หลินจีสาวชาวเมืองอี้เฉิงหน้าตาสะสวยเป็ที่หมายมองของชายในหมู่บ้าน แต่นางนั้นกลับไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อยเป็ตระกูลช่างทอที่มีฝีมือหลังจากที่ทหารจากเมืองหลวงได้เข้าบุกลุกก็ทำให้นางได้พบกับฟางจิ่น ชายแปลกหน้าที่ทำให้ความรู้สึกของนางนั้นต่างออกไปจากชายคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน จากแปลกหน้ากลายเป็คุ้นเคยก่อเกิดความรักที่มากล้นเมื่อเห็นลูกสาวมีสุขใจหวังพึ่งพิงบุรุษผู้นี้บิดามารดาของนางจึงได้แต่ยินดีให้มีงานมงคล หลินจีไม่เคยเอ่ยถามผู้เป็สามีว่าเขานั้นพื้นเพที่มาที่ไปเป็อย่างไรเพียงพอใจกับสิ่งที่มีความรักที่เอ่อล้นเช่นนี้ วันเวลาผ่านไปได้สี่ปีเศษฟางจิ่นเพียงบอกนางว่าตนนั้นมีเหตุต้องเข้าเมืองหลวงให้นางที่ตั้งครรภ์รอคอยเขากลับมา
“ท่านพี่แล้วท่านจะไปนานเท่าใด”
“ไม่นานหรอกเื่นี้จำเป็จริงๆ หากไม่เป็เพราะเ้าตั้งครรภ์ใกล้คลอดข้าก็จะพาเ้าไปด้วย”
หลินจีและฟางจิ่นสองมือโอบอุ้มสายตาส่งสัมพันธ์ที่มี
“ข้าจะรอท่านกลับมา”
สิ้นเสียงร่ำลาจากกันฟางจิ่นก็ออกเดินทางทันที หลินจีเพียงยิ้มส่งอย่างอ่อนโยนเช่นทุกครั้งแต่นางกลับไม่รู้เลยว่านี่จะเป็ครั้งสุดท้ายที่นางจะได้เห็นใบหน้าของชายผู้เป็ที่รัก
หลายปีผ่านไป
“อวี้หลัน อวี้หลัน” เสียงเรียกจากหลินจีผู้เป็มารดาเอ่ยหานางอย่างอบอุ่น
อวี้หลันที่เพิ่งลงเขามาเห็นมารดาเรียกหานางอยู่จึงได้คิดสนุกแอบย่องเข้าทางเดินหลังแล้วะโกอดนางจากด้านหลัง
“แม่นางบ้านกลางเขาเช่นนี้อยู่ผู้เดียวไม่กลัวรึ” อวี้หลันกล่าวแกล้งด้วยน้ำเสียงผู้ชาย
“เด็กคนนี้โตป่านนี้แล้วยังทำตัวเป็เด็กอยู่ได้” หลินจีใเล็กน้อยแต่ก็ยิ้มออกมาอย่างขบขันกับการกระทำของบุตรี
อวี้หลันเอนศีรษะมาด้านข้างทั้งกอดมารดาไว้แน่น
“โถ่ท่านแม่ปีนี้ข้าเพิ่งจะสิบสี่เองท่านกล่าวราวข้าอายุยี่สิบเช่นนั้น”
หลินจีดึงตัวเด็กน้อยมาด้านหน้าทั้งใช้สองมือกุมใบหน้าด้วยความรัก ก่อนที่หลินจีจะได้เอ่ยสิ่งใดก็ได้ไอออกมาอย่างแรงทั้งมีเืบนออกมาด้วยจางๆ
“ท่านแม่ ท่านแม่” อวี้หลันเอ่ยซ้ำๆ อย่างใ
แต่หลินจีก็รีบโบกไม้บอกมือว่าตนนั้นไม่เป็อะไร หลินจีนั้นด้วยความที่ต้องลำบากเลี้ยงดูบุตรีลำพังมาอย่างยาวนานร่างกายจึงอ่อนแอทั้งป่วยโรคแทรกซ้อนแต่ด้วยความจนจึงไม่มีเงินรักษา สิ่งที่สองแม่ลูกทำได้มีเพียงเก็บสมุนไพรในป่าเพื่อต้มกินกันเองตามอาการ
“แม่ไม่เป็ไรเ้าไม่ต้องห่วง”
“ท่านแม่หลายเดือนนี้ท่านไอออกมาเป็เือยู่บ่อยครั้งอย่างไรไปหาหมอสักครั้งดีมั้ย”
“เด็กโง่แค่เดินทางเข้าเมืองเราก็จะไม่มีเงินเหลือเ้าจะเอาเงินที่ไหนไปหาหมอหึ”
อวี้หลันเมื่อสำนึกได้ว่าสิ่งที่มารดากล่าวนั้นก็เป็ความจริงทุกวันนี้กินมื้ออดมื้อก็นับว่าดีมากแล้ว สองตาของนางจึงได้เอ่อล้นไปด้วยน้ำตาสงสารมารดา
“ข้าจะไปต้มยามาให้ท่านนะ ท่านแม่ท่านนั่งรอข้าสักเดี๋ยว” นางกล่าวเสร็จจึงได้พยุงมารดาไปนั่งยังที่โต๊ะ
ส่วนตัวเองนั้นก็ได้เดินออกไปจุดฝืนเตรียมต้มยาให้ผู้เป็มารดาด้วยความรู้สึกท้อแท้ทั้งรันทดต่อชีวิตตน หลังจากต้มยาอยู่นานอวี้หลันก็ได้จัดเตรียมไปให้มารดาได้ดื่ม
“ท่านแม่ยาได้แล้ว ท่านรีบดื่มตอนร้อนๆ เถอะ”
หลินจียิ้มออกมาอย่างภูมิใจในตัวนาง แล้วจึงยื่นมือรับถ้วยยามาอย่างอ่อนแรง
“แม่เป็ภาระเ้าจริงๆ ออกไปช่วยเก็บสมุนไพรหาของกินก็ยังทำไม่ได้”
“ท่านแม่ข้ามีท่านผู้เดียวอย่าพูดว่าตัวเองเป็ภาระให้ข้าอีก” อวี้หลันกล่าวทั้งนั่งลงบนเขาตัวเองนำศีรษะหนุนที่ตักมารดา
หลินจีเพียงยกมือลูบศีรษะบุตรีอย่างอ่อนโยน
หลังจากนั้นสองคนแม่ลูกก็ใช้ชีวิตเหมือนทุกๆ วัน ทุกเช้าอวี้หลันจะตื่นมาผ่าฝืนหาอาหารเช้าไว้ให้มารดาหลังจากนั้นก็จะขึ้นเขาหาสมุนไพรทั้งเก็บผักผลไม้ป่าล่าสัตว์เล็กๆ ไว้ทำเป็อาหาร ผู้คนกล่าวความสงบมักมาก่อนที่พายุจะโหมกระหน่ำในตอนแรกนั้นอาการของหลินจีดูเหมือนจะดีขึ้นมากแต่เพียงสามวันหลังจากนั้นหลินจีก็มีอาการป่วยหนักกว่าเดิม ใบหน้าซีดเซียวสองมือสองขาอ่อนแรงลุกนั่งยังแทบไม่ไหวอวี้หลันยังคงอดกลั้นความเสียใจก่อนเอ่ยให้กำลังใจต่อมารดา
“ท่านแม่วันนี้ข้าจะไปพบท่านหมอจ้าว ท่านหมอจ้าวเมตตาผู้คนท่านต้องมาช่วยดูท่านแน่ท่านแข็งใจรอข้ากลับมานะ” สองมือกุมมือมารดาแน่นเอ่ยต่อนางที่ยังคงหลับใหลไม่ได้สติ
จากนั้นจึงได้รีบลงเขาอย่างรีบร้อนคนในตลาดไม่มีใครไม่รู้จักนาง เมื่อเห็นอวี้หลันท่าทางร้อนใจเช่นนั้นจึงพอเดาได้ว่ามารดาที่ป่วยมานานคงอาการไม่ดีนักแต่ก็ไม่มีใครยื่นมือเข้าช่วยเหลือเพียงมองนางอย่างรันทดเท่านั้น
อวี้หลันวิ่งมาสำนักหมอจ้าวก่อนเอ่ยกล่าวอย่างเหนื่อยหอบ
“ท่านหมอจ้าว ท่านหมอจ้าว”
เสียงร้องหาของอวี้หลันทำให้ท่านหมอจ้าวที่กำลังตรวจคนไข้อยู่ต้องรีบออกมาดูนาง
“อวี้หลันเ้ามายืนโหวกเหวกอะไรเช่นนี้”
อวี้หลันทั้งเหนื่อยสองมือสั่นเทาคว้ามือท่านหมอจ้าวไว้สองขาคุกเข่าลงกล่าวอ้อนวอน
“ท่านหมอจ้าวท่านช่วยไปดูอาการแม่ข้าสักครั้งเถอะ ท่านจะให้ข้าเป็วัวเป็ม้าให้ท่านย่อมได้ทุกอย่าง”
“อวี้หลันข้าเคยบอกแล้วไม่ใช่หรืออาการของแม่เ้าน่ะเป็พิษทางใจทั้งไม่ยอมรักษาแต่เนิ่นๆ ”
“ขอท่านไป ไปดูอีกสักครั้งเถอะนะเ้าคะ” เสียงอ้อนวอนปนร้องไห้ของนางทำให้ผู้คนรอบๆ มามุงดู
ชายชุดขาวบริสุทธิ์รูปร่างสูงใหญ่สง่างามใบหน้าผิวผ่องเป็ประกายสายตาสงบเยือกเย็นเดินออกจากสำนักหมอจ้องมองอวี้หลันอย่างพินิจ
“ท่านหมอข้าอยู่ที่นี่อีกหลายวันอย่างไรท่านก็ช่วยไปดูมารดานางสักครั้งเถิด เื่ค่ารักษาทั้งจิปาถะข้าจะรับผิดชอบเอง”
“แต่ท่านชาย” ท่านหมอจ้าวสบตาเขาก่อนรับคำเข้าไปจัดเตรียมของ
อวี้หลันมองดูชายคนนั้นอย่างสงสัยในใจว่าเหตุใดเขาจึงเมตตาต่อนางเพียงนี้ นางคลานเข่าเข้าไปใกล้ก่อนโค้งลงคำนับ
“ขอบคุณท่านชายที่ช่วยเหลือบุญคุณนี้ข้าต้องทดแทนท่านแน่”
บุรุษชุดขาวเพียงยิ้มออกมาอย่างใจดี
“เช่นนั้นข้าจะรอหากอยากพบข้าให้มาที่นี่” เขากล่าวเสร็จก็หันหลังเดินกลับเข้าไป
รอยยิ้มอันแสนใจดีนั้นทำให้นางอบอุ่นหัวใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก แต่อวี้หลันนั้นรู้ดีว่าตนต่ำต้อยดูจากวาจาสุภาพทั้งอาภรณ์หากมิใช่บุตรขุนนางใหญ่ก็คงไม่พ้นเหล่าคุณชายตระกูลดัง คิดได้เช่นนั้นจึงได้ปล่อยวางไปแล้วจึงได้เดินนำท่านหมอเพื่อไปดูอาการของมารดา
แต่ในที่สุดนั้นความพยายามของอวี้หลันก็สูญเปล่าเมื่อนางกลับมาถึงกระท่อมบนเขาก็พบว่ามารดาของตนนั้นไร้ลมหายใจไปแล้ว ท่านหมอจ้าวที่ไม่รู้ว่าความเอ่ยสิ่งใดกับนางเพียงมองอย่างเวทนา
“อวี้หลันทำใจเถิดมนุษย์เรามีเกิดย่อมมีดับ ข้าอยู่ต่อก็คงไม่มีประโยชน์เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน”
อวี้หลันที่บัดนี้น้ำตานองเต็มสองหน้าเ็ปต่อความสูญเสียที่ได้พบเพียงหันไปโค้งคารวะเพื่อเป็การขอบคุณที่อย่างน้อยท่านหมอจ้าวก็มาถึงที่นี่
หลังจากที่ทุกคนจากไปอวี้หลันโอบกอดร่างที่ไร้ิญญาของมารดาอยู่นานก่อนหันไปพบจดหมายฉบับหนึ่งกับกล่องไม้ใบขนาดไม่ใหญ่มาก นางลุกขึ้นเปิดจดหมายฉบับนั้นออกอ่าน
“อวี้หลันลูกรักของแม่ แม่เขียนจดหมายนี้ไว้รอเ้าเปิดอ่านเมื่อถึงเวลาแม่มีสิ่งหนึ่งที่ติดค้างในใจตลอดสิบหกปีมานี้แต่ด้วยต้องเลี้ยงดูเ้าจึงมิอาจทำได้ เื่ของท่านพ่อที่เ้าเคยเอ่ยถามว่าเขาหายไปที่ใดจึงได้ทิ้งเราสองลำพังแม่เองก็ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงไม่หวนกลับมา แต่แม่รู้ดีว่าท่านพ่อเ้าต้องมีเหตุผลเมื่อแม่จากไปแล้วจึงอยากให้เ้าออกตามหาพาเขากลับบ้านของเราแม้ตัวเขาจะเหลือเพียงเศษธุลี ในกล่องไม้นี้เป็บันทึกที่แม่ได้เขียนขึ้นนับแต่ครั้งแรกที่ได้พบและเกิดความรักที่ทำให้แม่ได้ให้กำเนิดสิ่งที่วิเศษที่สุดในชีวิตนี้ อวี้หลันจงอย่ากล่าวโทษบิดาทั้งยกโทษให้มารดาที่ทิ้งเ้าลำพัง”
อวี้หลันกอดจดหมายมารดาแล้วร้องไห้ออกมาอีกครั้งกับความ้าสุดท้ายของนาง เมื่อเปิดกล่องไม้นั่นออกดูก็ได้พบใบเฟิ่งมากมายที่ถูกจดบันทึกความทรงจำในทุกๆ วันที่หลินจีมีต่อชายผู้เป็ที่รัก ใบเฟิ่งที่แห้งเหี่ยวรอยหมึกดำที่เลือนรางสะท้อนใจของอวี้หลันมากมายนางรู้ดีแก่ใจว่ามารดานั้นเฝ้ารอการกลับมาของบิดาตลอดมา แต่จนแล้วจนรอดจนวันสุดท้ายของชีวิตนางชายผู้เป็ที่รักก็ยังไม่หวนกลับมา อวี้หลันเองเมื่อลืมตาดูโลกก็มีเพียงมารดาจึงไม่ได้มีสายสัมพันธ์ต่อบิดาอย่างที่ควรมีแต่เมื่อนี่เป็สิ่งที่นาง้าสุดท้ายเช่นนั้นนางเองก็ทำได้เพียงตามหาให้พบแล้วพาเขากลับบ้าน
หลังจากฝังร่างอันไร้ิญญาของมารดาอวี้หลันเดินขึ้นเขาอีกครั้งเพื่อเก็บดอกไม้ป่ามากำมือหนึ่งเพื่อวางไว้หน้าหลุมศพ
“ท่านแม่ดอกไม้เหล่านี้จะเป็เพื่อนท่านตอนข้าไม่อยู่” นางเอ่ยพลางวางดอกไม้ในมือลงสายตาอ้อนวอนให้ิญญาของมารดาได้ยิน
“ข้าจะตามหาท่านพ่อให้พบแล้วนำท่านกลับมา หากท่านพ่อยังมีชีวิตอยู่ข้าจะพาท่านกลับมาไหว้หลุมศพท่านหากท่านพ่อสิ้นแล้วข้าก็จะนำธุลีของท่านมาไว้เป็เพื่อนท่านที่นี่ดีหรือไม่”
รอยยิ้มอันแสนโศกเศร้าถูกบังคับให้เกิดขึ้นบนหน้าอวี้หลันนั้น้าให้มารดาได้เห็นรอยยิ้มของนางเป็ครั้งสุดท้ายการเดินทางสู่เมืองหลวงอันกว้างใหญ่หนทางยาวไกลทางข้างหน้าจะมีสุขพร่างพรายหรือทุกข์เหลือคณาใครจะรู้ได้เพียงก้มหน้ายอมรับในชะตานี้
อวี้หลันเดินมาหยุดอยู่หน้าสำนักหมอจ้าวอีกครั้งในมือถือห่อผ้าเก่าๆ เด็กรับใช้ในสำนักสังเกตเห็นนางจึงได้เข้ามาเอ่ยถาม
“อวี้หลันเ้ามาวันนี้มีอะไรอีกล่ะ”
“ข้าเพียงอยากพบคุณชายผู้นั้นอีกครั้ง ก่อนกลับไปข้าจำได้ว่าหากอยากพบเขาให้มาที่นี่”
“คุณชายฟงน่ะหรือกลับเมืองหลวงไปแล้ว”
อวี้หลันนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงได้เอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“เช่นนั้นรบกวนพี่สาวบอกข้าได้หรือไม่ว่าคุณชายฟงผู้นี้ข้าจะตามหาเขาได้อย่างไร ข้ายังติดหนี้บุญคุณที่ต้องทดแทนต่อเขา”
“คุณชายฟงตระกูลฟงแห่งเจี้ยนเฉิงเป็ตระกูลเสนาบดีบุญคุณเล็กน้อยเช่นนั้นท่านคงไม่เก็บใส่ใจอวี้หลันเ้าก็อย่าหวังสูงนักเลย” เด็กรับใช้เอ่ยวาจาเสียดสีทิ่มแทง
อวี้หลันใจคิดเพียงเื่ตอบแทนเท่านั้น เมื่อได้ฟังเช่นนี้จึงไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อเพียงเดินจากมาตามทางของนาง
อวี้หลันไม่มีเงินที่จะนั่งรถม้าจึงได้เพียงพึ่งสองขาของตนเมื่อดวงอาทิตย์ลาลับแสงจันทร์ส่องสว่างจึงได้แต่เอนกายใต้ต้นไม้ ยามแสงแดดเยือนใบหน้าก็ได้ออกเดินทางอีกครั้งเมืองอี้เฉิงแห่งนี้อยู่ทางเหนือกว่าจะไปถึงเมืองเจี้ยนเฉิงอีกหลายพันลี้แค่เพียงคิดก็อ่อนแรง แต่ด้วยแรงปรารถนาสุดท้ายของมารดาจึงได้แต่เดินทางต่อไป
ในแต่ละวันเพื่อความอยู่รอดอวี้หลันอาศัยเพียงผลไม้ป่าประทังชีวิตในตอนที่ความเหงาเข้ามาเยือนเพียงหยิบใบไม้ของมารดาออกอ่าน
ใบเฟิ่งใบที่หนึ่ง
“ชายแปลกหน้าจากแดนไกล รอยยิ้มอันอ่อนโยน”
มารดานางเคยกล่าวว่าฟางจิ่นบิดาของอวี้หลันเดินโซซัดโซเซเนื้อตัวเต็มไปด้วยเืนอนไม่ได้สติอยู่หน้าบ้าน จึงได้เข้าช่วยรักษาเวลาที่ได้ใกล้ชิดกันจึงได้เกิดความรู้สึกดีๆ ในใจ
“ท่านพ่อเ้าต่างจากผู้ชายในหมู่บ้านคนอื่นๆ เขาอ่อนโยนดวงตาเป็ประกายในทุกคำพูดของแม่”
อวี้หลันจับใบไม้ใบนั้นทาบลงที่อกในใจเอ่ยถามดวงดาวบนนภา
“ท่านพ่อท่านอยู่ที่ใด ท่านยังอยู่ดีหรือตายจากข้าจะตามหาท่านได้อย่างไร”
ก่อนจะคล้อยหลับไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง