ตอนที่ ๒
“คาราวะองค์ชายเพคะ...”เหล่าคนรับใช้โค้งคำนับแต่ซิ่วเหอเขาไม่สนใจ ไม่เลยสักนิด
งานพิธีเริ่มขึ้นท่ามกลางเหล่าผู้คนมากมายและขุนนางชั้นผู้ใหญ่รวมไปถึงฮ่องเต้พิธีเสร็จสิ้นได้อย่างเรียบร้อยถึง ซิ่วเหอจะไม่ได้เต็มใจกับการแต่งงานครั้งนี้ แต่ก็มิได้ขัดพระประสงค์ของฮ่องเต้หลังจากส่งเข้าหอเสร็จแล้วฮ่องเต้จึงเสด็จกลับวังหลวง
“ใครใช้ให้เ้ามานั่งข้างข้า...”ซิ่วเอ่ยขึ้นหลังจากแม่ทัพหลี่เดินมานั่งข้างๆ
“ทูลองค์ชาย...ที่นี่จวนของกระหม่อมเหตุใดกระหม่อมจะนั่งไม่ได้”
“บังอาจ...เ้าเป็ใครแล้วข้าเป็ใคร”
“ทูลองค์ชายองค์ชายก็คือองค์ชาย ส่วนกระหม่อมก็คือสามีขององค์ชาย ถูกไหมพะยะค่ะ” สามีอย่างนั้นรึ...บังอาจบังอาจเกินไปแล้ว
“ฮ่าๆ...สามีข้างั้นรึเ้าคิดว่าเช่นนั้น”
“แล้วองค์ชายจะให้กระหม่อมคิดเช่นใดได้ในเมื่อกระหม่อมเป็ผู้แต่งองค์ชายเข้ามาในจวน”
“ข้าไม่รู้....แต่ตอนนี้ข้าจะเข้านอนแล้ว”ซิ่วเหอกล่าวจบก็ล้มตัวนอนทันที หากรู้หรือไม่ว่าที่ตรงนั้นเป็ของหลี่เฟยเย่
เฟยเย่เห็นดังนั้นเขาจึงถอดหายใจองค์ชายผู้นี้ดื้ออย่างที่ฮ่องเต้เอ่ยเสียจริง ถ้าคนผู้นี้ไม่ใช่องค์ชายหรือลูก หลานเชื้อพระวงศ์มีหวังเขาต้องฆ่าทิ้งเป็แน่
“องค์ชาย...ที่ตรงนั้นเป็ที่นอนของกระหม่อมแล้ว..”
“เ้าก็ออกไปนอนที่อื่น...”
นอนที่อื่นอย่างนั้นรึเฟยเย่ไม่ได้จนปัญญาขนาดนั้นเพราะภายในเรือนยังมีเตียงเหลืออยู่เขาจึงตัดสินใจไปนอนอยู่ตรงนั้นแทน
รุ่งเช้าหลี่เฟยเย่ออกจากจวนไปยังค่ายทหารตามปกติเหลือเพียงซิ่วเหอที่ยังคงนอนหลับอยู่ด้านในของเรือน
ชูเฉียงขันทีคนสนิทขององค์ชายจึงเข้ามาปลุกผู้เป็นายเพราะเขาเห็นว่าตอนนี้ *ยามเฉินแล้วจึงเข้ามาปลุก
“องค์ชาย....องค์ชายพะยะค่ะ”
“ชูเฉียง...ข้าขอนอนต่ออีกหน่อย...”
“ทำเช่นนั้นมิได้พะยะค่ะองค์ชายองค์ชายต้องตื่นไปคาราวะท่านแม่ของท่านแม่ทัพหลี่นะพะยะค่ะ”
คิดแล้วซิ่วเหอก็ยังหงุดหงิดไม่หายการแต่งงานครั้งนี้เขาก็ไม่ได้เต็มใจเสียหน่อยทำไมต้องมาทำอะไรแบบนี้ ฮ่องเต้นะฮ่องเต้
กว่าซิ่วเหอจะลุกออกมาจากที่นอนได้ก็นานพอสม ควร ชูเฉียงขันทีคนสนิทรีบทรงเสื้อให้กับนายของตัวเองพลันตอนนี้เลยเวลามามากแล้ว
“ชูเฉียงตอนนี้ยามใดแล้ว”
“ทูลองค์ชาย*ยามซื่อพะยะค่ะ”
ซิ่วเหอรีบออกไปจากเรื่อนพร้อมกับมีขันทีเดินตามไปไม่ห่างการมาพบท่านแม่ของท่านแม่ทัพหลี่ครั้งนี้เป็ธรรมเนียมที่สืบต่อกันมา...ซิ่วเหอคิดว่าทำไมตนถึงต้องมาทำอะไรเช่นนี้หากแต่เขาไม่ใช่สตรีแต่เขาคือบุรุษ
“คาราวะท่านแม่” ซิ่วเอ่ยขึ้นพร้อมโค้งหัวคำนับตาม ธรรมเนียมประเพณี
“ทูลองค์ชาย...อย่าทำเช่นนี้เลยเพคะ”แม่ของแม่ทัพ หลี่เอ่ย นางรีบเข้ามาปรามซิ่วเหอก็เพราะอีกฝ่ายเป็ถึงเชื้อพระวงศ์จะให้มาคำนับคนที่อยู่ต่ำกว่าไม่ได้
“มิได้ขอรับท่านแม่ข้าแต่งเข้ามาในจวนแห่งนี้แล้วท่านเป็ท่านแม่ของท่านแม่ทัพหลี่ก็เหมือนกับเป็แม่ข้าเช่นกัน”
“แต่องค์ชาย...”
“ไม่มีแต่ขอรับ...”
เป็คำสั่งที่เด็ดขาดพอตัวสำหรับซิ่วเหอเพราะเ้าตัวเป็ถึงเชื้อพระวงศ์จึงไม่ค่อยมีคนขัดใจเขา ที่ซิ่วเหอทำตัวเช่น นี้ก็เพราะเขาอยากจะประชดชีวิตของตัวเองก็เท่านั้นปกติแล้วเขาไม่มีนิสัยเช่นนี้เลยเป็องค์ชายที่อ่อนโยนที่สุด
“องค์ชายไปไหนพะยะค่ะ”ชูเฉียงขันทีคนสนิทเอ่ยถาม
“ข้าจะไปที่ห้องครัวเ้ารู้หรือไม่ว่าห้องครัวอยู่ทางไหน”
“รู้พะยะค่ะ”
ชูเฉียงรีบพาซิ่วเหอเดินไปยังห้องครัวพอไปถึงก็มีบ่าวรับใช้ภายในจวนอยู่สองสามคนเท่านั้น
“องค์ชาย...ทรงมาได้อย่างไรเพคะ”บ่าวคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
“ข้าก็เดินมาเ้าไม่เห็นรึ!” พอซิ่วเหอขึ้นเสียงหน่อยบ่าวนางนั้นก็รีบก้มคุกเข่าขอโทษทันที
“บ่าวผิดไปแล้วเพคะบ่าวผิดไปแล้ว....องค์ชายโปรดไว้ชีวิตหม่อมฉันด้วย....” นานนักที่จะมีคนมาทำแบบนี้ตรง หน้าซิ่วเหอ ก่อนที่เขาจะแอบขำอยู่ในใจ
“เ้าชื่ออะไร...”
“บ่าวเจียงลี่ เพคะ”
“เจียงลี่เ้าลุกขึ้นได้...”
“ขอบพระทัยเพคะองค์ชาย”
“เจียงลี่...เ้าช่วยจัดเตรียมวัตถุดิบให้ข้าได้หรือไม่เพราะว่าข้าจะทำอาหาร”
“เพคะ...”
บ่าวรับนามว่าเจียงลี่รีบทำตามพระประสงค์ของซิ่วเหอ นางไม่รู้ว่าที่ซิ่วเหอออกคำสั่งไปเพราะอะไรหรือที่นางได้ยินนั้นมันผิดเพี้ยนกันแน่
ผ่านไปแค่ครึ่งชั่วยามบ่าวรับใช้ทั้งสามนางก็กลายมาเป็ลูกมือของซิ่วเหอเขาทำอาหารได้หลากหลายแถมยังเป็อาหารชาววัง
“อาหารพวกนี้บ่าวมิเคยเห็นเลยเพคะ...”เจียงลี่เอ่ยถามซิ่วเหอ
“ที่ข้าทำมันเป็อาหารของคนในวังเ้ามิเคยเห็นก็ไม่แปลกอะไรตรงนี้ข้าจัดสำรับเสร็จแล้วเจียงลี่เ้ายกไปให้ท่านแม่ทีส่วนสำรับนี้ชูเฉียงเ้ายกตามข้ามา”
บ่าวรับใช้ทำตามคำสั่งพวกนางยกสำรับมาที่เรือนของหลี่ซูซึ่งเป็ท่านแม่ของท่านแม่ทัพผู้เป็ใหญ่ในกองทัพทหาร
“เดี๋ยวเ้าไปเชิญเสด็จองค์ชายมาเสวย...อาหารสำรับนี้ผู้ใดทำงั้นรึ...”
“เรียนฮูหยินสำรับนี้องค์ชายทรงทำขึ้นแล้วบอกบ่าวยกมาให้ฮูหยินเ้าค่ะ”
หลี่ซูคิดอย่างไม่น่าเชื่อว่าองค์ชายพระองค์นี้จะทำข้าวปลาอาหารได้หรือที่เขาลือกันมาว่าเป็องค์ชายก้นครัวนั้นเป็ความจริง
ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเป็บุตรหลานเชื้อพระวงศ์อยู่ดี
ข้าวปลาบนสำรับมีหลากหลายน่าทานยิ่งนักหลี่ซูมองแล้วก็อดที่จะลองชิมสิ่งที่อยู่ตรงหน้าดู เพียงคำแรกก็รู้รสชาติที่ไม่มีที่ใดเหมือนเหมือนฝีพระหัตขององค์ชายไปได้
“แม้ข้านั้นไม่ค่อยชอบเื่พระราชทานสมรสนี้หากแต่ว่าองค์ชายทำได้ถึงเพียงนี้เฟยเย่ลูกของข้าคงไม่อดตาย...”
อีกด้านขององค์ชายซิ่วเหอแม้จะไม่ชอบจวนหลี่นักแต่ก็ยังดีกว่าในวังหลวง ที่นั้นดูวุ่นวายไม่เว้นแม้แต่ละวันถ้าเขายังอยู่ในวังวันนี้คงโดนแกล้งอย่างทุกวันเช่นเคยแต่วันนี้กับรู้สึกสบายหูขึ้นมาบ้าง
ข้าออกมาจากวังได้ก็ถือว่าดี...แต่เสด็จแม่ของข้าตอนนี้จะเป็อย่างไรบ้าง
“พระสนมเพคะพระสนมกุ้ยเหรินมาเพคะ”
“นางคงมาหัวเราะเยาะข้าเป็แน่เอาเถอะเ้ารีบไปบอกนางว่าเข้ามาได้”
“เพคะพระสนม...”
นางกำนัลคนสนิทของพระสนมฉางจ้ายรีบออกไปเอ่ยบอกพระสนมกุ้ยเหรินจริงๆไม่ต้องเข้ามาเชิญปกตินางจะบุกเข้าไปเลยไม่บอกกล่าวด้วยซ้ำเพราะนางเห็นว่าฉางจ้ายอยู่ต่ำกว่านาง นางจะทำเช่นไรก็ย่อมได้ แถมบุตรชายของนางยังเป็ถึงองค์ชายสองของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน
“เ้าไม่ต้องลุก...นั่งลงเถิด”กุ้ยเหรินเอ่ยบอกฉางจ้ายด้วยน้ำเสียงที่ดูเศร้าแต่ในใจนางแฝงไปด้วยความประสงค์อัน เหลือร้ายพระสนมฉางจ้ายรู้ดีว่านางมาหานางเพื่อจุดประ สงค์อันใด
“พระสนมเสด็จมาหาหม่อมถึงที่ตำหนักมีเื่อันใดหรือเพคะ”
“ข้าเป็ห่วงเ้าเห็นว่าลูกของเ้าต้องตบแต่งกับบุรุษที่ไม่ใช่สตรี เ้าคงทรมานและเสียใจไม่น้อยข้าจึงอยากมาปลอบเ้าหวังให้เ้าดีขึ้น...” แม้นางจะบอกว่ามาปลอบแต่คำพูดของนางแฝงด้วยมารยา แค่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่แล้ว
“หม่อมฉันมิได้เศร้าโศกเสียใจอันใดลูกของหม่อมฉันได้แต่งงานกับบุรุษก็ถือว่าดีแล้วเพราะบุรุษผู้นั้นเป็ถึงแม่ทัพใหญ่ของแคว้นและแม่ทัพใหญ่ผู้นั้นก็ยังเป็ที่โปรดปรานของฮ่องเต้เช่นนี้แล้วหม่อมฉันควรดีใจมิใช่รึพระสนม...”
อีกฝ่ายพระสนมกุ้ยเหรินพอได้ฟังแล้วถึงกับพูดไม่ได้คลายไม่ออกหากนางมาวันนี้้าเห็นความเศร้าโศกของพระสนมฉางจ้ายแต่คราวนี้กับไม่เป็ไปตามที่นึกคิดมันผิดแผนไปเสียหมด
“เหตุใดเ้าคิดเช่นนั้นฉางจ้ายเ้าไม่คิดว่ามันไม่เหมาะสมกันบ้างรึ...”
“เหมาะหรือไม่นั้นข้ามิบังอาจขัดฮ่องเต้ได้เพคะ”
ทุกประโยคที่พระสนมกุ้ยเหรินได้ฟังยิ่งทำให้นางโกรธมากกว่าเดิมจะแกล้งอีกฝ่ายให้ซ้ำใจเล่น แต่กลับโดน โถลกหนังกลับคืนมา มันแสนเ็ปยิ่งนัก
“ถ้าเ้าไม่เป็อะไรก็ดีแล้วข้าจะกลับตำหนักก่อน ”
“เพคะ”ฉางจ้ายโค้งคำนับกุ้ยเหรินตามธรรมเนียม
แม้พระสนมฉางจ้ายจะเอ่ยตอบกลับกุ้ยเหรินไปเช่นนั้น เพราะอยากจะเอาคืน แต่ภายในใจนั้นเ็ปยิ่งกว่าเสียอีก มีที่ไหนกันที่บุตรชายของตัวเองต้องไปแต่งงานกับบุรุษเช่นนั้น สู้ไปแต่งงานกับสาวชาวบ้านไม่ดีกว่างั้นรึ..
“เ้าเห็นหน้าของนางไหม...”ฉางจ้ายหันไปถามนางกำนัลคนสนิท
“เห็นเพคะพระสนมครั้งนี้พระสนมเอ่ยมา...กินใจหม่อมฉันที่สุดเลยเพคะ”
“งั้นรึ...”
จวนหลี่.....
ทุกวันๆหลี่เฟยเย่นั้นมิเคยอยู่บ้านแม้แต่ยามนี้ก็ไม่เห็นเงาของเขาขนาดบ่าวรับใช้ที่คิดว่าตนเองตื่นก่อนไก่โห่ก็ยังไม่เคยเห็นผู้เป็นายบางครั้งเฟยเย่ก็พักค้างอ้างแรมอยู่ที่ค่ายทหารของเขา
“ชูเฉียง...เ้ารู้หรือไม่ว่าแม่ทัพหลี่ออกไปไหนแต่เช้า”ซิ่วเหอหันไปถามขันทีคนสนิทตอนนี้ซิ่วเหอครองตำแหน่งแม่ครัวของจวนหลี่เป็การเรียบร้อย
“กระหม่อมมิทราบพะยะค่ะองค์ชายหรือองค์ชาย้าที่จะพบท่านแม่ทัพหลี่ เดี๋ยวกระ...”
“พอ...ข้ามิได้อยากรู้เื่ของหลี่เฟยเย่..”ตอบคำ ถามจบซิ่วเหอก็หันกลับไปทำกับข้าวกับปลาต่อ เขาไม่ได้ทำให้เพียงท่านแม่หลี่ซูแต่เขาทำเผื่อทุกผู้ทุกคนภายในจวนหลี่
“องค์ชาย...กระหม่อมคิดว่าเราควรหาโอกาสเข้าวังหลวงไปเข้าเฝ้าพระสนมดีหรือไม่พะยะค่ะ...”
“ความจริงข้าก็ออกมาอยู่นอกวังหลายวันแล้วไปเข้าเฝ้าเสด็จแม่ก็ไม่เลวเหมือนกัน”
“ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมไปเตรียมของให้องค์ชายนะพะยะค่ะ...”
ซิ่วเหอทำอาหารไปยิ้มไปวันนี้เขาคิดว่าจะเข้าวังไปหาเสด็จแม่หลังจากที่ออกมาจากวังหลวงนานแรมเดือนยิ่งคิดก็ยิ่งคิดถึงได้ไปเข้าเฝ้าสักครั้งก็คงจะดีไม่น้อย
ชูเฉียงรีบเข้ามาเก็บของภายในเรือนของหลี่เฟยเย่เพราะซิ่วเหอก็พักอยู่ที่เรือนเดียวกัน แต่ทั้งสองแยกเตียงนอนกันชูเฉียงกำลังเก็บของอยู่นั้นเขาไม่ทราบว่ายังมีอีกคนอยู่ภายในเรือนเหมือนกันกับเขา
“เ้ากำลังจะทำอันใดรึ...”หลี่เฟยเย่ถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
แค่น้ำเสียงเช่นนี้ก็ดึงเอาความกลัวของขันทีผู้น้อยถึงกับตัวสั่น
“ข้า....ข้ามา....มาเก็บข้าวของเตรียมตัวเข้าวังหลวงกับองค์ชายขอรับ...”
“กลับไปบอกนายของเ้าเสียใหม่ว่า...ข้าไม่อนุญาตให้เข้าวังหลวง”
ชูเฉียงรีบนำคำสั่งจากท่านแม่ทัพไปบอกแก่นายของตัวเองชูเฉียงกลัวเฟยเย่จึงรีบวิ่งจนไม่ทันระวังขาจึงไปสะดุดกับสิ่งบางอย่างจนทำให้เขาหกล้ม
อึก....เสียงที่ดังมาจากข้างนอกห้องครัวซิ่วเหอสงสัยจึงรีบเดินออกไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น
“ชูเฉียง...นั่นเ้าไปทำอะไรตรงนั้น?”
“องค์ชาย......”
ซิ่วเหอรีบพยุงตัวอีกฝ่ายขึ้นทันทีพลางปัดเศษฝุ่นออกให้ขันทีคนสนิท...