“แม่นางสวี่ ...อย่าหาว่าเหล่าจางผู้นี้สอดเรื่องผู้อื่นเลยแต่บิดาและพี่สาวของแม่นางโต้วทั้งสองนั้น บัดนี้ในเมืองหวยตระกูลโต้วกลายเป็นตระกูลใหญ่ มือเดียวบังฟ้าบิดาเป็นถึงราชครูส่วนพี่สาวก็เป็นถึง เหม่ยเหริน[1] คนโปรดของต้าหวาง”เมื่อกลุ่มของคุณชายฮั่วจากไป เหล่าจางจำต้องเอ่ยขึ้นเพื่อตักเตือนอย่างไรเสียหญิงสาวผู้นี้ก็วัยไล่เลี่ยกับบุตรสาวของตนเหล่าจางจึงไม่อยากให้แม่นางน้อยต้องพบเจอความยากลำบากเพราะไปมีเรื่องขัดแย้งกับพวกสกุลโต้ว
“น้ำใจของเหล่าจางข้าผู้แซ่สวี่ย่อมรับไว้ มิคาดว่าผ่านมาหลายปี ถั่วสกุลโต้วเพิ่งได้เลื่อนเป็นเหม่ยเหรินแสดงว่านางคงยังไม่มีโอรสให้แก่ต้าหวางสินะ”
“มิทราบแม่นางสวี่เพิ่งเดินทางกลับมาจากต่างแดนใช่หรือไม่”
“เป็นเช่นนั้น” ฝูอวี้ฉยงรับคำเงยหน้ามองเหล่าจางอย่างแปลกใจเล็กน้อย
“ตอนนี้ในเมืองหวยเราถ้าไม่นับสกุลสือเจ้าผู้ครองแคว้น ก็มีสามตระกูลใหญ่คือ ฮั่ว โต้ว และเย่เพราะฉะนั้นข้าจึงเป็นกังวล หากแม่นางมีเรื่องกับคนเหล่านี้”
“แล้ว...” ฝูอวี้ฉยงมิทันจะถามเหล่าจางก็รู้ทันทีว่านางจะพูดสิ่งใด
“บัดนี้ตระกูลหนานกงเสื่อมถอยลงมากหลายปีก่อนเกิดเรื่องขึ้น นายท่านสามหายสาบสูญหลานสาวต่างสกุลของจวนหนานกงกับแม่นมถูกสังหารกลางป่าเส้นทางหงลู่” เหล่าจางมิได้แปลกใจที่นางถามถึงสกุลหนานกงเพราะสกุลสวี่เกี่ยวดองกับสกุลหนานกงผ่านทาง สวี่ซื่อ ฮูหยินผู้เฒ่า
“ท่าน...ท่านช่วยเล่าให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่ ข้าจากบ้านไปหลายปีมิได้ติดต่อกันเลยนี่นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่คืนสู่เมืองหวย” หญิงสาวถึงกับใจหายวาบนี่หมายความว่าอะไร น้าชายของนางหายสาบสูญไปงั้นหรือแล้วยังมีเรื่องที่แม่นมกับฝูอวี้ฉยงผู้นั้นถูกสังหารอีก ทั้งจุดเกิดเหตุกลับกลายเป็นบริเวณเส้นทางหงลู่มิใช่ริมผาเดียวดายในป่าสนธยา
“เรื่องนี้มิใช่เรื่องลับอันใด คนอื่น ๆก็รับรู้ ตอนนั้นขบวนของสกุลหนานกง ว่าจ้างสำนักคุ้มภัยพยัคฆ์หมอบเดินทางขึ้นเหนือมิรู้ว่าเกิดเหตุใดขึ้นบ้าง แต่นายท่านสามสกุลหนานกงหายสาบสูญคุณหนูแซ่ฝูกับแม่นมถูกสังหาร ดีที่จิ้งหวางติดตามไปพบและนำศพกลับมาฝังที่เมืองหลวงมิคาดว่าหลังจากนั้นไม่นานคนสำนักคุ้มภัยพยัคฆ์หมอบก็ถูกสังหารครึ่งค่อนสำนักในแวดวงชาวยุทธ์ต่างมีข่าวลือว่าสำนักคุ้มภัยอันดับหนึ่งแห่งนั้นรับเงินสองทางจึงเป็นที่รังเกียจของหมู่ชาวยุทธ์ พวกสำนักคุ้มภัยที่หลบหนีได้ทันก็ไร้ที่พึ่ง เพราะละเมิดกฎสำคัญที่วางไว้”
“แล้วภูตเมามายเล่า ?ท่านพอจะทราบหรือไม่ เพราะถ้าข้าจำไม่ผิดครานั้นคุณหนูสกุลฝูเดินทางไปเพื่อรักษาตัวที่สำนักกระถางโอสถมิใช่หรือ”
“เรื่องนี้ข้าเองก็ไม่แน่ใจนักแต่เรื่องที่พวกสำนักคุ้มภัยถูกสังหารล้างสำนัก ก็น่าจะเป็นฝีมือของท่านผู้อาวุโสผู้นั้น”
“ขอบคุณเหล่าจางที่ช่วยมอบความกระจ่างแก่ข้า”ฝูอวี้ฉยงรับด้วยท่าทีนิ่งงัน เสี่ยวปาและน้องชายเหลือบมองกันแม้ไม่รู้รายละเอียดทั้งหมด แต่พวกเขาย่อมคาดเดาได้ว่าคุณหนูสกุลฝูที่ว่า น่าจะหมายถึงคุณหนูของพวกเขานี่แหละ
มื้อเย็นผ่านพ้นไป สามนายบ่าวได้อาศัยร่วมวงกับพวกสำนักคุ้มภัยไม่มีแบ่งแยกเสียวจิ่วซึ่งผูกมิตรกับคนในสำนักอย่างดีจึงรับอาสาว่าวันพรุ่งนี้เขาจะรับหน้าที่ทำอาหารมื้อเย็นเอง ซึ่งเหล่าจางและคนอื่น ๆก็เห็นดีด้วย อยากทดสอบเช่นกันว่าเจ้าน้องชายคนใหม่จะมีฝีมือสักเพียงไหน
ตกค่ำเสี่ยวปาก็หยิบกระโจมหลังใหญ่ออกมาจากแหวนจัดเก็บซึ่งฝูอวี้ฉยงมอบให้นางกับน้องชายคนละวงล้วนเป็นแหวนหยกวงน้อยที่มีพื้นที่จัดเก็บภายในกว้างขวางถึงด้านละ ๓ จั้งเมื่อกระโจมกางออกย่อมเรียกความสนใจให้กับผู้คน
โดยเฉพาะสองคุณหนูตระกูลใหญ่แม้ใจขุ่นเคืองแต่ต้องยอมรับว่าพวกสกุลสวี่ร่ำรวยล้นฟ้าแม้แต่กระโจมใหญ่เพียงนี้ยังเก็บในแหวนได้พวกนางจึงเข้าใจเอาเองว่าแหวนจัดเก็บต้องเป็นของระดับสูงคงมิคาดว่าแหวนพวกนี้ฝูอวี้ฉยงเลือก ๆ เอาจากกล่องเครื่องประดับที่มีอยู่มากมาย แล้วใช้ยันต์เวทผนึกลงไปทำให้เกิดเป็นแหวนจัดเก็บที่มีราคาสูงเสียดฟ้า ฝ่ายเสียวจิ่วนางสั่งให้ไปช่วยพวกเหล่าจางเฝ้ายามคุ้มกัน
ฝูอวี้ฉยงยึดคติน้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลองน้ำฝนไม่คิดปนน้ำท่า หากไม่หาเรื่องนาง นางมิคิดใส่ใจอีกอย่างนางก็มีเรื่องของน้าชายและเหตุการณ์เมื่อหกปีก่อนให้คิดตอนนี้แม้นางอยากกลับไปถึงเมืองหวยให้เร็วที่สุด แต่ก็ไม่อาจทำตามใจคิดได้
หญิงสาวเข้าไปในทะเลกาลพิภพมองดูต้าขุยที่กำลังกักตนอยู่ในปราการเวทเมื่อนางตรวจสอบด้วยปราณก็พบว่าอีกไม่นานต้าขุยก็คงตื่นขึ้นมาเสียทีหญิงสาวจึงกลับออกมาแล้วล้มกายลงนอน คืนนั้นเรื่องราวจึงผ่านไปอย่างสงบ
รุ่งอรุณมาเยือน แสงตะวันสาดส่อง
วันนี้เสียวจิ่วตื่นสายแต่ผู้เป็นนายไม่ได้ว่ากล่าวอะไรทั้งบอกให้เสี่ยวปามิต้องปลุกเจ้าตัวดี ด้วยเมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็เลยยามจื่อ[2]เข้าไปแล้วเช้านี้จึงเป็นเสี่ยวปาที่ปรนนิบัติรับใช้ ก่อนถึงเวลาเดินทางราว ๒ เค่อเสียวจิ่วก็รู้สึกตัวตื่น รีบกุลีกุจอจัดการตนเองอย่างรวดเร็ว
ฝูอวี้ฉยงได้แต่มองอย่างนึกขันเสียวจิ่วของนางยังเป็นเด็กน้อยเช่นเก่า แม้อายุจะเข้า ๑๖ ปีไปแล้วแต่ท่าทางและแววตาก็ยังเหมือนตอนแรกที่พบกัน มันมีความใสซื่อและบริสุทธิ์ของเด็กยิ่งนางเป็นผู้เลี้ยงดูเขาและเสี่ยวปาในแหวนมาตลอดสองพี่น้องจึงไม่ค่อยได้เจอโลกภายนอกนัก
“เมื่อก่อนข้าเคยมาเยือนที่นี่พร้อมกับน้าชายและแม่นมมิคาดว่าวันนั้นจะเป็นวันสุดท้ายที่ได้พบกัน” เสี่ยวปาที่ยืนเคียงข้างนายหญิงริมน้ำถึงกับเหลียวมองเพราะไม่บ่อยครั้งนักที่คุณหนูจะเอ่ยถึงเรื่องราวแต่หนหลังนางกับน้องชายเพียงทราบว่าคุณหนูมีนามแท้จริงว่า ‘ฝูอวี้ฉยง’ เป็นคนเมืองหวย แคว้นฉิน นอกนั้นก็ไม่ค่อยรู้เพราะหญิงสาวผู้เป็นนายมิค่อยเอ่ยปากถึงเรื่องตนเองนัก
แต่ทว่าวันนี้อยู่ ๆคุณหนูก็พูดขึ้นมาด้วยสุ้มเสียงแผ่วเบา นางอยู่กับคุณหนูมานานไหนเลยจะจับสังเกตไม่ได้ว่าน้ำเสียงที่พูดมีแววคะนึงหวนไห้เรื่องที่นางกับน้องชายคาดเดาไว้เมื่อคืนดูจะเป็นจริงดังคิด ที่สำคัญเรื่องที่เหล่าจางเล่ามาก็คงสะกิดบาดแผลในใจของคุณหนูออกมาอีกครั้ง วันนี้คุณหนูจึงพูดออกมาด้วยตนเอง
“ข้าเกิดมากำพร้าบิดามารดา มีเพียงแม่นมกับสาวใช้ข้างกายเกิดมาร่างกายต้องพิษร้าย ขาก็พิการหากไม่ใช่เพราะน้าชายเมตตารับข้ากลับมาอยู่แคว้นฉินชีวิตของข้าคงไม่หยัดยืนมาจนถึงทุกวันนี้ได้” หญิงสาวเล่าต่อราวกับจิตใจลอยล่องยิ่งมองเงาสะท้อนของเจดีย์หินโบราณบนแผ่นน้ำ ยิ่งหวนให้นึกถึงเรื่องราวครั้งก่อน
“ที่ข้าเคี่ยวเข็ญให้เจ้ากับเสียวจิ่วฝึกฝนวิชาความรู้ก็เพื่อให้เจ้าได้ปกป้องตนเองและสามารถคุ้มครองคนที่เจ้ารักได้ยามนั้นเพราะข้าไร้สามารถแม่นมซูจึงถูกสังหารต่อหน้าต่อตาของข้า ต่อให้ยามนี้มือของข้าสามารถคว้าจับดวงดาวแต่มันกลับไม่มีความหมายอันใดเลย...ไม่มีเลย” นายสาวพรั่งพรูถ้อยคำด้วยความเจ็บปวดและเป็นครั้งแรกที่เสี่ยวปาได้รับรู้เรื่องราวที่ผ่านมาของผู้เป็นนาย
แม้นางไม่รู้จักแม่นมซูแต่สตรีผู้นี้ย่อมเป็นคนสำคัญของคุณหนูอย่างแน่นอนมิเช่นนั้นคุณหนูจะอ่อนไหวได้ถึงเพียงนี้เชียวรึ ?
สตรีสองนางยืนเคียงกันตาก็จ้องมองท้องน้ำทะเลสาบจิ้งจื่อ มีแสงตะวันยามอรุณอาบไล้งดงามดุจภาพฝันแม้แต่ฮั่วเฉินที่ลงมาจากรถม้ายังมิอาจหักห้ามสายตาตนเองโต้วจิงซินซึ่งเดินมาจากรถม้าของตนเห็นดังนั้นก็ยิ่งไม่พอใจพวกแขกไม่ได้รับเชิญเข้าไปใหญ่แต่ดังที่น้องสาวของนางปรามไว้ว่าเวลานี้ยังไม่ใช่เวลาเหมาะสม รอให้กลับถึงเมืองหวยก่อนเถิด นางจะเล่นงานพวกมันจนต้องเตลิดออกจากเมืองหวยในเร็ววัน
เมื่อถึงยามเดินทางขบวนก็เคลื่อนลงใต้เนื่องจากเส้นทางวันนี้มิใช่เส้นทางผ่านเขตภูเขาจึงทำระยะได้มากกว่าเมื่อวานเป็นเท่าตัว จุดพักของวันนี้เป็นชายป่าติดกับบึงใหญ่ ซึ่งห่างจากจุดที่มักถูกปล้นชิงราว๓๐ ลี้ ค่ำคืนนี้จึงมีการวางเวรยามอย่างแข็งขันกลุ่มของสามนายบ่าวก็ยังอาศัยร่วมกับกลุ่มสำนักคุ้มภัยด้วยดี
เนื่องจากอยู่ในเขตที่ไม่ไกลจากจุดที่เหล่าโจรออกอาละวาดเลยทำให้ต้องจัดเวรยามอย่างแน่นหนากว่าคืนก่อนอย่างไรเสียเวรยามก็จะเริ่มขึ้นหลังรับประทานอาหารเย็นกันเสร็จสิ้นแล้ว
เมื่อถึงมื้อเย็นเสียวจิ่วก็ลงมือเป็นพ่อครัวใหญ่ยามที่เขาหยิบหม้อดิน เตาไฟ แม้กระทั้งโต๊ะไม้ยาวครึ่งจั้งซึ่งมีเครื่องปรุงและอุปกรณ์ทำครัววางไว้พร้อมสรรพ พวกคนของสำนักคุ้มภัยและคนอื่นๆ ที่มองเห็นถึงกับตาค้าง มิคาดว่าแหวนจัดเก็บที่มีราคาสูงเสียดฟ้า จะกลายเป็นที่เก็บอุปกรณ์ทำครัวเช่นนี้
เหล่าจางเองก็ตกตะลึงไม่แพ้กันแต่ก็ตั้งสติได้ก่อนใครรีบบอกให้พวกของตนที่ไปล่าสัตว์และจับสัตว์น้ำมาจากบึงใหญ่รีบชำแหละเนื้อสัตว์เตรียมให้พร้อม ในบึงน้ำมีต้นบัวขึ้นอยู่เต็มพวกที่ไปจับสัตว์น้ำเลยงมลงไปเก็บรากบัวและไหลของมันมาด้วยใสกองใหญ่แถมยังติดใบบัวใบใหญ่มาหลายสิบใบ
ยามเสียวจิ่วลงมือก็ยิ่งทำให้พวกเขาตกตะลึงเข้าไปใหญ่ทุกท่วงท่าในการทำครัวดุจเพลงกระบี่ลึกล้ำแม่นยำและงดงาม ด้านหน้าของชายหนุ่มมีเตาไฟสองเตาเตาหนึ่งกำลังหุงข้าวหม้อใหญ่ ส่วนอีกเตากำลังตุ๋นน้ำแกงปลาใส่รากบัวฝานส่งกลิ่นหอมอบอวลขณะที่พื้นซึ่งขุดเป็นหลุมตื้นก็มีไก่อบเครื่องเทศห่อด้วยใบบัวในตัวไก่ยัดไส้ด้วยไหลบัวฝานบาง ๆ คลุกเคล้ากับผักน้ำกระเทียมและเครื่องเทศ ใช้ใบบัวล้างสะอาดห่อไว้ด้านนอกจนมิดชิดแล้วพอกด้วยโคลนจนเป็นก้อนใหญ่ ฝังไว้ในหลุมซึ่งด้านบนมีกองไฟร้อนกำลังคุอยู่ ในหลุมนั้นมีไก่ป่าถึง๗ ตัวด้วยกัน
เมื่อข้าวหุงสุกเสียวจิ่วก็หยิบไม้พายดงข้าวให้ทั่ว โรยผงกระเทียมตากแห้งลงไปก่อนจะโรยด้วยเกสรดอกฟานหงฮวา[3]เล็กน้อยคลุกกันจนข้าวมีสีเหลืองถ้วยทั่วต่อด้วยเกลือและต้นหอมซอยเป็นการเสร็จสิ้น ได้ข้าวเหลืองที่ดูสวยแปลกตาทั้งยังมีกลิ่นหอมจากกระเทียมเรียกน้ำลายจากผู้คนได้ดี
วิชาความรู้เหล่านี้ล้วนได้รับการถ่ายทอดมาจากคุณหนูของเสียวจิ่วทั้งสิ้นสูตรอาหารแปลก ๆ ที่ไม่เคยได้รับประทานหรือได้ยินมาก่อน หรือแม้แต่วัตถุดิบประหลาดหลายอย่างที่ไม่เคยเห็นแต่คุณหนูกลับสามารถนำออกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์
เมื่อกองไฟที่ใช้อบไก่ราลง ก็นำก้อนโคลนทั้งหมดขึ้นจากหลุมเคาะเศษดินที่แข็งแห้งออกจนหมด แล้วกรีดเปิดใบบัวกลิ่นหอมของไก่อบเครื่องเทศก็ลอยลมสร้างความตื่นเต้นให้ผู้คนอย่างมาก ไก่ ๓ ตัวถูกแบ่งไปให้กลุ่มขององครักษ์กับพวกสำนักฝึกตน โดยคนของเหล่าจางเป็นผู้นำไปส่งให้
“พวกเศรษฐีช่างใช้เงินมือเติบนักก็สมแล้วที่เป็นได้เพียงพ่อค้าชั่วชีวิต” เสียงหนึ่งลอยลมมาอย่างจงใจแต่ฝูอวี้ฉยงไม่คิดใส่ใจ ผิดกับเสี่ยวปากับเสียวจิ่ว พวกเขาไหนเลยจะไม่รู้ว่าคุณหนูโต้วอะไรนั่นจงใจกระแทกกระทั้นแม้ไม่ได้เจาะจงเป็นเพียงคำเอ่ยลอย ๆ แต่ในที่นี่จะมีใครอีกที่คุณหนูสกุลใหญ่ขัดหูขัดตาเมื่อวานก็คราหนึ่งแล้ว วันนี้กลับยังกล้าพูดจาเช่นนี้อีก สองพี่น้องจึงไม่คิดทน...
“คุณหนู”เสียวจิ่วอดไม่ได้คิดอยากสั่งสอนคนปากมาก ประโยคแรกเขาคงพอทำใจให้ผ่าน ๆ ไปแต่ประโยคหลังกลับยังมีมาต่อ
“เงินทองได้มาง่ายดาย เสพสุขจนตายยังไม่หมดถึงว่าพวกพ่อค้าจึงมีลูกหลานไร้หัวคิดออกมาเต็มบ้านเต็มเมืองเช่นนี้”
“ญาติผู้น้อง”คุณชายฮั่วระอาจนต้องออกปากเตือน นางเงียบปากไปได้หลายชั่วยามแล้วแท้ ๆ แต่กลับเริ่มปากเปราะหาเรื่องชาวบ้านไม่หยุดหย่อน
ขณะที่เสียวจิ่ว เสี่ยวปาลุกขึ้นยืนคิดเอาเรื่อง
“นั่งลง”
“คุณหนู” สองพี่น้องไหนเลยจะยินยอมให้คุณหนูถูกดูหมิ่นแต่ก็ไม่คิดขัดคำสั่งได้แต่นั่งลงกับพื้นด้วยท่าทีคับข้องใจโดยเฉพาะคนน้องที่รู้สึกอันใดก็แสดงออกทางสีหน้าจนหมดสิ้น
“แค่สุนัขเห่าหอนเจ้าจำต้องลงไปเกลือกกลั้วด้วยรึ?” เพียงหนึ่งประโยคก็สามารถฟาดฟันหนักหน่วง วาจาของแม่นางสวี่ผู้นี้ยังคมดุจเคียวเหล็กเช่นเดิม
“นี่เจ้า” โต้วจิงซินแม้นั่งห่างออกไป แต่ไหนเลยจะไม่ได้ยินคำบริพาษจากหญิงสาวอีกคน
“พี่สาม...”โต้วจื่อซินผู้เป็นน้องรีบดึงมือคนเป็นพี่หมายให้นางนั่งลงและเลิกต่อปากต่อคำกับพวกพ่อค้า พวกนางเป็นลูกขุนนางไหนเลยจะมีฝีปากร้ายกาจได้เท่าอีกฝ่ายที่ต้องใช้ปากทำมาหากิน เถียงคำกันไปก็มีแต่จะทำให้เสื่อมเสียเกียรติ
“เจ้าไม่ได้ยินรึนังแพศยาผู้นั้นด่าข้าว่าเป็นสุนัขเป็นแค่ชนชั้นต่ำมีเงินทองเข้าหน่อยก็อวดเผยอขึ้นเทียบชนชั้นสูง”
“จิงซินข้าขอเตือนให้เจ้าเงียบปากลงเสีย” ฮั่วเฉินนับวันยิ่งรังเกียจกิริยาเลวทรามของญาติผู้น้องเต็มทนเรื่องที่เกิดล้วนเป็นนางเริ่มก่อนทั้งสิ้น ขนาดตอนนี้นางไร้บ่าวรับใช้ คนติดตามมีเพียงสองพี่น้องแต่ยังเอาแต่ใจและไม่คำนึงถึงสถานการณ์ใดเลย
“พี่เฉินท่านเข้าข้างนางไพร่ผู้นี้อีกแล้ว”บัดนี้โต้วจิงซินลืมสิ้นว่าจะอดทนรอจนกลับเมืองหลวง แล้วค่อยคิดบัญชีแค่ฮั่วเฉินไม่เออออและออกปากเตือน ก็ตีความไปว่าเขาหลงเสน่ห์หญิงแปลกหน้าผู้นั้นเข้าให้แล้ว
ใจของนางเต็มไปด้วยความขุ่นแค้น ทั้งที่หญิงผู้นั้นเป็นเพียงบุตรีพ่อค้ารูปโฉมก็ด้อยกว่าบ่าวรับใช้ด้วยซ้ำ นางกล้าดีอย่างไรจึงมายั่วยวนพี่เฉินของตน
“จิงซิน !!!” ฮั่วเฉินกัดฟันกรอด ๆมิคาดว่าญาติผู้น้องของตนจะเกินเยียวยาได้ถึงขนาดนี้
หากฮั่วเฉินมิทันได้พูดต่อร่างของฝูอวี้ฉยงก็ยืดกายขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างนั้นหันกลับไปยังกลุ่มของฮั่วเฉินนางไม่ได้ก้าวออกเดิน เพียงเอ่ยคำจากจุดที่ยืน
“น่าแปลกที่คุณหนูโต้วใส่ใจเรื่องชาติตระกูลของข้าผู้แซ่สวี่เพียงนี้กลับไม่รู้ว่า สือเหวยไฉ ใช้เงินทองของผู้ใดสร้างกองทัพ สะสมอาวุธซื้อหาเสบียง หากไม่ใช่เพราะเงินทองจากบรรพชนตระกูลสวี่ของข้า มีหรือที่เขาจะสามารถปราบโก่วหวางชาติสุนัข รวบรวมสิบเอ็ดเมือง สามมณฑลตั้งตนเป็นปฐมกษัตริย์ต้าฉินได้”
เมื่อโต้วจิงซินจาบจ้วงมาถึงตระกูลมีหรือที่ฝูอวี้ฉยงจะอยู่เฉย ทั้งนางยังกล้าเรียกพระนามเดิมของปฐมกษัตริย์แคว้นฉินออกมาอย่างไม่กลัวอาญา
เรื่องคุณความดีของสกุลสวี่นี้ไม่ใช่เรื่องเล่าขานกันเฉพาะในตระกูลแม้แต่ในบันทึกเมืองหวย ยังมีกล่าวไว้อยู่หลายฉบับ ฝูอวี้ฉยงจึงกล้าหยิบมาพูดโดยไม่เกรงกลวฟ้าดิน
“เจ้า...ต่อให้บรรพชนเจ้าช่วยต้าหวางสร้างประเทศแล้วอย่างใดตระกูลสวี่ของเจ้าก็ยังเป็นแค่พวกพ่อค้าอยู่ดี”โต้วจิงซินยังถือทิฐิไม่ยอมลดราวาศอก แม้จะตกใจอยู่บ้างกับสิ่งที่ได้รู้แต่นางก็ไม่ใส่ใจนักเพราะต่อให้อดีตรุ่งโรจน์แล้วอย่างไร ในเมื่อปัจจุบันพวกแซ่สวี่ก็เป็นเพียงพ่อค้าจริงดังนางว่า
“งั้นรึ ?ถ้าเช่นนั้นข้าขอบอกเจ้าไว้สักหนึ่งอย่างพันปีมานี้ตระกูลสวี่หลายสิบชั่วรุ่นแม้เป็นพ่อค้า แต่มิเคยตกต่ำลงถึงขั้นกุลีบรรพชนแรกเริ่มก็เป็นคนจากแดนยุทธภัณฑ์ มิใช่คนในแผ่นดินเบื้องล่าง
ผิดกับสกุลโต้วของเจ้าเป็นตระกูลใหม่เพิ่งเกิดขึ้นไม่เกินร้อยปีถ้าไม่รู้ข้าจะบอกให้เจ้ารู้ และจดจำใส่สมองของเจ้าไว้ว่า บรรพชนสกุลโต้วของเจ้าเดิมเป็นเพียงกุลีแบกหาม ทำงานชั้นต่ำ แม้แต่รับจ้างเป็นกุลีตักถังอาจมไปทิ้งนอกเมืองยังทำมาแล้ว
หากไม่เพราะเลียแข้งเลียขานายอำเภอหลี่จนมีโอกาสแต่งงานกับญาติห่าง ๆ ของนายอำเภอผู้นั้น มีหรือตระกูลโต้วของเจ้าจะยกระดับขึ้นพ้นจากโคลนตมเข้าสู่ทำเนียบขุนนางได้” มีหรือที่หญิงสาวจะปล่อยไปเมื่ออีกฝ่ายเป็นหมาบ้ากัดไม่ปล่อย นางจะต้องไว้หน้าพวกตระกูลโต้วเพื่ออะไร แม้นางไม่คิดแบ่งแยกผู้คนด้วยฐานะสูงต่ำไม่แบ่งชนชั้นว่าต้องอยู่ระดับเดียวกัน แต่สำหรับสุนัขสกุลโต้วที่จ้องจะกัดทุกเมื่อที่มีโอกาสเห็นทีก็ควรวาดไม้ฟาดกำราบเสียบ้างให้รู้ความ
“เจ้า ...นังแพศยาเจ้ากล้ากล่าวล่วงบรรพชนของข้า” ในอกของโต้วจิงซินยิ่งเดือดดาลมือขวาถึงกับเรียกแส้อ่อนหนังงูออกมาหมายฟาดฟัน
“แม่นางโต้วบิดาเจ้าเป็นขุนนางต่อให้ตอนนี้จะเป็นราชครู แต่ก่อนหน้าเขาเป็นขุนนางในสำนักฮั่นหลินมีหรือที่เขาจะไม่รู้ว่า ในหอสมุดสำนักฮั่นหลิน หมวดปกิณกะ มีหนังสือชื่อว่า เรื่องลับชาวเมืองหวยอีกเล่มมีชื่อว่า รวมเรื่องเล่าขานตำนานเก่าแก่ ทั้งสองเล่มล้วนระบุถึงต้นตระกูลเจ้าไว้ชัดเจน”ดวงตากลมดำดุจนิล กลับหยิ่งทะนงและฉายแววของผู้เหนือกว่า
อีกฝ่ายไม่อยากยอมรับก็แล้วไปแต่นางมีหลักฐานเป็นชิ้นเป็นอัน บรรดาคนที่ได้ยินได้ฟังกลับเมืองหวยไปครานี้ก็สามารถค้นหามาอ่านเพื่อพิสูจน์ได้ว่าคำของนางจริงไม่จริง
โต้วจื่อซินที่ใบหน้าซีดเผือดรีบลากพี่สาวกลับขึ้นไปบนรถม้าเพียงเท่านี้ก็เสียหน้ามากพอแล้ว ลำพังแค่วาจาคมคายสู้พวกชนชั้นพ่อค้าไม่ได้ก็น่าอายมากพอแล้วนี่ยังมาถูกดูถูกถึงบรรพบุรุษมีหรือที่นางจะทำใจอยู่เฉยได้อีก
แล้วคำของคนตระกูลสวี่ก็มั่นคงหนักแน่นเพียงนั้นเรื่องนี้ต่อให้ไม่จริง แต่คนทั้งหมดในคณะเดินทางล้วนเอนเอียงเชื่อคำของสตรีผู้นั้นไปเสียแล้วหากพวกนางยังดันทุรังก่อเรื่องต่อ มิรู้ว่าอีกฝ่ายจะมีลูกไม้ใดมาตอบโต้เอาคืนอีก
ทางด้านฝูอวี้ฉยงหมุนกายนั่งลงกับที่ท่วงท่าแช่มช้า กิริยานุ่มนวลหากหนักแน่น ผู้เฝ้ามองทุกคนต่างรู้สึกราวกับเหตุการณ์เมื่อวานย้อนกลับมาอย่างไรอย่างนั้น เสียวจิ่วที่เดิมนั่งหน้างอเพราะโดนคุณหนูห้ามไว้บัดนี้ยิ้มร่าส่งสายตาวิบวับยกย่องผู้เป็นนายสุดหัวใจ ผิดกับเสี่ยวปาที่วางหน้าเรียบนิ่งพลางเอ่ยขึ้นด้วยหนึ่งประโยคที่ทำให้พวกเหล่าจางแทบหยุดหายใจแม้จะเบาแต่พวกเขาก็ยังได้ยิน
“นางกล้ากล่าวล่วงคุณหนูถึงเพียงนี้ตามกฎยุทธภพสามารถใช้แส้หางหนามฟาดลงทัณฑ์ แม้แต่อาจารย์ของนางยังมีความผิด”เสี่ยวปานั้นย่อมรู้ความกว่าน้องชายนักฝูอวี้ฉยงมินึกแปลกใจที่ได้ยินประโยคนี้จากหญิงสาวข้างกายเพราะตั้งแต่เล็กเสี่ยวปาก็เหมือนรู้เรื่องรู้ราวมากกว่าเด็กวัยเดียวกันกระทั่งวิธีร่ายพันธะโลหิตยังรู้จัก มีหรือหญิงสาวผู้นี้จะไม่รู้เรื่องกฎปฏิบัติของยุทธภพ
“เหตุใดมือข้าต้องเปื้อนโลหิตด้วยนิสัยของนางสักวันต้องล่วงเกินผู้คนอีกมาก วันนี้ข้าเพียงจู่โจมนางด้วยวาจาหากนางมีหัวคิดก็แล้วไป แต่ถ้านางยังไร้สมองปลายทางคือสิ่งใดข้าไม่จำเป็นต้องใส่ใจมดปลวกเช่นนางจำต้องใส่ใจด้วยรึ”
“เจ้าค่ะ” เสี่ยวปาตอบรับเสียงเบา
หากวาจาของสองนายบ่าวที่พูดออกมากลับทำให้พวกเหล่าจางแทบสิ้นสติกันหมด เพราะน้ำเสียงท่าทางและการพูดจาล้วนไม่มีแววล้อเล่นอยู่เลยแม้แต่น้อยนัยน์ตาของคุณหนูสกุลสวี่มีแววของผู้สูงศักดิ์ทอประกายชัดเจนยามเอื้อนเอ่ยจึงทำให้นางดูสูงส่งขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัวนัก
พวกเขาย่อมตระหนักและพยายามหาคำตอบว่านางคือผู้ใดกันแน่แส้หางหนามที่ว่าคือเครื่องลงทัณฑ์อย่างหนึ่งตามกฎยุทธภพผู้ฝึกตนชั้นต่ำกว่าย่อมแสดงออกถึงการเคารพผู้ลำดับสูงกว่าแต่ทัณฑ์แส้หางหนามอย่างน้อยสุดต้องห่างกัน ๒ ชั้นใหญ่ เท่าที่รู้มาแม่นางสกุลโต้วผู้พี่ระดับชั้นปฐพีขั้น๒ หรือ ๓
แล้วแม่นางสวี่เล่า ? ห่าง ๒ชั้นใหญ่ มิใช่ ๒ ขั้น
เหนือกว่าปฐพี คือนภาเหนือกว่านภาคือบรรพชนศักดิ์สิทธิ์
แค่คิดเหล่าจางก็ไม่อยากจะเชื่อแล้ว
แม่นางน้อยผู้หนึ่งวัยมิทันครบ๒๐ ปี จะมีฐานะอย่างน้อยเป็นถึงชนชั้นบรรพชนศักดิ์สิทธิ์เชียวรึ ?
หากสิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่เหล่าจางได้แต่คาดเดามิรู้จริงเท็จคือสิ่งใด
แต่ที่เขาประจักษ์มาด้วยตนเองสองครั้งครากลับเป็นวาจาคมคายของแม่นางน้อยสกุลสวี่ผู้นี้ นางไม่พูดก็แล้วไปแต่พูดเมื่อใดต้องมีคนบาดเจ็บล้มตายเมื่อนั้น
วาจานางคมดุจยอดศัสตรา
เพียงหนึ่งวาจาเอื้อนเอ่ย ราวคมตวัดตัดขั้วหัวใจ
*********
***ถ้าชอบก็ช่วยเมนต์ ช่วยแชร์ด้วยน้า
ขอบคุณทุกคอมเมนต์ทุกกำลังใจ
ขอบคุณจ้ะ
ZHMX
[1]ตำแหน่งนางสนมลำดับจากต่ำไปสูงคือ ไฉเหริน เหลียงเหริน หรูจื่อ ปาจื่อ เหม่ยเหริน และฟูเหริน ซึ่งไม่นับรวมกับภรรยาเอกอย่าง หวังโฮ่ว
[2]ยามจื่อ ๒๓.๐๐-๐๑.๐๐
[3]หญ้าฝรั่น