ในรถระหว่างทาง ทั้งคู่พูดคุยกันเรื่องงานอย่างเป็นทางการ แต่ทุกอย่างก็พังลงในห้องประชุมเล็กๆที่ไร้ผู้คน นัทพงษ์เดินเข้ามาใกล้เธออีกครั้ง สัมผัสไหล่เบาๆ แล้วถามเสียงแหบพร่า“พี่คิดถึงผมบ้างไหมครับ... เวลาที่อยู่กับพวกเขา”
มารตีหันไปสบตาเขา หัวใจเต้นแรงจนเจ็บหน้าอก “นัทพงษ์… เราไม่ควร…” เธอพูดเสียงสั่น
“แต่พี่ก็ไม่เคยห้ามผมเลยนี่” เขากระซิบก่อนจะโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ “เพราะพี่ก็รู้สึกเหมือนผมใช่ไหมครับ…”
ริมฝีปากเขาแตะลงบนริมฝีปากหญิงสาวเพียงแผ่วเบาแต่หัวใจของเธอกลับเต้นรัวราวกับถูกไฟช็อต
ก่อนตอบจูบนั้นโดยไม่รู้ตัวและเมื่อผละออก เธอกลับยิ่งสับสนกว่าเดิม นี่มันมากเกินกว่าคำว่าหลงใหลแล้ว…แต่ถ้ามันคือความรักเธอจะทำยังไงกับความรักที่มีอยู่แล้วสองคน?
มารตีหลบตา เดินออกจากห้องประชุมโดยไม่หันกลับไป แต่เธอรู้ว่า…เขายืนมองตามหลังมาแน่ๆ หญิงสาวกลับมาที่รถ จับพวงมาลัยแน่น ใจเต้นไม่เป็นจังหวะ “ฉันไม่สามารถเลือกได้… หรืออาจจะไม่ควรต้องเลือกเลย”เธอกระซิบกับตัวเองเบาๆ แต่เมื่อความขัดแย้งยังคงกรีดลึกอยู่ในใจ สาวสวยก็รู้ดีว่าทางข้างหน้าจะไม่มีวันเรียบง่ายอีกต่อไป
คืนวันศุกร์เงียบสงัดกว่าทุกคืน มารตีนั่งอยู่ที่ระเบียงชั้นบนสุดของบ้านมองออกไปยังผืนฟ้ายามค่ำที่เต็มไปด้วยดวงดาว เธอกำแก้วไวน์ในมือแน่นเล็กน้อยปลายนิ้วเย็นเฉียบจากลมเบาๆ ที่ลอยมาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ หญิงสาวไม่รู้ว่าตัวเองกำลังรออะไร...หรือกำลังกลัวอะไร บางที... กลัวคำตอบที่หัวใจจะให้
ข้างในบ้าน วรเมธกำลังอาบน้ำหลังจากทำอาหารมื้อค่ำ ปพนต์เพิ่งเดินขึ้นบันไดไปเอาเอกสารจากห้องทำงานมารตีได้ยินเสียงฝีเท้าเขาเบาๆ ทว่าเธอเลือกที่จะไม่หันกลับไปมอง เธออยากอยู่คนเดียว…เพราะหัวใจที่แสนบอบบางของเธอไม่อาจแบกรับเสียงของใครเพิ่มได้อีกแล้ว
ตอนกลางวัน เธอใช้เวลากับนัทพงษ์ในการจัดเตรียมโครงการใหม่และมันไม่ใช่เพียงเรื่องงานอีกต่อไป
แม้เขาจะไม่ได้แตะต้องเธอมากเกินควรไม่ได้พูดอะไรที่เกินเลย หรือที่ดูไม่เหมาะสม แต่สายตาของเขา… ทุกคำพูดทุกการเว้นจังหวะ… มันพูดชัดเจนกว่าทุกอย่าง เขารู้ว่าเธอรู้ และเธอก็รู้ว่าเธอไม่อาจโกหกตัวเองได้อีกแล้ว
มารตีเงยหน้าขึ้น กลืนความรู้สึกหนักอึ้งลงไปพร้อมไวน์ในแก้วเธอไม่เคยคิดว่าความรักที่มากมายจะกลายมาเป็นภาระได้...แต่ตอนนี้ เธอกลัวว่าตัวเองจะทำลายสิ่งที่งดงามที่สุดในชีวิตของเธอซึ่งก็คือความผูกพันอันลึกซึ้งกับวรเมธและปพนต์ เธอไม่อยากสูญเสียพวกเขา แต่เธอก็ไม่อาจผลักนัทพงษ์ออกจากหัวใจได้
เสียงประตูเลื่อนเปิดออกอย่างเบาวรเมธเดินออกมาด้วยเสื้อยืดสีขาวตัวหลวมและผ้าขนหนูที่ยังพาดคออยู่เขาไม่ได้พูดอะไรทันที เพียงแค่นั่งลงข้างๆ แล้วหยิบแก้วไวน์ของตัวเองขึ้นจิบ
“หนาวเหรอ” เขาถามเบาๆ ขณะมองเธอ มารตีส่ายหน้า ยิ้มบางๆ
“ไม่หนาวค่ะ แต่คิดมาก”
วรเมธหัวเราะเบาอย่างเข้าใจ ก่อนจะขยับมาใกล้ ลูบหลังเธอเบาๆ “ก็คิดให้ถึงที่สุดสิแล้วค่อยกลับมา”
คำพูดของเขาทำให้มารตีหันไปมองตาเขา น้ำตาแทบจะเอ่อล้นในวินาทีนั้น ปพนต์เดินตามออกมาไม่นานเขาไม่พูดอะไร แค่หย่อนตัวลงนั่งอีกด้านหนึ่งของเธอ แล้วเอนหัวพิงไหล่เธอ สามคน...เงียบงัน แต่ทุกอย่างก็ชัดเจนเกินกว่าคำพูด
“ถ้า…” มารตีเริ่มพูดเสียงเบา “…ถ้าวันหนึ่งรตีมีใครอีกคนเพิ่มเข้ามาในใจพวกคุณสองคนจะยังอยู่ตรงนี้ไหมคะ”
ปพนต์ไม่ตอบทันที แต่ยกมือขึ้นมากุมมือเธอแน่น วรเมธถอนหายใจเบาๆ “แล้วแต่คุณจะเลือก”วรเมธพูด “…เราอยู่ที่นี่เพราะเรารักคุณ ไม่ใช่เพราะคุณต้องเลือกระหว่างเรากับใคร”
“แต่รตีต้องเลือกว่าจะใช้หัวใจยังไง” ปพนต์เสริม “เพราะถ้ารตีปล่อยให้มันเดินหลายทางโดยไม่ชัดเจนสุดท้ายมันจะพังลงทั้งหมด”
มารตีกลืนน้ำลายลงอย่างยากลำบาก เธอรู้ว่าปพนต์พูดถูก ความรักของเธอไม่เคยมีเส้นแบ่งแต่ตอนนี้ เธอกำลังเดินอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่าง “ความรัก” กับ “ทรยศ”
วันต่อมา มารตีขอให้นัทพงษ์ไปพบกันนอกรอบ ณ ร้านกาแฟเล็กๆริมแม่น้ำที่เธอเคยชอบมานั่งอ่านหนังสือ เขามาก่อนเวลาเหมือนเคย ใส่เสื้อเชิ้ตสีครีมกับนาฬิกาหนังที่เธอเคยแอบมองมารตีนั่งลงฝั่งตรงข้าม ใจเต้นแรงเหมือนครั้งแรกที่ได้สัมผัสมือเขา
“พี่ดูเครียด นะครับ” เขาเป็นฝ่ายเริ่มพูดก่อน
มารตียิ้มบาง แล้วตอบเสียงเบา “พี่มีเรื่องจะพูดกับเธอ”
“ผมกำลังฟังอยู่ครับ” เขาตอบง่ายๆ และจริงใจ
เธอถอนหายใจยาว “พี่… ไม่ได้อยากหลีกหนีจากเธอ หรือบอกว่าพวกเราควรหยุด”
...“แต่พี่ก็ไม่สามารถให้เธอได้ทั้งหมด”
นัทพงษ์นิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าเบาๆ “ผมไม่ได้ต้องการทั้งหมด...ผมแค่ต้องการให้พี่ซื่อสัตย์กับตัวเอง และกับผมด้วย”
มารตีหลุบตามองถ้วยกาแฟที่ยังไม่ถูกแตะต้อง เสียงรอบตัวเหมือนเงียบลงเหลือแค่หัวใจเธอที่เต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก“แล้วถ้าพี่เลือกที่จะไม่เลือกล่ะ?” เธอถามเสียงแผ่วเบา
นัทพงษ์ยิ้ม เศร้าเล็กน้อยแต่มั่นคง “ถ้าใจพี่มีผมอยู่ผมจะอยู่ตรงนี้… ไม่ว่าพี่จะเลือกยังไง”
คำตอบของเขาไม่ได้ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น แต่มันทำให้เธอรู้ว่าไม่ว่าจะเลือกอะไร เธอจะต้องยืนอยู่บนความชัดเจน ความสัมพันธ์ที่ดี…เริ่มต้นจากความซื่อสัตย์ แม้ว่าอาจต้องเจ็บบ้างในตอนแรก มารตีเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างจริงจังวันนี้เธอยังไม่เลือก แต่เธอจะไม่วิ่งหนีอีกแล้ว
เสียงคลื่นจากเครื่องปรับอากาศในห้องนอนดังแผ่วเบาแข่งกับเสียงลมหายใจของมารตีที่กำลังทอดกายอยู่บนเตียงกว้างใบหน้าของเธอแนบอยู่กับต้นแขนของปพนต์ ส่วนวรเมธก็กำลังใช้นิ้วลูบเส้นผมของเธออย่างแผ่วเบาห้องนอนอบอุ่นด้วยไอรักที่ยังไม่จาง ความเงียบไม่ได้อึดอัดหากแต่เต็มไปด้วยคำถามที่เธอซ่อนไว้ลึกๆ ในใจ...คืนนี้...เป็นอีกคืนที่เธอรู้สึกรักพวกเขาอย่างหมดหัวใจทั้งปพนต์และวรเมธต่างเติมเต็มเธอในแบบที่ไม่อาจหาใครมาแทนได้
แต่นั่นแหละ...มันคือประเด็น ทำไมเธอถึงยังรู้สึกถึงคนอื่นได้อีก? ทำไมใจเธอยังสั่นไหวเมื่อเห็นแววตาใสซื่อของนัทพงษ์? มันคือความหลงใหลชั่ววูบหรือบางอย่างที่ซ่อนลึกอยู่ใต้จิตใจที่เธอยังไม่กล้ายอมรับ?
“คิดอะไรอยู่เหรอครับ” วรเมธถามเสียงแผ่ว ไม่ต้องเปิดตาก็รู้ว่าเธอยังไม่ได้หลับ
มารตีหันหน้าไปมองเขา ยิ้มจางๆ “กำลังคิดถึงคำว่ารักค่ะว่ามันแปลว่าอะไรแน่”
ปพนต์ขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้น โอบเธอไว้จากด้านหลังเสียงทุ้มของเขาดังใกล้หู “แล้วรตีรู้สึกว่ารักพวกเราสองคนเหมือนกันไหม?”
คำถามนั้นตรงเกินไป…และอ่อนโยนเกินกว่าจะผลักไส “ไม่เหมือนกันค่ะแต่ลึกซึ้งเท่ากัน” เธอตอบตามตรง ไม่หลบตา
วรเมธหัวเราะเบาๆ “ดีแล้ว... ผมก็ไม่อยากให้คุณรักเราแบบเดียวกันมันจะดูไม่แฟร์เลย”
ปพนต์พยักหน้าแนบกับแก้มเธอ “ขอแค่รตีจริงใจกับความรู้สึกตัวเอง พี่ก็พอใจแล้ว”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจมารตีกระตุกเบาๆ จริงใจกับความรู้สึกตัวเอง...งั้นถ้าเธอบอกว่า...ในใจลึกๆยังมีใครอีกคนที่เธอห้ามใจไม่อยู่ พวกเขาจะยังพูดแบบนี้อยู่ไหมนะ? เธอยังไม่กล้าพอจะตอบคำถามนี้ เพราะแม้จะรักและซื่อสัตย์ต่อวรเมธและปพนต์แค่ไหนหัวใจของเธอก็ยังไม่ได้หยุดอยู่แค่สองคนนี้ แต่คืนนี้... เธอขออนุญาตตัวเองให้รัก เพียงเท่านี้ก่อนรักวรเมธในความอ่อนโยนและสม่ำเสมอ รักปพนต์ในความมั่นคงและการอยู่เคียงข้างในทุกสถานการณ์และเมื่อถึงวันนั้น วันที่เธอกล้าพอจะยอมรับความรู้สึกทั้งหมด
เธอจะพูดมันออกไป… อย่างซื่อตรงเหมือนเช่นวันนี้ ตอนนี้... เธอขอแค่ได้หลับตาในอ้อมแขนของคนที่เธอรักอย่างไม่มีข้อแม้...ก่อนที่พรุ่งนี้จะเริ่มต้นใหม่ พร้อมความจริงทั้งหมดในหัวใจสีชมพูของเธอ