แบนชีภูตสวาท (จบ)

    บทที่ 8

    แม้ตอนที่แพทริคเดินทางมาอยู่ไอร์แลนด์แล้ว และไม่มีทีท่าว่าจะอยากกลับไปอเมริกาอีก ทั้งสองก็ติดต่อกันทางจดหมายเสมอมา บ่อยครั้งที่แพทริคจะจัดส่งสำเนาของไมเคิล ที่ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารของไอริชหรือไม่ก็ยุโรปไปให้ และเพื่อเป็นการตอบแทนดังกล่าว ไมเคิลก็จะจัดส่งหนังสือหรือเอกสารที่คิดว่า จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนผู้อาวุโสมาให้แพ้ดดี้เหลือบมองนาฬิกาตั้งโต๊ะแล้วจึงได้หันมาทางชายหนุ่ม“ผมว่าเราออกไปกินอาหารกันเลยดีกว่า อ้อ..ขอเวลาเดี๋ยวนะ..!”ไมเคิลเดินกลับไปกลับมาอยู่รอบๆ ห้อง ตอนที่แพทริคเดินไปแจ้งให้เลขานุการทราบ ว่าเขาจะออกไปรับประทานอาหารกลางวัน และหลังจากนั้นก็จะเลยเข้าประชุมต่อ เมื่อเขาหันกลับมาทางไมเคิลก็ยิ้มและบอกว่า“ตอนนี้ผมสบายใจได้แล้ว เขาจะไม่ตามตัวผมก่อน 4 โมงเย็นแน่”ไมเคิลที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าต่างทอดสายตามองลงไปข้างล่างพยักหน้าพร้อมกับถามว่า“ผมอยากรู้ว่าตอนนี้เราอยู่ตรงส่วนไหนของตัวเมืองกันแน่? ”แพ้ดดี้ บีร์น เดินเข้ามาสมทบ มองลงไปข้างล่างและบอกว่า“ตรงนั้นคือถนนนัสเซอ” เขาชี้มือไปทางซ้าย “ตรงที่เลี้ยวครั้งที่สองด้านขวานั่น เดินตรงไปจะเป็นถนนคิลแดร์แล้วก็เป็นทางไปหอสมุดแห่งชาติด้วย พิพิธภัณฑ์ก็ไปทางเดียวกันนั่นแหละ” เขาเอื้อมไปหยิบเสื้อคลุมแต่แล้วก็เปลี่ยนใจเป็นหยิบร่มมาถือแทน “มา..เราไปกันเถอะ..!”ทั้งสองออกเดินไปตามช่องทางเดินที่ปูไว้พรมหนาเงียบๆ ลงบันไดไปสู่ประตูทางออกด้านข้างมหาวิทยาลัย การที่จะออกจากภายในตัวอาคารที่แสงค่อนข้างสลัวมาสู่แสงแดดจัดจ้าเช่นนี้ ทำให้แพทริคต้องหยุดยืนอยู่กับที่เป็นครู่เพื่อปรับระดับสายตา“ผมมันแก่ตัวลงทุกวัน” เขาเอ่ยขึ้นราวปรารภกับตัวเอง“เราทุกคนต่างก็แก่ตัวลงด้วยกันทั้งนั้นละครับ” ไมเคิลตอบด้วยสีหน้ายิ้มกริ่ม “แล้วนี่เราจะไปไหนกันล่ะ? ”แพดดี้ชี้ปลายร่มไปทางถนนตรงหน้า“ไปทางนั้น” ตอนที่เดินข้ามถนนไปอีกฟากหนึ่งด้วยกันนั้น แพ้ดดี้ก็เอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและอย่างระมัดระวังว่า “ผมรู้สึกว่าสถานการณ์ระหว่างคุณกับคาร์ล่าไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่นักใช่ไหม? ”คำถามนั้นทำให้ไมเคิลอึ้งไปนิดหนึ่งก่อนจะตอบว่า“อาจจะเป็นเพราะเขาไม่อยากมาอยู่ที่นี่ก็ได้ครับ”“แล้วตอนแรกมันมีความจำเป็นอะไรที่คุณจะต้องให้เขามาอยู่ที่นี่ด้วยล่ะ? ”“มันเป็นความคิดของผมเองมากกว่า คือผมคิดว่ามันน่าจะดี ถ้าเราจะได้อยู่ด้วยกันเป็นครอบครัว นอกจากนั้นเราก็ยังได้มาอยู่ในเมืองชนบทที่อากาศสะอาดสดใสกว่าในนิวยอร์กตั้งเยอะ”“ผมคิดว่าเมียคุณน่าจะชอบชีวิตในเมืองหลวงมากกว่านะ” แพ้ดดี้พูดยิ้มๆ ก่อนจะชี้ปลายร่มไปทางคฤหาสน์หลังหนึ่งซึ่งสร้างขึ้นไว้ด้วยอิฐสีขาว “นั่นไง บ้านนายกเทศมนตรี”ไมเคิลหันมองไปทางนั้นตามมรรยาทก่อนจะกล่าวต่อว่า“ผมรู้ว่าเขาคิดถึงเพื่อนฝูง คิดถึงโลกเล็กๆ ที่เป็นสังคมของเขามาครับ”“อ้าว..ถ้าอย่างนั้นก็ส่งเขากลับบ้านเสียสิ” แพ้ดดี้เอ่ยออกไป แต่เมื่อเห็นสีหน้าของศิษย์คนโปรดเข้าก็รีบกล่าวต่อว่า “บางทีคุณคงไม่อยากให้เขากลับไปอยู่ที่นั่นเพียงลำพังใช่ไหม? ”“ผมคิดว่าคุณฉลาดพอที่จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรนะครับ”เมื่อสุดปลายถนนดอว์สัน ทั้งสองก็เดินเลี้ยวไปทางขวา แสงแดดสาดสว่างมากระทบตา จนทำให้มองเห็นอะไรไม่ชัด สีหน้าของไมเคิลบอกความแปลกใจเมื่อได้เห็นบริเวณกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ ทั้งที่เป็นไม้พุ่มและไม้ยืนต้น“ที่นี่มันอะไรล่ะครับ? ”“ที่นี่เรียกว่าเซ้นต์ สตีเฟ่น’ส กรีน เป็นสวนสาธารณะที่มีพื้นที่สัก 2 เอเคอร์เห็นจะได้ แถมยังมีทะเลสาบอยู่ด้วยนะ อยู่ใจกลางเมืองเลยเชียวละ ในวันที่อากาศแบบนี้....” เขาหันมายิ้มให้ไมเคิล “ผู้คนเต็มไปหมด แต่ผมก็พอจะหามุมสงบได้บ้างเหมือนกัน”“แล้วนี่คุณจองที่สำหรับอาหารกลางวันไว้ที่ไหนล่ะ? ” ไมเคิลถามด้วยความอยากรู้“ไม่ได้จองหรอก ตั้งใจว่าจะพาคุณเข้าร้านอาหารฝรั่งเศส ที่นั่นอาหารอร่อยมากทีเดียว ทั้งเจ้าของและพนักงานที่นั่นรู้จักผมดีทุกคน เพราะฉะนั้น ถึงยังไงเราก็ต้องได้โต๊ะนั่งอยู่แล้ว”“ก็ดีครับ” ไมเคิลคล้อยตาม

    “ที่นี่ดูน่าสบายมากนี่ครับ” เขากวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างพอใจกับร้านอาหารที่แพ้ดดี้พาเข้าไปนั่ง“ใช่” แพ้ดดี้ บีร์น พยักหน้ารับ “เป็นหนึ่งในจำนวนไม่กี่แห่งที่ผมชอบ” เขาหยิบกระดาษมาเช็ดมือ “เล่าเรื่องหนังสือเล่มใหม่ให้ผมฟังหน่อยสิ”หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ไมเคิลก็บรรจุอาหารกลางวันที่กินเหลือใส่ลงในถุง หยิบถ้วยพลาสติกที่ใส่น้ำชาขึ้นมาถือไว้ ทอดสายตามองออกไปในระหว่างต้นไม้ ตรงทะเลสาบเบื้องหน้านั้น พวกเด็กๆ กำลังโยนขนมปังให้เป็ดกินอยู่“ที่จริงแล้ว ผมตั้งใจจะให้มันเป็นสารานุกรมของตำนานพื้นบ้านไอริชมากกว่า”“ไอริชหรือว่าเซลติก? ”“ผมก็อยากทำทั้ง 2 อย่างละครับถ้าทำได้”ไมเคิลยักไหล่เบาๆ “แต่สำหรับการเดินทางเที่ยวนี้ผมตั้งใจจะทำตำนานของไอริชเสียก่อน ผมขายลิขสิทธิ์หนังสือไปเล่มหนึ่ง เพื่อที่จะได้มีทุนสำหรับทำงานชิ้นนี้ละครับ”“รู้สึกว่าคุณมีความตั้งใจที่ดีมากทีเดียวนะ” แพ้ดดี้พยักหน้าอย่างชื่นชม“พูดง่ายๆ ว่า ถ้าผมทิ้งไพ่ถูกละก็ ผมจะได้หนังสือที่สามารถทำชื่อเสียงให้ผมเล่มใหญ่ๆ เล่มหนึ่งทีเดียว และมันก็จะเป็นหนังสือที่รวบรวมความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมเก่าแก่ของไอริชไว้ทั้งหมดด้วย”“แต่ถึงยังไงคุณก็จะต้องใคร่ครวญให้ดีเสียก่อนนะ คุณรู้หรือเปล่า ว่ามันมีหนังสือแบบเดียวกันนี้อยู่ในตลาดมากน้อยแค่ไหน”“ผมรู้ครับ แล้วก็เห็นหนังสือพวกนั้นมาเกือบจะทุกเล่มแล้วด้วย” ไมเคิลตอบพลางพยักหน้ารับ“งั้นช่วยบอกผมหน่อยสิ ด็อคเตอร์ คูลเลน ว่าเพราะอะไรคุณถึงคิดว่าหนังสือสารานุกรมเล่มใหม่ที่คุณกำลังจะเขียนขึ้นนี่ มันจะต้องดีกว่าหนังสือเล่มที่มีวางอยู่แล้วในท้องตลาด? ”“ผมคิดว่าหลักการสำคัญมันอยู่ที่การค้นคว้านะครับ ด็อคเตอร์ บีร์น ผมเชื่อว่าการค้นคว้าของผมเพื่อจะเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้น เป็นการค้นคว้าอย่างละเอียดที่สุด มีความสมบูรณ์แล้วก็ทันสมัยที่สุดด้วย ก็อย่างที่ผมบอกนั่นแหละครับว่า การเขียนตำนานใดๆ ก็ตาม มันจะต้องเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมพื้นบ้านที่เก่าแก่ แล้วก็ยังมีพิธีกรรมต่างๆ ที่อาจจะยังมีผู้นับถือและยังทำกันอยู่ในทุกวันนี้ด้วยก็ได้ ผมต้องการจะรวบรวมสิ่งต่างๆ เหล่านี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ครับ”“แล้วคุณคิดว่าจะใช้เวลาเขียนหนังสือเล่มนี้นานสักเท่าไหร่ล่ะ? ”“ก็คงจะสัก 6 เดือนละมังครับ”คำตอบของไมเคิลทำให้แพ้ดดี้หัวเราะออกมาทันที“เท่าที่ฟังคุณพูดมานี่ ผมว่าแค่ 6 เดือนไม่มีทางทำได้สำเร็จหรอก 6 ปีจะเสร็จหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย”“เวลานี้งานด้านค้นคว้าส่วนใหญ่ของผมก็เกือบเสร็จแล้วนี่ครับ”“มากสักแค่ไหนล่ะ? ”“ก็มากพอดูละครับ”แพ้ตดี้ บีร์น โน้มตัวไปข้างหน้า จ้องลึกลงไปในดวงตาของไมเคิล“ถ้ามันสำเร็จไปตั้งแค่นั้นแล้ว คุณยังมาที่นี่อีกทำไม เพราะว่าข้อมูลต่างๆ ที่คุณต้องการมันก็มีให้ค้นคว้าอยู่แล้วตั้งมากมายในหอสมุดใหญ่ของอเมริกัน มันเป็นข้อมูลที่ดีกว่าคุณจะมาหาจากห้องสมุดของไอริชหลายเท่าทีเดียวนะ”“ครับ ผมเข้าใจที่คุณพูด” ไมเคิลพยักหน้าช้าๆ “แต่การที่ผมมาที่นี่ก็เพราะว่า ผมอยากจะได้สัมผัสบรรยากาศ ได้เห็นสถานที่จริงๆ ตามตำนานพวกนั้นด้วย มันก็จริงอยู่หรอกครับที่คุณบอกว่า ผมสามารถจะหาข้อมูลต่างๆ พวกนั้นได้จากหอสมุด แต่มันไม่ได้ช่วยด้านบรรยากาศในการเขียนขึ้นมาเลยนะครับ”บุรุษสูงวัยโน้มตัวเข้ามาหาเขาอีกครั้ง ตบไหล่ไมเคิลอยู่เบาๆ“คุณลองมองไปทางนั้นสิ..” เขาพูดพร้อมกับชี้มือไปทางกลุ่มผู้คนที่ทอดร่างอยู่กับพื้นหญ้า หรือไม่ก็เดินเล่นอยู่ในบริเวณสวนสาธารณะ “คุณมองดูพวกเขาแล้วลองคิดสิว่า พวกเขาจะมีความรู้เกี่ยวกับตำนานเก่าแก่นั้นสักแค่ไหน เขาจะเล่าเรื่องตำนานนั่นให้คุณฟังได้มากน้อยแค่ไหน” เขาหยุดพูด ถอนหายใจออกมาเบาๆ

    นิยายแนะนำ

    The Survivor - จะเกิดอะไรขึ้นถ้าไม่ใช่เราที่ไปต่างโลก

    The Survivor - จะเกิดอะไรขึ้นถ้าไม่ใช่เราที่ไปต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    727 7
    ฉันอยู่ที่นี้ และสามีฉัน ก็รูปหล่อ

    ฉันอยู่ที่นี้ และสามีฉัน ก็รูปหล่อ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1K 55
    งานแต่งหัวใจว้าวุ่น ที่ซึ่งมหัศจรรย์ในงานแต่งงาน และความโรแมนติกมาบรรจบกัน

    งานแต่งหัวใจว้าวุ่น ที่ซึ่งมหัศจรรย์ในงานแต่งงาน และความโรแมนติกมาบรรจบกัน

    นิยาย รัก
    404 15
    ภรรยา(ลับ)รัก

    ภรรยา(ลับ)รัก

    นิยาย รัก
    1K 20
    เกิดใหม่ทั้งที ขอใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยให้ต่างโลก

    เกิดใหม่ทั้งที ขอใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยให้ต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    395 3
    เพชรพญาธร (3P/NC21+)

    เพชรพญาธร (3P/NC21+)

    นิยาย อีโรติก
    1K 8
    เธอคือที่สุดของหัวใจ

    เธอคือที่สุดของหัวใจ

    นิยาย รัก
    9K 22
    เทพยุทธยันต์มนตรา

    เทพยุทธยันต์มนตรา

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    268K 228
    ไฉหรงฉ่าง ยอดผู้เยาว์พลิกชีวิตคืนชะตา

    ไฉหรงฉ่าง ยอดผู้เยาว์พลิกชีวิตคืนชะตา

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2K 22
    [มี E-book] พลิกชะตานางร้ายกับระบบตัวป่วน ยุค 80

    [มี E-book] พลิกชะตานางร้ายกับระบบตัวป่วน ยุค 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    1K 52