ถึงลมหายใจของอีกฝ่าย
สายตาของเสิ่นจื่อโยวประสานกับดวงตาลึกล้ำดำขลับดุจน้ำหมึกคู่นั้นของโม่จื่อเซวียนในนั้นระคนด้วยรอยยิ้ม
นางยื่นนิ้วชี้ดันโม่จื่อเซวียนออกไปเล็กน้อย
เสิ่นจื่อโยวจึงเพิ่งพบว่าใบหน้าของโม่จื่อเซวียนสวมหน้ากากอยู่อันหนึ่ง
“เผยร่างออกมาแล้วแต่กลับไม่ยอมถอดหน้ากาก”เสิ่นจื่อโยวกลอกตามองบน
“ข้ากลัวว่ารูปลักษณ์ของข้าจะสง่างามเกินไปหากเสี่ยวโยวเอ๋อร์เกิดความรู้สึกรักแรกพบต่อข้าจะทำอย่างไร” โม่จื่อเซวียนกล่าวกลั้วหัวเราะ
เสิ่นจื่อโยวสำลักนางปรายตามองโม่จื่อเซวียนพลางเอ่ยถาม “เคยมีคนกล่าวบ้างหรือไม่ว่าท่านหลงตนเอง”
“ไม่เคยมีคนกล่าวเช่นนี้เพราะสิ่งที่ข้าพูดเป็ความจริง”โม่จื่อเซวียนกล่าวแล้วก็เปลี่ยนท่วงท่าพิงกายข้างเตียงเสิ่นจื่อโยว
ร่างในอาภรณ์ขาว อิริยาบถอ่อนโยนั์ตาดำดุจน้ำหมึก หากเพิกเฉยต่ออุปนิสัยชั่วร้ายเ้าเล่ห์นี้ไปก็อาจถือได้ว่าเป็ชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่ง
แต่เงื่อนไขก็คือเขาต้องหุบปากที่พาให้ผู้คนโกรธจนกระอักเืให้สนิทเสียก่อนเสิ่นจื่อโยวลอบก่นด่าในใจ
“เสี่ยวโยวเอ๋อร์ เ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่หรือ” โม่จื่อเซวียนดีดหน้าผากของนาง
“กำลังคิดว่าจะใช้สิ่งใดมาเย็บปากของท่าน”เสิ่นจื่อโยวกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์
โม่จื่อเซวียนตะลึงไปเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะเสียงดังออกมา
“เอาล่ะ ไม่หยอกล้อเ้าแล้ว”โม่จื่อเซวียนกล่าว เขาควักขวดเล็ก ๆ ใบหนึ่งออกมาจากในสาบเสื้อ ก่อนจะดึงอาภรณ์ชุดหนึ่งออกมาจากแหวนเก็บสมบัติส่งให้กับเสิ่นจื่อโยว
“นี่คืออะไร”
“ในขวดใบเล็กคือยาขจัดพิษเจ็ดชนิดปานบนใบหน้าของเ้าเกิดจากการได้รับพิษั้แ่อยู่ในครรภ์เมื่อกำจัดพิษได้แล้วใบหน้าของเ้าย่อมฟื้นสู่สภาพปกติ กินวันละเม็ดในระยะเวลาครึ่งเดือนเ้าก็จะหายสนิท”
เสิ่นจื่อโยวถือขวดหยกไว้ในมือในใจเกิดความรู้สึกสับสนซับซ้อน
นางย่อมรู้ว่าปานบนใบหน้าเกิดมาั้แ่อยู่ในครรภ์ของมารดาและรู้ว่ายาขจัดพิษเจ็ดชนิดสามารถขจัดพิษได้เพียงแต่เวลาผ่านมานานหลายปีพิษที่ได้รับั้แ่อยู่ในครรภ์ของมารดาซึมลึกเข้าสู่กระดูกแล้วยาขจัดพิษเพียงเม็ดสองเม็ดย่อมไม่เพียงพอ
ยาขจัดพิษเจ็ดชนิดขึ้นไปถือเป็ของล้ำค่ายากวิงวอนเดิมเสิ่นจื่อโยววางแผนไว้ว่าหากนางมีเงินแล้วจะค่อย ๆ รักษาปานโดยกำเนิดคาดไม่ถึงว่าคนผู้นี้จะนำยาขจัดพิษเจ็ดชนิดมาให้นางในคราเดียวถึงสิบห้าเม็ด
“เหตุใดท่านจึงดีต่อข้านัก” เสิ่นจื่อโยวครุ่นคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจบนร่างของนางก็ดูเหมือนไม่มีสิ่งใดให้เขาหาประโยชน์ได้?
“ข้าเองก็ไม่รู้”โม่จื่อเซวียนยักไหล่
“ท่านเองก็ไม่รู้?!” เสิ่นจื่อโยวเบิกตากว้างอ้าปากค้าง
“ข้าเพียงรู้สึกมีความสุขที่ได้ทำเช่นนี้ดังนั้นจึงได้ทำ”
เสิ่นจื่อโยว “...”
“แต่ไรมาข้าก็เป็คนเช่นนี้”โม่จื่อเซวียนสำทับ สีหน้าจริงใจ ดูเป็สิ่งที่สมเหตุสมผลเป็อย่างยิ่ง
เสิ่นจื่อโยว “...”
เหอะ ๆนางไม่อยากสนทนากับผู้ที่เกิดมาเพื่อคว้าชัยชนะเช่นนี้จริง ๆ กลัวว่าตนเองจะคันมือแล้วตีฝ่ายตรงข้ามจนสิ้นใจ
“เช่นนั้นอาภรณ์ชุดนี้มีประโยชน์อันใด” เสิ่นจื่อโยวยกอาภรณ์ในมือขึ้น
“คืนนี้ฮ่องเต้จะทรงรับสั่งเรียกเ้าเข้าวังหลวงอาภรณ์ชุดนี้ย่อมได้ใช้” โม่จื่อเซวียนอธิบาย
“ทรงรับสั่งเรียกข้าเข้าวัง?” เสิ่นจื่อโยวขมวดคิ้วมุ่น“เหตุใดจึงมีรับสั่งเรียกข้าเข้าวัง”
“หากจะกล่าวให้ถูกต้องก็คือเป็งานเลี้ยงที่เชิญเหล่าขุนนางแต่ที่ให้บรรดาขุนนางพาบุตรสาวของตนเองไปด้วยก็เพราะพระองค์ทรงมีพระราชดำริ้าคัดเลือกพระชายาให้แก่บรรดาพระโอรส”
“เช่นนั้นคงไม่มีทางเวียนมาถึงหัวข้า”เสิ่นจื่อโยวคล้ายไม่มีสิ่งใด้าเอ่ย
“ฮ่องเต้ทรงมีราชโองการลงมาแล้วทั้งยังทรงกำชับให้ท่านเสนาบดีเสิ่นพาบุตรีทั้งสามไปด้วยเ้าว่าอย่างไรล่ะ”
“...เอาเถิด”เสิ่นจื่อโยวกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “มิสู้อยู่บ้านฝึกฝนตน”
ฮ่องเต้ทรง้าคัดเลือกพระชายาให้กับบรรดาองค์ชายนี่ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับนางหรือพระองค์จะทรงเห็นชอบอยากได้นางมาเป็พระชายาขององค์ชาย? ครั้นคิดถึงตรงนี้ก็รู้สึกว่าคงเป็ไปไม่ได้
“ช่างไร้จิตใจทะเยอทะยาน”โม่จื่อเซวียนดีดหน้าผากของเสิ่นจื่อโยวเบา ๆ“น้องสาวของเ้าสองคนนั้นตื่นเต้นั้แ่เช้าจวบจนบัดนี้พวกนางยังเอาแต่ชั่งใจว่าจะอภิเษกสมรสกับองค์ชายองค์ไหน”
ราวกับว่าการได้อภิเษกสมรสเข้าราชวงศ์เป็เื่แน่นอนแล้วโม่จื่อเซวียนลอบยิ้มหยันในใจ
“พวกนางตื่นเต้นก็เป็เื่ของพวกนางข้าไม่สนใจการแต่งเข้าราชวงศ์แม้เพียงเศษเสี้ยว” เสิ่นจื่อโยวหลับตาลงกล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบช้า
วังหลวง...นางในชาติภพก่อนใช้ชีวิตในวังหลวงน้อยนักหรือ? นางประหนึ่งนกจินซือเซวี่ย[1]ที่เว่ยหลิงเซียวเลี้ยงดูในวังหลวงทุกวันมีเพียงเื่เดียวที่นางต้องทำก็คือการวาดยันต์ วาดยันต์ และวาดยันต์
ทว่าความรู้สึกที่แลกกลับมาได้สุดท้ายนอกจากความเ็ปแล้วยังมีสิ่งใด
เสิ่นจื่อโยวแค่นเสียงหยันความเ็ปทุกข์ระทมกรีดผ่านหัวใจ
ชาติภพนี้นางไม่มีทางมีความสัมพันธ์อันใดกับวังหลวงอีกรอจนเมื่อนางมีพละกำลังมากพอก็จะพาท่านแม่ไปจากที่นี่ถึงยามนั้นฟ้าสูงนกย่อมโผบินได้ตามอำเภอใจ นางคิดอยากไปที่ใดก็ไปที่นั่นไม่มีผู้ใดสามารถกักขังนางได้
เสิ่นจื่อโยวกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัวการกระทำนี้จึงเป็สิ่งที่เผยถึงความรู้สึกที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในใจ
บนร่างของเสี่ยวโยวเอ๋อร์คล้ายมีความลับอยู่ไม่น้อย...โม่จื่อเซวียนลูบปลายคางอย่างครุ่นคิด
ที่สำคัญนางยังดูคล้ายรังเกียจการแต่งเข้าราชวงศ์เป็อย่างมาก? เช่นนี้จะดีได้อย่างไร
ทว่านี่กลับทำให้นางน่าสนใจมากขึ้นโม่จื่อเซวียนยิ้มอย่างร้ายกาจ หากรอยยิ้มนี้ถูกผู้ใต้บัญชาของเขาพบเข้า พวกเขาคงต้องถอยไปหลายก้าวลอบจุดธูปดอกหนึ่งให้แก่เสิ่นจื่อโยวเป็แน่
โดยปกติแล้วเมื่อใดที่นายท่านเผยรอยยิ้มออกมาย่อมไม่ใช่เื่ดี
และผู้ที่ถูกนายท่านหมายหัวสมควรสวดมนต์ภาวนาให้ตนเอง
เสิ่นจื่อโยวจมดิ่งอยู่ในห้วงอารมณ์ไม่นานครั้นลืมตาขึ้นอีกครั้งั์ตากลับเหลือเพียงแสงสุกสกาว
“อาภรณ์ชุดนี้ท่านนำไปให้ผู้อื่นเถิดถึงข้าสวมใส่ก็ไร้ประโยชน์” เสิ่นจื่อโยวยิ้ม นางส่งอาภรณ์คืนกลับไปขณะกล่าวกับโม่จื่อเซวียน
“เ้าได้ใช้แน่ เชื่อข้าที่สำคัญมีหลักการใดกันที่มอบของขวัญออกไปแล้วนำกลับคืนหากเ้าดื้อรั้นที่จะคืนให้ข้า ข้าก็คงทำได้เพียงโยนมันทิ้ง”โม่จื่อเซวียนกล่าวอย่างไม่ยี่หระ
เสิ่นจื่อโยว “...”
เพียงปราดมองก็รู้ว่าเป็เนื้อผ้าราคาแพงเ้าคนผู้นี้กล่าวว่าจะโยนทิ้งก็ทิ้งหรือ?!
“เด็กน้อย เ้าล้างผลาญตระกูลเช่นนี้พ่อของเ้ารู้หรือไม่”เสิ่นจื่อโยวกล่าวถามด้วยน้ำเสียงเนิบช้า
“เขาไม่รู้เพราะนี่เป็เงินที่ข้าหามาได้ด้วยตนเอง” โม่จื่อเซวียนตอบอย่างไม่แยแส
เสิ่นจื่อโยว “...”
เอาเถิด มีเงิน กระทำการตามอำเภอใจนางยอมสวมแล้วพอใจหรือไม่?!
เสิ่นจื่อโยวดึงอาภรณ์กลับมาทิ้งไว้เพียงสองคำอย่างไม่สบอารมณ์ “ขอบใจ!”
ในเมื่อผู้อื่นมีใจปรารถนาดีการกล่าวขอบคุณย่อมเป็มารยาทสำคัญ เสิ่นจื่อโยวกัดฟันกล่าว
“ไม่ต้องขอบคุณ”โม่จื่อเซวียนฉีกยิ้มกว้าง “เสี่ยวโยวเอ๋อร์ เมื่อสวมชุดนี้แล้วเ้าจะต้องทำให้ทุกคนตกตะลึงเป็แน่”
เสิ่นจื่อโยวกลอกตามองบนเป็สัญญาณว่าไม่้าสนทนากับเขาอีกต่อไป
[1] หรือนกคีรีบูน ใช้เปรียบเทียบผู้หญิงที่จำเป็ต้องพึ่งพาผู้ชายจนไร้อิสรภาพ