หญิงอ้อ หรือ หม่อมเ้าหญิงศศิวิมล อมราราช เป็ธิดาองค์เดียวของเสด็จในกรม ผู้เป็พระสหายของเสด็จพ่อ ั้แ่ที่ท่านชายทรงจำความความได้ ก็ทรงถูกทาบทามด้วยสัญญาของผู้ใหญ่ให้เป็พระคู่หมั้นกับท่านหญิง ทีแรกทรงเข้าหทัยว่าให้เป็เพียงเพื่อนเล่นกับน้องสาวคนหนึ่งเท่านั้น พอทรงเจริญวัยขึ้น ถึงทรงทราบแน่ชัดว่าผู้ใหญ่หมายถึงสิ่งใด
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจนถึงบัดนี้ ท่านชายเดียวทรงหาทางหนีทีไล่ในการเลี่ยงหลบไม่พบพักตร์พระคู่หมั้นอยู่เสมอเมื่อเห็นโอกาส ใช่ว่าทรงรังเกียจ แต่เพียงไม่ได้มีหทัยให้ และคล้ายเหมือนว่าฝ่ายท่านหญิงอ้อเองจะทรงอยู่ในความรู้สึกเช่นเดียวกัน คือไม่ประสงค์อภิเษกกับผู้ที่ไม่ได้ทรงรัก ถึงแม้ผู้หลักผู้ใหญ่ท่านจะเห็นชอบว่าคู่ควรกันทั้งฐานันดรศักดิ์และรูปโฉมก็ตามแต่
“หญิงอ้อน่ะ เขาเป็กุลสตรีทั้งภายในและภายนอก ได้รับการอบรมบ่มเพาะจากพระราชฐานชั้นในมาอย่างดี กิริยามารยาทก็เพรียบพร้อม มิขาดตกบกพร่องประการใด ชายอย่าลังเลใจเลย เพชรงามอยู่ต่อหน้าแล้ว จะหาพลอยใดมาเทียบ เห็นจะไม่มี” ท่านตรัสต่อ เมื่อทรงเห็นปิโยรสมีท่าทีกลัดกลุ้ม
“แต่…”
“ชาย ชายเป็หนุ่มแล้ว ทางนั้นก็เป็สาวขึ้นทุกวัน อย่าได้ปล่อยให้เขาคอยนานเลย พลอยจะเสื่อมเกียรติทิ้งเปล่า ๆ ส่วนเื่เรือนปั้นหยาหลังนั้นของชาย พ่อจะเร่งให้ต่อเติมให้แล้วเสร็จ จะได้ทันใช้”
‘เรือนเสร็จทันใช้’ ที่เสด็จพระองค์ชายทรงหมายถึง ก็คือเรือนหอ เรือนปั้นหยาหลังนั้นทรงมีรับสั่งให้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็ที่ประทับของพระองค์กับหม่อมเอมม่า เนื่องด้วยหม่อมเธอเป็หญิงเก็บตัว ไม่ใคร่พบปะผู้ใด และรับรู้ถึงความริษยาของหม่อมเอก เธอจึงเลือกที่จะไม่อยู่ตำหนักใหญ่ จึงขอแยกออกมาอยู่โดด ๆ
มาบัดนี้ เมื่อเธอสิ้นบุญไป เรือนหลังนี้ก็ซบเซาลง เสด็จพระองค์ชายทรงอุปการะท่านชายเดียวที่ตำหนักใหญ่ ครั้นเจริญชันษา ท่านชายจึงทูลขอประทานอนุญาตกลับมาประทับอยู่เรือนเก่าของหม่อมแม่ ก็ด้วยเหตุผลเดียวกันกับหม่อมเธอนั่นเอง
“ท่านชายอย่าทรงปฏิเสธเลยเพคะ เสด็จท่านทรงเลือกท่านหญิงที่ดีที่สุดให้แล้ว จะทรง้าสิ่งใดอีก หรือว่า… ไม่ใฝ่ดีหรือเพคะ”
“แม่นิ่ม นี่หล่อนพูดอะไร”
หม่อมเอกไม่ยี่หระในสายพระเนตรตำหนิของเสด็จในกรม หล่อนมั่นใจว่าไม่ได้พูดอะไรผิดไป นั่งชูคอต่อไป ไม่หือไม่อือ
“ชายขอบพระทัยในพระกรุณาของเสด็จพ่อนะเกล้ากระหม่อม” ท่านชายเดียวทรงกระพุ่มไหว้ ค้อมเศียรอย่างสำนึกในพระคุณ ทรงเข้าหทัยดีว่าที่ท่านจับคลุมถุงชนเช่นนี้ ก็เพราะประสงค์ให้บุตรได้ดีเหมาะสมสกุล
หากดำริติตรองดูให้ถี่ถ้วนแล้ว หม่อมเ้าหญิงศศิวิมลก็มิได้มีตำหนิขี้ริ้วขี่เหร่อะไร เธอเพรียบพร้อมด้วยทุกประการ เมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ลองเปิดใจดู คงไม่เหนือบ่ากว่าแรง
“ชายปิ๋วเองก็เหมือนกัน จะโตตามชายเดียวทันอยู่แล้ว ยังไม่ถูกตาต้องใจใครบ้างเลยหรือ” จบธุระกับท่านชายเดียว ก็ทรงแปรพระพักตร์ไปถามอีกองค์ที่นั่งใกล้ ๆ กัน
ท่านชายปิ๋ว โอรสองค์สุดท้ายทรงกระอักระอ่วน จะทูลว่ายังไม่พบเธอคนนั้นก็ไม่ใช่ จะทูลว่าพบแล้วก็ไม่เชิง ทรงวินิจฉัยไม่ถูก “ชาย… ชายยัง ยังไม่อยากมีเลยเกล้ากระหม่อม รอพี่ชายเดียวอภิเษกสมรสเสร็จ เดี๋ยวชายมีตามแน่เกล้ากระหม่อม”
“หือ ดูลูกชายแม่สร้อยเสียสิ ปลิ้นปล้อน อย่าให้พ่อรู้ล่ะ ว่าชายก็เ้าชู้ประตูดินไม่แพ้ชายเล็กน่ะ ฉันฝากแม่สร้อยเลือกหาหญิงที่เหมาะสมให้ด้วย เอาอย่างชายต้อยน่ะ อย่างนั้นแหละ ฉันถึงจะนับว่าคู่ควรกับสะใภ้วังวิจิตราลัย”
“เพคะ เกล้ากระหม่อมฉันจะคัดสรรให้ดีที่สุดเพคะ” หม่อมสร้อยรับปากแทนบุตรชายของหล่อน หล่อนมีแววตาที่เฉียบแหลม มองลักษณะบุคคลได้ไม่ยาก ซ้ำยังรู้จักมักคุ้นกับหม่อมเ้าหญิงหลายองค์ ถึงได้ท่านที่ดีที่สุดมาเป็ชายาของบุตรชายคนโต อย่างท่านชายต้อย ซึ่งตอนนี้คาดว่าน่าจะประทับอยู่กับชายาและคุณชายที่วังโน้น
ก็เป็ปรกติอย่างนี้ในมื้อเสวยพระกระยาหารทั้งมื้อเช้าและค่ำ หากท่านชายทุกองค์เสด็จมาเสวยด้วยกันครบ ก็ยิ่งจะครึกครื้นไปกว่านี้ ไม่มีหงอยเหงา ถึงจะมีเื่ระแคะระคายกันเล็กน้อย แต่ก็ไม่ถึงขั้นรุนแรง ก็ถือเป็เื่ธรรมดาสามัญ มีเข้าใจกันบ้าง ผิดใจกันบ้าง นับว่าเป็อรรถรสภายในวัง
คล้อยหลังเสร็จสิ้นมื้อค่ำ หลังจากที่แยกย้ายจากห้องเสวย ท่านชายเดียวก็ทรงแวะปราศรัยกับอนุชาและหม่อมสร้อยด้วยเื่นานาสัพเพเหระเป็การส่วนองค์ พอได้เวลากลับ ท่านชายก็ดำเนินไปตามทางเท้าที่เชื่อมกันระหว่างตำหนักใหญ่และเรือนปั้นหยา โดยไม่ได้ทรงคาดคิดว่าจะมีหม่อมเอกมาดักรออยู่กลางทางเช่นนี้
“ประเดี๋ยวก่อนเพคะท่านชาย” หล่อนยืนซุ่มอยู่ในเงามืดใต้ร่มไม้ใหญ่ ก่อนจะเดินออกมาปะจันหน้าด้วย อาศัยแสงเดือนที่ยังพอสว่างอยู่บ้าง ทำให้เห็นสีหน้าแววตาแข็งกระด้าง ที่คงไม่ต่างกันนักกับใจของหล่อนเอง “หม่อมฉันมีเื่อยากจะคุยด้วย ขอรบกวนเวลาสักครู่เพคะ”
แม้จะใช้าาศัพท์ ทว่าท่านชายเดียวััได้อยู่เนือง ๆ ว่าที่ใช้เพราะข้อบังคับ หาใช่ด้วยใแต่ก็ไม่ทรงถือสาหาความ เพราะนับว่าหล่อนเองก็เป็ดั่งญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง “หม่อมมีอะไรจะคุยกับฉันหรือ”
“ไม่มากเพคะ” หล่อนเชิดวงหน้าขึ้น ตอบอย่างรักษาน้ำเสียงกระเดื่อง พร้อมคลี่พัดสบัดพรึบขณะพูด “หม่อมฉันแค่จะทูลให้ทราบว่าอย่าทรงทำอะไรที่เกินหน้าเกินตาลูกของหม่อมฉันนักนะเพคะ อีกอย่าง เมื่อท่านชายอภิเษกสมรสแล้ว ก็อยู่ที่เรือนปั้นหยากับชายาเสียที่นั่นเลยก็ดีนะเพคะ ไม่ต้องเสด็จมาที่ตำหนักนี้บ่อยนักหรอก เสด็จท่านมีพระโอรสมีพระนัดดาอยู่หลายคน ไม่ทรงเหงา”
ดวงพักตร์ของผู้ฟังฉายความฉงน จะต้องเรียนเื่นี้ให้ทราบไปทำไมกัน ในเมื่อทั้งตำหนักไม่ได้ผูกขาดอยู่ในความปกครองของหม่อมเอกเพียงคนเดียว ท่านชายไม่ทรงตอบอะไร ทอดมองหล่อนอยู่นิ่ง ๆ
หม่อมเอกเห็นช่องโหว่ นึกว่าท่านชายทรงไม่เข้าหทัย ก็ต่อมาอีกว่า “หม่อมฉันหวังดีน่ะเพคะ ที่ตำหนักนี้มีคนอาศัยอยู่มากขึ้นเรื่อย ๆ เ้าพี่ของท่านชายก็มีพาชายาและคุณหญิงคุณชายมาอยู่ที่นี่ด้วย คนพลุกพล่าน หม่อมฉันเเห็นว่าท่านชายเป็คนชอบเก็บองค์ เกรงว่าจะอยู่แล้วอึดอัดน่ะเพคะ”
“อ้อ อย่างนั้นหรอกหรือ”
ทรงทำทีว่ารับรู้ในความหวังดีของหล่อน แต่ลึก ๆ แล้ว ทรงรู้ซึ้งว่าที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็เพียงแค่การเฉดหัวไล่ไปอยู่ที่อื่นเสียให้พ้น ๆ เพียงแค่อยู่ในรูปแบบที่ประดิษฐ์ประดอยคำพูดให้สวยขึ้นแค่นั้น
“หวังว่าคงเข้าหทัยนะเพคะ”
“ฉันขอบใจในความการุณของหม่อมมากนะ แต่ถ้าตราบใดที่เสด็จพ่อยังทรงมีรับสั่งให้หาฉัน ฉันคงไปจากตำหนักนี้อย่างที่หม่อมหวังไม่ได้ ฉันขอตัวล่ะ” ตรัสทิ้งไว้ให้หม่อมเอกเจ็บใจเล่น เพราะไม่มีความจำเป็ใดที่ต้องเชื่อฟังคำพูดของเธอแม้แต่น้อย
หม่อมเอกยืนมองท่านชายเดียวดำเนินไปด้วยไฟสุมในอก หล่อนไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะปองร้ายอะไรได้ แต่หากไม่ใช่เ้า ป่านนี้เสี้ยนหนามที่ทิ่มแทงหล่อนอยู่ทุกวัน คงราบคาบไปตั้งนานแล้ว
หล่อนไม่ใคร่สมัครสมาคมหรือนิยมพวกต่างชาติต่างภาษา ยิ่งเป็คนที่พรากดวงใจของหล่อนไปแล้วด้วย ยิ่งเข้าขั้นเดียดฉันท์
“หึ เด็กเมื่อวานซืน”
เมื่อครู่นี้ทรงสนทนากับหม่อมเอกเสร็จ ชั่วเคี้ยวหมากจืดก็ทรงถึงที่เรือนส่วนองค์ รอบบริเวณเรือนยังส่องไสวด้วยไฟจากตะเกียงหลายดวง ระคนเสียงหรีดหริ่งเรไรในยามค่ำคืนเป็่ ๆ ดูสงัดอย่างไรพิกล ทว่าก็ไม่ทรงหวั่นหทัย
“ท่านชายเสด็จกลับมาแล้ว อ้ายพุด ตื่นเร็ว!”
ชายมีนามว่าพุดลืมตาตื่นจากการพิงหัวหลับกับเสาที่หน้าบันไดเรือนด้วยเสียงร้องปลุกของโมก บ่าวอีกคนที่อยู่ประจำเรือนหลังนี้ คอยถวายงานแด่หม่อมเ้าเพียงรพิพรรณผ่องด้าวมาั้แ่ตัวกะเปี๊ยก
พอได้สติแล้ว ทั้งสองก็กุลีกุจอมายอบเข่านั่งรับเสด็จ
ท่านชายเดียวแย้มสรวลให้ ตรัสถามว่า “ทำไมยังไม่เข้านอนกันอยู่อีกหรือ โมก พุด มารอฉันทำไม ดูซี ยุงจะหามได้อยู่แล้วนั่น”
โมก และ พุดที่ตรัสด้วยนั้นเป็สองพี่น้องกำพร้า ลูกบ่าวรับใช้ในวัง แต่เป็เสมือนเพื่อนคลาเหงาเสียมากกว่าข้ารับใช้ เพราะยามที่ประทับอยู่ที่เรือนปั้นหยา ก็ได้สองคนนี้คลายความปลีกวิเวกลงได้บ้าง มิฉะนั้น คงโดษเดี่ยวเดียวดายสมกับพระนามลำลอง
“มิได้กระหม่อม พวกกระหม่อมต้องอยู่โยง คอยเป็หูเป็ตาให้ฝ่าา อีกอย่างวันนี้ฝ่าาเสด็จกลับมาด้วยกระหม่อม” โมก ผู้เป็พี่ทูลตามสัจจริงด้วยความเคารพ
“ขอบใจโมกและพุดมากนะ แล้วนี่กินอะไรกันหรือยัง”
“กินแล้วกระหม่อม”
“อย่างนั้นก็ไปพักผ่อนกันเสีย ไว้พรุ่งนี้ฉันจะเรียกหา”
“กระหม่อม” ทั้งสองราตอบรับ แล้วปลีกตัวไปพักผ่อนตามอัธยาศัย ซึ่งไม่ใช่ที่ใดไกล ท่านชายเดียวทรงประทานอนุญาตให้พักด้วยกันที่เรือนปั้นหยานี้เลย เกิดมีอะไรฉุกเฉิน จะได้ช่วยกันทัน
จากนั้นจึงเสด็จเข้าที่ใน ไปบนชั้นสองซึ่งไม่ใช่ห้องบรรทม แต่เป็ห้องทรงดนตรีที่อยู่ใกล้กัน เป็ปรกติอย่างเคยว่าวันใดที่ท่านชายทรงเหน็ดเหนื่อยจากงาน ก็จะเสด็จมาทรงดนตรีผ่อนคลายพระอารมณ์ก่อน แม้จะไม่ทรงเป็เลิศด้านดนตรีไทย แต่ใช่ว่าจะไร้ปรีชาด้านดนตรีตะวันตก ล้วนสามารถในศาตร์แห่งศิลป์ด้วยพรแสวง
ทรงเลือกบรรเลงเพลงจังหวะช้า ซึ่งให้อรรถรสเข้ากับบรยากาศโดยรอบเป็ที่ยิ่ง เสียงเปียโนตัวเก่งเคล้าคลอในสายลมระรวยกลิ่นดอกราตรีมากระทบปลายนาสิกจากตรงหน้าต่างด้านบูรพาทิศ ภายในห้องพึ่งเพียงแสงจันทร์ก็เป็พอ ให้ความงามในแบบธรรมชาติแก่เ้าของเรือน
ใจความในบทเพลงพลันให้ทรงมีหทัยถึงใครคนหนึ่ง ที่ถึงรู้จักชื่อ รู้จักหน้า แต่ไม่รู้ใจ เพียงเพราะทรงรู้จักเป็คราแรก แต่ก็ทรงลงความเห็นกับองค์เองว่าแปลกนัก เพราะทุกครั้งที่พบเจอผู้ใดครั้งแรก ก็ทรงรู้สึกธรรมดา ไม่มีสิ่งใดพิเศษหรือประสงค์พบอีกนอกเหนือจากนั้น แต่กับผิดไปจากคนผู้นี้
หรือจะหทัยง่าย เห็นเขาครั้งแรก ก็ตกหลุมพลางไปเสียแล้ว
แต่เห็นจะเป็จริงดังข้อนี้มากกว่า เพราะผู้ชายคนนั้นฉวยของใช้ส่วนองค์ของท่านชายติดมือไปด้วย แม้จะไม่ทรงหวงของ แต่ก็ทรงเสียดายสิ่งที่รักมากเช่นกัน
ตรัสกับองค์เองด้วยสีพักตร์ติดแง่งอนว่า
“พ่อคนนั้นหยิบผ้าเช็ดหน้าของฉันไป เห็นไม่ทักท้วงหรือไร ถึงได้ฉวยโอกาสเก็บไว้หน้าตาเฉย นอกจากนั้นยังขโมยใจฉันไปด้วย เดี๋ยวเถิดเ้าขโมย”