ความมืดมิดและแรงกระแทกอันรุนแรงดูดกลืนทุกััของ หลี่มี่เยว่ เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังร่วงหล่นลงไปในห้วงอวกาศอันไร้ที่สิ้นสุด ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลง เมื่อลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง แสงแดดอบอุ่นสาดส่องลงมาต้องเปลือกตา เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วและกลิ่นดินชื้น ๆ ลอยเข้ามาปะทะจมูก เธอพยายามขยับตัว แต่ความเ็ปแปลบแล่นไปทั่วร่างราวกับถูกรถม้าทับ
"อ๊า!" เธอร้องออกมาเบา ๆ พลางลืมตาโพลง สำรวจสภาพแวดล้อมรอบตัว นี่ไม่ใช่แดน์อย่างแน่นอน ต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นทอดเงาลงมา บนท้องฟ้ามีเมฆก้อนสีขาวลอยอ้อยอิ่ง และอากาศก็บริสุทธิ์จนน่าประหลาดใจ
"ที่นี่ที่ไหนกัน..." เธอพึมพำกับตัวเอง พยายามรวบรวมพลังเซียน แต่กลับพบว่าพลังของเธออ่อนแอลงอย่างน่าใ ราวกับถูกกดทับด้วยแรงบางอย่าง หลี่มี่เยว่ยังคงอยู่ในชุดอาภรณ์เซียนสีขาวบริสุทธิ์ที่ขาดวิ่นเล็กน้อย แต่สภาพร่างกายกลับไม่ได้าเ็สาหัสอย่างที่คิด
ทันใดนั้น ดวงตาของเธอก็พลันเหลือบไปเห็นร่างของบุรุษผู้หนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่ไม่ไกลจากเธอ มู่เหยียน! จอมมารผู้ยิ่งใหญ่ บัดนี้กลับนอนหมดสติอยู่บนพื้นดิน ไม่เหลือเค้าของความน่าเกรงขามเลยแม้แต่น้อย ร่างกายของเขาถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นดินและรอยขีดข่วนเล็กน้อย ชุดอาภรณ์สีดำสนิทของเขาเองก็เปื้อนเปรอะและขาดรุ่งริ่งไม่ต่างกัน
หลี่มี่เยว่ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ระหว่างปล่อยให้เขานอนอยู่ตรงนั้นหรือเข้าไปดู ทว่าความรู้สึกบางอย่างผลักดันให้เธอคลานเข้าไปใกล้ เธอเอื้อมมือที่สั่นเทาออกไปแตะที่ข้อมือของเขา เพื่อตรวจดูชีพจรและพลังมารที่ไหลเวียนในกาย
"พลังมาร... อ่อนแอลงมาก" เธอพึมพำด้วยความประหลาดใจ การถูกส่งมายังสถานที่แห่งนี้ ดูเหมือนจะส่งผลกระทบต่อทั้งสองฝ่ายอย่างรุนแรง
ในขณะที่เธอกำลังก้มลงดูอาการของเขา มู่เหยียน ก็พลันขยับตัว ดวงตาคมกริบของเขาเปิดขึ้นช้า ๆ ก่อนจะจ้องมองมาที่เธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสนและไม่เข้าใจ
"เ้า... เทพเซียนบ้าอะไรน่ะ" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า พลางพยายามลุกขึ้นนั่ง แต่ก็ต้องนิ่วหน้าเพราะความเ็ป
"ท่านจอมมาร ท่านตื่นแล้ว" หลี่มี่เยว่ เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนกว่าที่คิด เธอไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเขามากเท่าที่ควรจะเป็
มู่เหยียน ตวัดสายตามองเธอั้แ่หัวจรดเท้า ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด "ที่นี่ที่ไหนกัน? พลังของข้า... หายไปไหนหมด!" เขาลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล พลางลองรวบรวมพลังมาร แต่กลับพบว่ามันอ่อนแอลงจนแทบไม่เหลือ
"ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน ท่านจอมมาร พลังของข้าก็อ่อนแอลงมากเช่นกัน" หลี่มี่เยว่ ตอบ เธอพยายามใช้พลังเซียนเพื่อสำรวจรอบ ๆ "ดูเหมือนเราจะถูกส่งมายังโลกมนุษย์... และเป็โลกมนุษย์ในยุคที่แตกต่างไปจากปัจจุบัน"
ทั้งสองยืนอยู่ท่ามกลางป่าทึบ เสียงสัตว์ป่าร้องก้องอยู่ไกล ๆ ราวกับจะย้ำเตือนว่าพวกเขาอยู่ในสถานที่ที่แปลกตาและอันตรายแค่ไหน มู่เหยียน หันมาจ้องมอง หลี่มี่เยว่ ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ "นี่เป็เพราะเ้า เทพเซียนไร้ประโยชน์! ถ้าไม่ใช่เพราะพลังประหลาดของเ้า เราคงไม่มาติดแหง็กอยู่ที่นี่"
หลี่มี่เยว่ ไม่ได้โกรธเคืองกับคำกล่าวหาของเขา เธอเข้าใจดีว่าจอมมารคงจะสับสนและหงุดหงิดไม่ต่างจากเธอ "ท่านจอมมาร... ไม่ว่าจะเป็ความผิดของใคร ตอนนี้เราก็ติดอยู่ที่นี่ด้วยกัน เราควรหาทางกลับไปให้ได้ก่อน"
มู่เหยียน ถอนหายใจอย่างแรง ก่อนจะเดินนำไปข้างหน้าอย่างไม่ไยดี "เ้าจะตามมาหรือไม่ก็ตามใจข้าจะไปหาทางออกเอง"
หลี่มี่เยว่ ได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ เธอรู้ดีว่าเธอไม่สามารถทิ้งจอมมารที่พลังอ่อนแอลงได้ เธอจึงรีบเดินตามเขาไปอย่างเงียบ ๆ
การเดินทางในป่าทึบเป็ไปอย่างยากลำบากสำหรับทั้งคู่ที่คุ้นเคยกับการใช้พลังวิเศษ มู่เหยียน ผู้ซึ่งไม่เคยต้องเดินเท้าหรือใช้แรงกายขนาดนี้มาก่อน เริ่มมีเหงื่อซึมที่หน้าผาก ในขณะที่ หลี่มี่เยว่ แม้จะอ่อนแอลง แต่ก็ยังคงความสง่างามไว้ได้
เมื่อค่ำลง ทั้งสองต้องหาที่พักใต้ต้นไม้ใหญ่ มู่เหยียน นั่งพิงลำต้นด้วยความหงุดหงิด เขาก้มมองรอยแผลเป็ลึกลับที่หน้าอก ที่ตอนนี้ดูเหมือนจะปวดแปลบยิ่งกว่าปกติ "ให้ตายเถอะ... ข้าไม่เคยอ่อนแอถึงเพียงนี้มาก่อน"
หลี่มี่เยว่ สังเกตเห็นรอยแผลเป็นั้น เธอรู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาด ราวกับเคยเห็นมันที่ไหนมาก่อน แต่ก็จำไม่ได้ "ท่านจอมมาร... รอยแผลเป็นั้น" เธอชี้ไปที่หน้าอกของเขา
มู่เหยียน รีบดึงเสื้อลงปิดทันที "อย่ามายุ่งเื่ของข้า เทพเซียน"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนที่ หลี่มี่เยว่ จะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง "ท่านจอมมาร... แม้เราจะเป็ศัตรูกัน แต่ตอนนี้เราก็ต้องพึ่งพากัน การอยู่รอดเป็สิ่งสำคัญกว่าความบาดหมางในตอนนี้"
มู่เหยียน ไม่ตอบ เขาหลับตาลงพยายามพักผ่อน ทว่าในใจกลับรู้สึกสับสน เขาไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะต้องมาติดแหง็กอยู่ในที่แปลก ๆ กับเทพเซียนที่เขาควรจะเกลียดชัง แต่ในความสับสนนั้น กลับมีความรู้สึกบางอย่างก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ ความรู้สึกที่ไม่ใช่ความเกลียดชัง แต่เป็ความคุ้นเคย... ความคุ้นเคยที่ยากจะอธิบาย