“เช่นนั้น ข้าควรทำเช่นไร”
“ข้าขอไปปรึกษาท่านพ่อก่อนเพราะไม่ใช่แค่ว่าสร้างที่มาให้เ้าได้แล้วปัญหาก็จะจบเพียงเท่านี้แต่ปัญหาต่อไปคือ จะทำอย่างไรให้เ้าได้เป็ศิษย์ของสำนัก”
“สำนัก?”
“ใช่สำนักวิหคครามสาขาประจำเมืองประกายเงิน ทุกคนที่ฝึกพลังล้วนแต่ต้องเป็ศิษย์ของสำนักวิหคครามเพื่อเรียนรู้ทักษะการใช้พลัง เมื่อข้าสร้างที่มาของเ้าได้แล้วท่านพ่อข้าซึ่งเป็เ้าเมือง จะต้องแนะนำเ้ากับสำนักวิหคครามสาขาด้วยตนเองเพื่อรับรองสถานะพลเมืองที่ถูกต้องของเมืองประกายเงิน”
“ข้าสามารถเรียนรู้การใช้พลังด้วยตนเองได้เป็ไปได้หรือไม่ว่าข้าจะเข้ารับการทดสอบโดยไม่ต้องเข้าสำนัก”
“ไม่ได้กฏระเบียบนี้ถูกเขียนขึ้นจากนครวิหคครามและควบคุมโดยคนจากนครวิหคครามเพื่อผลประโยชน์ของพวกเขาแล้วจึงไม่มีทางยอมให้ทุกเื่เล็ดลอดสายตาของพวกเขาไปได้ โดยเฉพาะกับเื่ผู้ใช้พลัง”
“เช่นนั้นต้องรบกวนเ้าแล้ว”
เมื่อการสนทนาของทั้งสองจบลงเซียนอิน ก็แยกตัวออกไปหาบิดาของนาง เพื่อจัดการสิ่งที่เทียนคง้าเพราะตอนนี้นางได้เป็หนี้เขาสองครั้งแล้วครั้งแรกคือตอนที่นางถูกสัตว์อสูรรุมทำร้ายจนเกือบจะถึงแก่ความตาย ก็ได้เทียนคงช่วยชีวิตเอาไว้และครั้งที่สองก็คือการที่เทียนคงสามารถปรับปรุงโรงหลอมอาวุธนี้ให้กับเมืองของนางดังนั้นในตอนนี้ไม่ว่าจะเป็เื่ใดที่เทียนคง้า หากสามารถทำได้ นางจะทำให้กับเทียนคงอย่างสุดความสามารถเพื่อลดความรู้สึกติดค้างบุญคุณระหว่างนางและเทียนคง แม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี
“เฮ้ออนี่ขนาดแค่อยู่บนดาวเคราะห์ดวงเล็ก ๆ ยังมีเื่ให้ปวดหัววุ่นวายเพียงนี้หากไปถึงดาวเคราะห์ที่ใหญ่ขึ้น การเมืองพวกนี้คงจะยิ่งซับซ้อนและน่าปวดหัวน่าดูข้าต้องระมัดระวังให้มาก หากพิจารณาถึงสถานการณ์ตอนนี้แล้ว การแย่งชิงอำนาจผลประโยชน์ของนครวิหคคราม คงจะใช้วิธีการผูกขาดอำนาจทางกำลังการรบคงจะไม่ใช่เื่ดีถ้าหากข้าจะปะทะกับพวกเขาตรง ๆข้าคงต้องเลือกการฝึกพลังด้านการรักษาหรือควบคุม”
หากพูดถึงความสามารถของเทียนคงนั้นเขาสามารถฝึกพลังได้ทั้งสามรูปแบบไปพร้อม ๆกัน แต่ด้วยความที่้าปกปิดความสามารถที่แท้จริงเขาจึงมีความจำเป็จะต้องพลางตัวให้ไม่เป็ที่โดดเด่นจนเกินไปจนเกิดความระแวงสงสัยจากผู้ที่ไม่ประสงค์ดีต่อเขา ซึ่งในปัจจุบันนี้เขาก็ไม่รู้ว่าใครบ้างที่อาจจะเป็ศัตรูโดยแท้ของเขาเพราะแม้แต่ตัวเขาเองยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็ใคร จึงไม่อาจรู้หรือวิเคราะห์ได้ว่าใครจะเป็มิตรหรือศัตรู
เมื่อเทียนคงวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันโดยคร่าวได้แล้วก็ตัดสินใจที่จะฝึกพลังในด้านการรักษาหรือควบคุมโดยเลี่ยงที่จะฝึกพลังด้านการส่งเสริมเนื่องจากเป็รูปแบบด้านการรบโดยตรงเพราะนั่นอาจเป็ปัญหาให้กับเขาถึงการถูกมองว่าเป็ภัยคุกคามต่อผู้อื่นได้ตรงข้ามกับสองรูปแบบข้างต้นที่เป็รูปแบบด้านการสนับสนุนเสียมากกว่าดังนั้นแล้วเมื่อฝึกพลังสองรูปแบบนี้ก็จะถูกประเมินให้เป็ภัยคุกคามที่น้อยกว่าเป็อย่างมากเมื่อเทียบกับรูปแบบด้านส่งเสริม
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว เทียนคง ก็เริ่มที่จะศึกษาการใช้พลังงานในรูปแบบทั้งสองอย่าง อย่างจริงจังและได้ผลลัพธ์ที่น่าแปลกใจอยู่บ้างจากการใช้รูปแบบด้านการควบคุม เพราะเป็รูปแบบที่หลากหลายมากกว่ารูปแบบอื่นๆอยู่มาก เช่น รูปแบบส่งเสริมก็จะตามชื่อเรียกขานจะเป็การรวบรวมพลังเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับร่างกายในส่วนต่าง ๆส่วนรูปแบบการรักษาจะเพิ่มความหลากหลายขึ้นมาเล็กน้อยคือการรวบรวมพลังเพื่อเปลี่ยนให้เป็การซ่อมแซมหรือสร้างอวัยวะขึ้นมาใหม่และอีกรูปแบบย่อยคือการเปลี่ยนให้เป็การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของร่างกาย หรือลบล้างสิ่งผิดปกติให้ออกจากร่างกายได้
แต่รูปแบบควบคุมนั้นต่างออกไปผู้ใช้พลังจะไม่ได้ใช้พลังต่อร่างกายผู้ใช้หรือผู้อื่นโดยตรง แต่จะเป็การควบคุมวัตถุอื่นๆรอบตัวของผู้ใช้ หากไม่ใช่สิ่งมีชีวิตก็จะสามารถควบคุมได้ทั้งหมด หากพิจาณาดูเผินๆ เหมือนเป็เพียงการควบคุมให้วัตถุเคลื่อนไหวตามคำสั่งเพียงแค่นั้น แต่หากผู้ฝึกเรียนรู้ได้ถึงระดับสูงให้ลึกลงไปถึงระดับโมเลกุล อะตอม หรือเล็กกว่านั้นได้จะสามารถควบคุมได้แทบทุกสรรพสิ่ง ทั้งวัตถุ สิ่งมีชีวิต และแม้แต่การควบคุมปรากฏการธรรมชาติ!! ในบันทึกของเทียนคงที่อยู่ในหัวของเขาได้ระบุว่าเคยมีผู้ใช้ต่างเผ่าพันธุ์เคยควบคุมได้ถึงการสร้างลมพายุ แผ่นดินไหวหรือแม้แต่อัสนีคลั่งได้ดั่งใจนึก
แต่การฝึกพลังรูปแบบควบคุมนั้นเป็การฝึกที่ยากที่สุดใน 3 รูปแบบพลังดังนั้นแล้วมนุษย์ที่เคยฝึกพลังในรูปแบบควบคุมที่สูงที่สุดที่มีในบันทึก ระบุว่าสามารถทำได้เพียงการควบคุมธาตุต่างๆเท่านั้น ยังไม่มีบันทึกว่ามีใครสามารถทำได้ถึงการควบคุมปรากฏการธรรมชาติ
เมื่อเทียนคง ได้อ่านและศึกษาบันทึกนี้ของการใช้พลังจึงตัดสินใจว่าจะฝึกพลังทั้งสองรูปแบบ คือ รูปแบบควบคุมเป็หลักและรูปแบบรักษาเป็รอง แต่การแสดงออกให้คนภายนอกเห็นจะเป็ตรงกันข้ามคือรักษาเป็หลัก และควบคุมเป็รอง เพื่อตบตาในอีกชั้นหนึ่งไม่ให้ใครได้รับรู้แม้แต่เซียนอินก็ตาม
หลังจากผ่านไปสองวัน เซียนอินก็ได้มายังโรงหลอมที่กำลังทำการเตรียมการปรับปรุงที่นำโดยเทียนคง
“เทียนคง ข้ามีข่าวดีและข่าวร้าย เ้าจะฟังข่าวไหนก่อน”
“ข้าขอฟังข่าวร้ายก่อนแล้วกัน”
“เ้าสามารถฝึกพลังได้แต่อนุญาตให้ฝึกในรูปแบบการรักษาเท่านั้น”
“แล้วข่าวดีล่ะ” เทียนคงแสดงท่าทีเหมือนผิดหวังอยู่บ้างแต่แท้จริงแล้วข่าวร้ายที่เซียนอินบอกเขานั้นกลับตรงกับความ้าของเขาอยู่พอดี เขาจงใจแสดงสีหน้าแบบนั้นออกมาเพื่อไม่ให้เกิดคำถามต่อเซียนอิน
“หากเ้ายอมรับเงื่อนไขเื่การฝึกพลังเ้าจะสามารถเข้าสำนักและเข้ารับการทดสอบในฐานะตัวแทนคนหนึ่งของเมืองประกายเงินได้” เซียนอินเอ่ยกับเขาด้วยท่าทีเป็กังวล เพราะในฐานะผู้ใช้พลังแล้ว ปรกติหาก้าเติบโตอย่างรวดเร็วแล้วละก็ จะต้องไปเป็นักรบแนวหน้า เพราะจะมีโอกาสได้แสดงฝีมืออย่างเต็มที่ และแน่นอนว่าจะมีโอกาสเข้าตาบุคคลระดับสูงมากกว่าสายอาชีพอื่น ๆ
“ข้ายอมรับเงื่อนไขแต่มีคำถามอยู่หนึ่งข้อ คือ ข้าสามารถฝึกพลังในรูปแบบควบคุมควบคู่ไปด้วยได้หรือไม่?”
“เ้าสามารถฝึกพลังได้สองรูปแบบอย่างนั้นหรือ”
“ข้าคิดว่าข้าทำได้”
“หากเ้าเป็ผู้ที่สามารถฝึกพลังได้สองรูปแบบจริงเ้าก็สามารถฝึกพลังสองรูปแบบได้แต่อย่างไรเสียสำนักก็จะสอนเ้าเพียงแค่รูปแบบการรักษาเท่านั้น ส่วนรูปแบบควบคุมเ้าต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง และยังคงห้ามไม่ให้เ้าฝึกพลังรูปแบบส่งเสริม”
“แค่นั้นก็พอแล้ว ขอบคุณเ้ามาก”
“เช่นนั้นในอีก 3 เดือนข้างหน้าเ้าจงมาหาข้าที่ตำหนักไม่เกินเก้านาฬิกา ท่านพ่อข้าจะพาเ้าไปสำนักเพื่อขอรับเข้าเป็ศิษย์ของสำนัก อ้อ แล้วอีกเื่หนึ่ง เื่ที่มาของเ้าขอได้ปรึกษากับท่านพ่อแล้ว เ้าสามารถใช้ชื่อเทียนคงได้ แต่เ้าไม่มีแซ่ เพราะเ้าจะเป็เด็กกำพร้าบิดามารดาและท่านพ่อข้าเจอเ้าั้แ่ยังเป็ทารกถูกทิ้งไว้ข้างถนน จึงเกิดความสงสารและรับเ้ามาเลี้ยงดูในฐานะข้ารับใช้แต่เนื่องจากเห็นความสามารถของเ้าจึงเห็นว่าควรจะส่งเสริม เพราะจะได้เป็กำลังและทำประโยชน์ต่อเมืองและนครต่อไป ดีกว่าเป็ข้ารับใช้เพียงตระกูลของข้า เ้าเข้าใจหรือไม่”
“ความจริงก็เป็เช่นนั้นอยู่แล้วข้าเข้าใจ” เทียนคงเอ่ยด้วยท่าทีนิ่งเฉยไม่ได้แสดงความรู้สึกใด ๆทั้งสิ้น เพียงแต่เอ่ยออกไปด้วยข้อเท็จจริงเพียงเท่านั้นแต่นั่นกลับทำให้เซียนอินเกิดความรู้สึกประหลาดที่อธิบายไม่ถูกอยู่ในใจ
“เ้าอาจจะไม่ได้กำพร้าบิดามารดาจริงๆ นี่ เพียงแค่ตอนนี้เรายังไม่พบพวกท่านก็เท่านั้นเอง ข้าเชื่อว่าสักวันเ้าจะต้องรู้ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหนและหาพวกเขาเจอจนได้”เซียนอินพยายามพูดเพื่อให้กำลังใจต่อเทียนคง แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ได้รู้สึกใดๆ แม้แต่น้อย
“เอาเถอะ ๆ อย่างไรข้าก็ต้องขอบใจเ้ามากสำหรับการจัดการเื่สำนักให้ข้า สักวันข้าจะตอบแทนเ้าแน่นอน ในอีกสามเดือนค่อยพบกันที่ตำหนักข้าขอตัวไปจัดการงานที่โรงหลอมต่อก่อนหากข้าทำไม่ได้อย่างที่โอ้อวดจะขายหน้าเ้าเอา” เทียนคง แท้จริงแล้วเขาเข้าใจสิ่งที่เซียนอิน้าจะสื่อถึงเขาแต่เขารู้อยู่เต็มอก ว่ามันเป็ไปไม่ได้ที่บิดามารดาของเขาจะยังมีชีวิตอยู่เพราะข้อมูลที่อยู่ในหัวเขาเป็ข้อมูลเมื่อ10,000 ปีที่แล้ว และมนุษย์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดที่เคยบันทึกในความรู้หมวดชีววิทยาก็ระบุไว้เพียง 3,000 ปีเศษเท่านั้น เขาจึงเลือกที่จะจบบทสนทนาเพื่อหลบเลี่ยงความรู้สึกกระอักกระอวนในเวลานี้ ระหว่างเขาและเซียนอิน
“ก็ได้ เช่นนั้นก็เจอกันในอีกสามเดือน ขอตัว”
เซียนอิน เห็นท่าทางของเทียนคง นางก็ไม่ได้เอ่ยอะไรต่ออีก ตัวนางเองก็พอเข้าใจเขาอยู่จึงไม่ได้รั้งอะไรเขา และจากไปด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดในใจ