ตำหนักฮุ่ยหลิง
องค์หญิงอี้อัน นอนเอกเขนกในตำหนักองค์หญิงเหออัน ขณะนี้พี่สาวกำลังบรรจงปักผ้า ฝีเข็มของนางแม่นยำเที่ยงตรง ลวดลายที่นางกำลังปัก เป็ดอกหมู่ตานสองดอก ดอกหนึ่งสีแดง อีกดอกหนึ่งสีชมพูแซมด้วยใบสีเขียวอ่อน นางบรรจงปักกลีบดอกทีละชั้นซ้อนเหลื่อมกันราวกับมีชีวิตจริง ดูงดงามยิ่งนัก น้องสาวลุกขึ้นนั่งเอียงคอเข้าไปดูใกล้ๆ “พี่หญิงปักได้งดงามเช่นนี้ ตั้งใจทำให้ผู้ใดหรือเพคะ” นางชื่นชมฝีมือของพี่สาวอย่างจริงใจ พี่สาวไม่ตอบแต่กลับยิ้มอย่างเขินอาย อี้อันมองหน้าพี่สาวอย่างไม่เข้าใจ ปักผ้าสวยขนาดนี้ทำไมต้องอายด้วย
“พี่หญิง... “ อี้อันเอียงคอเซ้าซี้ถามต่อ “ทำให้ใครหรือเพคะ” นางยิ้มกว้าง พี่สาวยังไม่ตอบนางแต่กลับมีทีท่าเขินอายหนักขึ้น
อี้อันจึงเอ่ยลอยๆ ขึ้นมาว่า “เป็ความลับหรือ เช่นนั้นหม่อมฉันแอบสืบเองนะเพคะ” พี่สาวหันมาตีแขนนางทันที อี้อันจึงได้เห็นใบหน้าของพี่สาวเวลานี้แก้มแดงเปล่งปลั่ง อี้อันเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างลางๆ “พี่หญิงคงมีใครในใจแล้วแน่นอน บอกหม่อมฉันได้ไหมเพคะ”
“เ้ายังเด็กอยู่ อย่าเพิ่งรู้เื่เลย” พี่สาวเหลือบมองหน้าน้องสาว ยกมือขึ้นยีผมน้องสาว อี้อันกล่าว “หม่อมฉันอายุ 16 ปีแล้วนะเพคะ เห็นเสด็จพี่สามบอกว่า เสด็จพ่อกำลังกำหนดวันทำพิธีปักปิ่นให้หม่อมฉัน แต่หม่อมฉันยังมีภารกิจต้องทำอีกมากมาย หม่อมฉันไม่ค่อยสนใจพิธีนี้สักเท่าไหร่เพคะ”
“เมื่อเ้าเข้าพิธีปักปิ่น มีความหมายว่าเ้าโตเป็สาวแล้ว พร้อมที่จะออกเรือนมีครอบครัวนะ ที่เ้ากล่าวมาเมื่อสักครู่อย่าไปพูดกับพี่หญิงคนอื่นๆ ล่ะ พวกนางจะหาเื่ไปกล่าวเพ้อเจ้อต่ออีก”
“ขอบพระทัยเพคะ แต่หม่อมฉันไม่ถูกใครรังแกง่ายๆ หรอก แล้วหม่อมฉันจะคอยปกป้องพี่หญิงด้วย” พูดจบนางขยับเข้ามากอดเอวพี่สาว ส่วนพี่สาววางมือจากเข็มหันมาโอบไหล่น้องสาว “เ้าลูกเต่าน้อย โตขึ้นมาแล้วคิดจะปกป้องพี่เช่นนั้นหรือ ไม่ต้องหรอก ขอแค่เ้ามีร่างกายแข็งแรงพี่หญิงและเสด็จพี่สามของเ้า ล้วนยินดียิ่งกว่าอะไร เสียอีก” พี่สาวกล่าวพร้อมกับลูบศีรษะน้องสาวอย่างเอ็นดู
ค่ายซานตง
ที่โถงห้องประชุม องค์รัชทายาทนั่งโต๊ะผู้บัญชาการ แต่ละกองรายงานความเป็ไปของการฝึก จึงทราบว่าเหล่าทหารเมื่อมีพื้นฐานวิชาการต่อสู้แล้ว ครั้นเริ่มฝึกอาวุธชิ้นต่อไปทำให้ฝีมือก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว เ้าสำนักกองฝึกทิศตะวันตกเอ่ยขึ้น “กองทิศตะวันตกเริ่มฝึกซัดอาวุธแล้ว ขอบคุณเสด็จพี่ที่ประทานไม้ยวี๋มู่ให้พวกลูกศิษย์หม่อมฉัน หม่อมฉันจะช่วยงานเสด็จพี่หนึ่งเื่เพคะ” นางยิ้มกว้างให้พี่ชายเสนอตัวทำงานชดใช้ให้
“ไม่ต้องหรอก แค่เ้าดูแลลูกศิษย์เ้าให้อยู่ในระเบียบวินัยพี่ก็ดีใจแทบแย่แล้ว” น้องสาวหุบยิ้มมีอาการเง้างอนเล็กน้อย แต่กล่าวต่อ
“หม่อมฉันรู้ว่า คนชุดดำที่ถูกจับขังไว้ที่กรมอาญา ยังไม่ยอมรับสารภาพใดๆ แปลว่าท่านเสนาบดีเหวินเจ๋อเป็เ้ากรมอาญาที่มีจิตใจเมตตาไม่ใช้วิธีลงทัณฑ์ให้รับสารภาพ แต่หม่อมฉันช่วยเสด็จพี่ได้นะเพคะ” น้องสาวยิ้มอย่างมีเลศนัย พี่ชายหรี่ตามองน้องสาวแล้วใช้ศอกเท้าโต๊ะจ้องตาน้องสาว
“เ้ามีวิธีพิสดารอะไรอีกงั้นหรือ?”
“หม่อมฉันมีกำยานกล่อมจิตเพคะ เสด็จพี่อี้จินแบ่งให้หม่อมฉันมาเล็กน้อย เมื่อผู้นั้นเมามายกลิ่นกำยานแล้ว จะบอกทุกสิ่งที่เขารู้เห็น ต่างจากกำยานซิ่น ที่ทำให้ผู้นั้นเห็นภาพหลอน เราไปได้มาจากชนเผ่าหนึ่งในแคว้นถู่ฟานเพคะ”
“เสด็จพี่อี้จินของเ้าช่างมีของวิเศษมากมายจนพี่อยากเห็นหน้าพระญาติผู้พี่คนนี้เสียแล้ว” พี่ชายกล่าวอย่างประชดประชัน “ได้เพคะ เอาไว้หม่อมฉันจะเขียนจดหมายถึงเสด็จพี่อี้จิน บอกว่าองค์รัชทายาท จ้าวเหยียนชิวปลาบปลื้มองค์ชายสามต้วนอี้จินแห่งต้าหลี่ อยากพบหน้าสักครั้ง”
พี่ชายเอนตัวกลับมานั่งตรง แล้วตรัสอย่างจริงจังกับน้องสาว “เอาหละ เย็นนี้เลิกฝึกแล้วเ้าไปที่กรมอาญากับพี่”
“เพคะ” นางยิ้มกว้างส่งให้พี่ชายแล้วเดินตัวปลิวกลับไปกองฝึก
หลังเลิกกองฝึกแล้ว ด้านหน้าเรือนบัญชาการ องค์รัชทายาทให้เสวี่ยซิงและ จางเหยา ควบม้าล่วงหน้าไปยังกรมอาญาก่อน และสั่งให้รถม้าพระที่นั่งและทหารติดตามกลับตำหนักบูรพาไป พระองค์ประทับรถม้าของน้องสาวและให้สามองครักษ์ลูกไก่ของนางที่แต่งกายเป็ชาวบ้านติดตามไปอารักขา รถม้าขององค์หญิงแล่นออกนอกค่ายซานตง ตรงไปศาลาว่าการกรมอาญา รถม้าแล่นไปเรื่อยๆ
น้องสาวถามพี่ชาย “เสด็จพี่ เวลานี้เราอยู่พร้อมหน้ากันทั้งสองคน ทรงไม่กลัวจะมีคนลอบสังหารหรือ?”
พี่ชายหัวเราะแล้วถามกลับ “เ้ากลัวหรือไม่?” น้องสาวหัวเราะเช่นกันไม่ตอบ แต่ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ ล้วงเอาลูกเหอเถาจากถุงออกมาเคี้ยว แต่กลับหยิบเศษดอกไม้แห้งใส่เข้าปากแทน นางหยีตาพ่นดอกไม้แห้งใส่ฝ่ามือ เพ่งมองสักครู่ พลันนึกขึ้นได้ จึงพูดกับมู่ไป๋ที่เดินตามรถม้าว่า “นี่ดอกไม้แห้งขององครักษ์มู่นี่ แย่จริงข้าลืมมันไว้อยู่ในถุงจนแห้งไปแล้ว ขอโทษนะ”
“หามิได้ พ่ะย่ะค่ะ” มู่ไป๋ตอบกลับมาเบาๆ มู่ไป๋ค่อยๆ กล้ำกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ รำพึงในใจ ...โถ ....องค์หญิง ทำไมมานึกออกเอาตอนนี้ด้วยเล่า องค์รัชทายาทคงได้ยินเต็มสองหูไปแล้ว....
องค์รัชทายาทนิ่ง สีหน้าเรียบเฉย มองน้องสาวไม่ได้กล่าวอะไร เห็นนางยังก้มค้นหน้าควานหาลูกเหอเถาในถุง ครั้นเจอแล้วหยิบเข้าปากขบเคี้ยวอย่างสบายอารมณ์
ที่ว่าการกรมอาญา
เสนาบดีเหวินเจ๋อ เ้ากรมอาญา เสนาบดีหลี่เสี้ยว รองเ้ากรมอาญา และเ้าหน้าที่อื่นๆ ยืนรับเสด็จหลังด้านในประตูที่ว่าการ มีเสวี่ยซิงและจางเหยา รวมอยู่ด้วย
“กระหม่อมเสนาบดีเหวินเจ๋อ เ้ากรมอาญาคารวะองค์รัชทายาท คารวะองค์หญิงอี้อัน”
“กระหม่อมเสนาบดีหลี่เสี้ยว รองเ้ากรมอาญาคารวะองค์รัชทายาท คารวะองค์หญิงอี้อัน”
“ตามสบายเถิดท่านเสนาบดีทั้งสอง เชิญท่านนำทาง” องค์รัชทายาทตรัส
ภายในคุกด้านล่างของกรมอาญา มีพื้นที่กว้างแบ่งออกเป็หลายห้อง แต่ละห้องมีนักโทษที่กระทำความผิดรอส่งตัวไปศาลต้าหลี่เพื่อพิจารณาคดี บางรายรอการลงโทษตามความหนักเบาการกระทำผิด เมื่อองค์รัชทายาทเสด็จมา เ้าหน้าที่ยืนประจำหน้าห้องขังแต่ละห้องเพื่อควบคุมความสงบเรียบร้อย มู่ไป๋ เฟยฉี ฮุ่ยชิว หยุดยืนเฝ้าประตูหน้าห้องสอบสวนนักโทษ
ภายในห้องสอบสวน สภาพห้องอับชื้นมีแสงอาทิตย์เล็กน้อยลอดผ่านช่องระบายลม้าสุด ผนังรอบด้านก่อด้วยหินหนาหนัก เพื่อป้องกันคนภายนอกทำลายกำแพงปล้นคุก ตรงกลางห้องมีชายคนหนึ่งผมเฝ้ายุ่งเหยิง ถูกมัดตรึงไว้กับหลักไม้ขนาดใหญ่แขนสองข้างถูกตรึงไว้กับไม้ใหญ่ ที่ข้อเท้ามีโซ่ตรวนล่ามไว้ ชายผู้นั้นใบหน้าอิดโรย ริมฝีปากแตกมีเืกรังติดมุมปาก เมื่อมีเสียงฝีเท้าหลายคู่เหมือนว่าจะเดินตรงเข้ามา เสียงสะท้อนของฝีเท้าก้องไปมา เขาเงยหน้าขึ้นช้าๆ ทั้งที่ยังไม่ลืมตาพร้อมกับเอ่ยด้วยเสียงแหบแห้ง “ที่ข้าน้อยรู้ก็บอกใต้เท้าไปหมดแล้ว อย่าถามข้าอีกเลย ไม่เช่นนั้นท่านก็ฆ่าข้าเสียเถิด”
เสนาบดีเหวินเจ๋อ เสวี่ยซิง จางเหยา มาหยุดตรงหน้านักโทษ ส่วนองค์รัชทายาทนั่งเก้าอี้อยู่เยื้องไปทางด้านหลังตัวนักโทษ องค์หญิงอี้อันยืนใกล้พี่ชาย เสนาบดีเหวินเจ๋อซักถามคนโทษคนนี้ “เ้าชื่ออะไร” เสมียนกรมทำการจดบันทึกตามที่นักโทษให้การ
“ข้าน้อยชื่อ หูหลิง มาจากอำเภอโซ่วโจว”
“ใครใช้เ้าให้มาลอบฆ่าคน” เสนาบดีเหวินซักถามต่อ
“ลูกพี่ของข้าน้อยเป็ผู้รับงาน ลูกพี่บอกว่ามีพวกหัวขโมยมักเข้าขโมยของในบ้านใหญ่หลังนั้น ให้พวกข้าน้อยจับตาดู ใครที่เข้ามาใน รั้วบ้านให้สังหารได้เลย ข้าน้อยทำตามคำสั่งจริงๆ เชื่อข้าน้อยเถิดถึงท่านจะถามกี่ครั้ง ข้าน้อยก็บอกเช่นนี้เพราะมันเป็ความจริง ท่านไม่เชื่อข้าแล้วจะมาถามซ้ำอีกทำไม” เขาทำท่าเหนื่อยหน่ายท้อแท้
“แล้วลูกพี่เ้าชื่ออะไร เป็ใคร และเ้ารู้จักเขาได้อย่างไร?” เสนาบดีเหวินเจ๋อ ซักถามต่อ “ข้าน้อยไม่รู้จักเขา ทุกครั้งที่มาว่าจ้างเขาจะคลุมใบหน้ามิดชิดไม่อาจเห็นได้ ส่วนที่ข้าน้อยรู้จักได้อย่างไรนั้น ข้าน้อยจำไม่ได้แล้วจริงๆ ขอรับ”
เสนาบดีหันไปทำความเคารพองค์รัชทายาท “กระหม่อมสอบสวนนักโทษผู้นี้มาสามครั้งแล้ว ทุกครั้งที่สอบสวนเขาจะให้การตามนี้ทุกครั้งพ่ะย่ะค่ะ” พอให้ยินเสนาบดีเหมินเจ๋อกล่าวอย่างนอบน้อม นักโทษผู้นี้จึงรู้ว่ามีบุคคลอื่นอยู่ในห้องนี้ด้วย เขาผงกหัวขึ้น ทำท่าทีฮึดฮัดขัดขืน จากเดิมที่มีท่าทีเหนื่อยล้าระโหยโรยแรง กลับกระตือรือร้น “ท่านคือ ฝ่าาใช่หรือไม่? ..ฝ่าาโปรดไว้ชีวิตกระหม่อมด้วย ที่กระหม่อมกล่าวว่าล้วนเป็ความจริงทั้งหมดพ่ะย่ะค่ะ โปรดไว้ชีวิตกระหม่อมและแม่ของกระหม่อมด้วย....” เอ่ยได้เพียงเท่านี้ มันััถึงกลิ่มหอมบางอย่างที่ไม่คุ้นเคย พลันสมองเริ่มหยุดนิ่ง แต่กลับเคลิบเคลิ้มในกลิ่นของมัน
องค์หญิงอี้อันที่ยืนอยู่ด้านหลังนักโทษผู้นี้ จุดแท่งกำยานขนาดเท่าธูปแต่สั้นเพียง 1 ชุ่น(1นิ้ว) แล้วใส่ลงในกระถางขนาดเล็ก นางเป่าให้ควันค่อยๆ ลอยไปเขา ส่วนนางปิดจมูกเอาไว้ เมื่อนักโทษผู้นั้นยืนนิ่งไม่ไหวติงดวงตายังเปิดอยู่ นางถอยหลังห่างจากนักโทษผู้นั้น ดับแท่งกำยาน ยืนรอเวลาชั่วครู่ แล้วถามขึ้นว่า “เ้าชื่ออะไร บ้านเกิดอยู่ที่ใด”
นักโทษผู้นั้นดวงตายังเปิดค้างอยู่ ตอบด้วยน้ำเสียงปกติ “ข้าชื่อ ตู้สี่ เป็คนอำเภอหยางติดชายแดนเมืองเจียงหนิง” เมื่อทุกคนได้ยินคำตอบชัดเจน นางจึงพยักหน้าเป็คำบอกที่ว่า นักโทษผู้นี้กำลังพูดความจริง เสมียนกรมรีบจดบันทึกทันที
เสวี่ยซิงถามต่อ “เ้ามาเมืองหลวงเปี้ยนจิงทำไม”
มันตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เป็คำสั่งของนายท่าน”
จางเหยาซักต่อ “นายท่านของเ้าคือใคร”
“ท่านผู้นั้นให้ข้าเรียกว่า พ่อบ้านเจียง”
เสวี่ยซิงถาม ”เป็พ่อบ้านตระกูลใด”
“จวนเศรษฐีจ้าว พระญาติของจ้าวจวิ้นอ๋องแห่งเมืองเจียงหนิง”
ทุกคนต่างนิ่งอึ้งสบตากัน ทุกคนรู้ว่าจ้าวจวิ้นอ๋องไม่มีพระญาติคนใด นอกจากฝ่าาที่เป็พระเชษฐา เช่นนั้นย่อมไม่ผิดจากที่คาดแล้ว
เสวี่ยซิงถามต่อ “เ้าเคยพบจ้าวจวิ้นอ๋องแห่งเจียงหนิงหรือไม่”
“ไม่เคยพบ”
เสวี่ยซิงถามต่อ “เ้ารู้จักพ่อบ้านเจียงได้อย่างไร”
มันตอบคำถามช้าๆ ราวอยู่ในภวังค์ “ข้าเป็ชาวประมง ปีนั้นบิดาข้าเสียชีวิต ข้าจึงเข้าเมืองเจียงหนิงทำสัญญารับจ้าง 1 ปีนำเงินไปทำศพบิดา ท่านพ่อบ้านเจียงมาพบจึงทำสัญญาจ้างข้า แล้วพาข้าไปอยู่ที่แห่งหนึ่งให้เรียนวิชายุทธ์กับอาจารย์ มีคนมากมายเรียนพร้อมกับข้า”
เสวี่ยซิงถาม “มีคนเรียนร่วมพร้อมกับเ้ากี่คน”
“ราว 500 คน” ทุกคนสบตากัน เสมียนกรมอาญาอึ้ง แต่ก็เร่งบันทึกคำให้การนั้น
เสวี่ยซิงยังถามต่อ “เ้ารู้จักพวกที่ฝึกร่วมกับเ้าบ้างหรือไม่”
“ข้าไม่รู้จักทั้งหมด เพราะบางคนเป็เผ่าหนี่ว์เจินไม่ได้พูดภาษาเหมือนเรา” องค์รัชทายาทได้ยินเช่นนั้นกัดกรามจนเป็สัน
เสวี่ยซิงยังถามต่อ “ครูฝึกของเ้าเป็ใคร”
“ข้าไม่เคยเห็นหน้า พวกเราสวมชุดดำปิดใบหน้า ภาษาที่พูดมีทั้งชาวภาคกลางและชาวหนี่ว์เจิน”
เสวี่ยซิงถามต่อ “เขาบอกเ้าหรือไม่ ฝึกไปเพื่อฆ่าใคร”
“ท่านพ่อบ้านบอกว่าพวกเราต้องฝึกหนักเพื่อคอยคุ้มครอง เศรษฐีจ้าวผู้มีพระคุณ แม้แต่ท่านแม่ของข้า ท่านพ่อบ้านยังรับมาดูแล ให้ที่ดินทำกินแถบเมืองเจียงหนิงพร้อมกับญาติพี่น้องของเพื่อนร่วมฝึก” ทุกคนที่ได้ยินต่างอึ้ง รู้สึกสลดหดหู่ใจยิ่งนัก เพราะนี่คือการจับญาติพวกเขามาเป็ตัวประกันนั่นเอง
เสวี่ยซิงถามต่อ “ในเมื่อพวกเ้าปิดหน้ากันหมด หากพบกันนอกค่ายแล้วเ้าจำกันได้อย่างไร”
“เรามีธรรมเนียม เมื่อพบกันเราจะคำนับกันตามแบบชาวฮั่นยกนิ้วบอกลำดับที่เข้ามา ส่วนชาวหนี่ว์เจินโค้งกายคำนับ ยกมือบอกรุ่นที่เข้ามา
เสวี่ยซิงถาม “แล้วเ้าลำดับที่เท่าไหร่”
“ข้าลำดับที่ 21”
องค์หญิงอี้อันถาม “เ้ามีเพื่อนสนิทในจวนเศรษฐีจ้าวหรือไม่ มีกี่คน ลำดับที่เท่าไหร่เล่า”
“ข้ามีเพื่อนสนิท 1 คน เขาลำดับที่ 7”
องค์หญิงถามต่อ “เ้ารู้จักชื่อเขาหรือไม่”
“เราไม่รู้จักชื่อกัน ค่ายของเราเป็เช่นนี้”
จางเหยาถาม “เ้าเป็คนสังหารเสนาบดีเฮ่อหยุนใช่หรือไม่?”
“ไม่ใช่ข้า คนหนี่ว์เจินใช้ธนูสังหาร”
จางเหยาตอบ “เ้ารู้จักหัวหน้าขันทีเต๋อชิงหรือไม่”
“ไม่รู้จัก แต่เคยเห็น เขาเป็คนเจียงหนิง”
จางเหยาถาม “เ้ารู้หรือไม่ หัวหน้าขันทีเต๋อชิงตายได้อย่างไร”
“เขาทะเลาะกับพ่อบ้านเจียง พ่อบ้านเจียงจึงเอาก้อนเงินตำลึงยัดใส่ปากเขาให้กลืนลงคอจนขาดใจตาย”
จางหยาถาม “ทำไมต้องฆ่าเขาด้วย”
“พ่อบ้านเจียงบอกว่าเขาละโมบ”
ระหว่างที่มีคำถามให้นักโทษผู้นั้นตอบ ไม่ทันมีใครสังเกตว่า หลืบมุมในห้องสอบสวนมีเงาบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ เขายืนอยู่ตรงนั้นนานแล้ว จังหวะที่บุรุษผู้นั้นหันตัวกลับออกไปนั้น ชายเสื้อได้พลิ้วโผล่พ้นมุมห้องมาเล็กน้อย มุมที่จางเหยาและอี้อันยืน จึงทันเห็นชายเสื้อนั้น จางเหยายืนตะลึง องค์หญิงปรายตามองดูจางเหยาแต่ไม่ได้กล่าวอะไร
เมื่อหมดคำถามแล้ว องค์หญิงกล่าวกับเสนาบดีเหวินเจ๋อ “ท่านเสนาเหวิน ฤทธิ์ยากล่อมจิตยังคงอยู่อีกครึ่งชั่วยาม ท่านซักถามต่อได้อีก เมื่อหมดฤทธิ์ยาเขาจะค่อยๆ หลับไปเอง”
ะเืใจ
รถม้าขององค์หญิงอี้อัน แล่นไปช้าๆ บนถนน มี มู่ไป๋ เฟยฉี ฮุ่ยชิว เดินข้างรถม้าไป “เสด็จพี่ยังไม่สบายพระทัยอยู่หรือเพคะ” “พี่ไม่เป็ไร” พี่ชายฝืนยิ้ม คำตอบของนักโทษชุดดำผู้นั้นวนเวียนอยู่ในสมองของเขา เสด็จอาคือผู้อยู่เื้ัการลอบสังหารเขาและน้องสาวจริงหรือ!! แต่เขาเป็พระอนุชาแท้ๆ ของเสด็จพ่อนะ....
“เย็นนี้หม่อมฉันไปกินข้าวเย็นกับเสด็จพี่ด้วยนะเพคะ จะได้เข้าเฝ้าพระชายาของเสด็จพี่ด้วย” “ตามใจเ้าสิ”
นางจึงสั่งลุงตู้คนบังคับรถม้าว่า “ไปตำหนักบูรพา” “พ่ะย่ะค่ะ”
ตำหนักบูรพา
องค์หญิงอี้อันสังเกตว่า บนโต๊ะอาหารมีอาหารสามอย่าง แต่ละอย่างไม่ได้หรูหราแต่อย่างใด แปลว่าเสด็จพี่เองใช้ชีวิตในตำแหน่งองค์รัชทายาทอย่างประหยัดมัธยัสถ์ทีเดียว นางมองอาหารบนโต๊ะแล้วยิ้มกว้างให้พี่ชาย พี่ชายยิ้มแล้วหยอกเล่นว่า “ทำไม..อาหารตำหนักพี่คงไม่ถูกปากเ้าใช่หรือไม่?”
“ไม่เลยเพคะ เสด็จพี่เป็ตัวอย่างที่ดีของหม่อมฉันทีเดียว”
“พี่เห็นเ้ากินลูกเหอเถาตลอดเวลา เ้าชอบมันมากหรือ”
“ไม่ได้ชอบมากเพคะ แต่หมอหลวงผู้เฒ่าต้าหลี่บอกว่าลูกเหอเถาบำรุงสมอง ให้หม่อมฉันกินมากๆ เพื่อให้มีสติปัญญาดี เพคะ” พี่ชายหัวเราะเสียงดังราวกับมีเื่ที่ถูกใจก็ไม่ปาน น้องสาวเหลียวรอบตัวราวกับมองหาใคร “เสด็จพี่ หม่อมฉันไปคารวะพี่สะใภ้ได้หรือไม่?”
พี่ชายยิ้มน้อยๆ กล่าวว่า “ไม่ต้องหรอก พระชายาไม่ค่อยสบายพักผ่อนในห้อง อย่าไปรบกวนนางเลย” น้องสาวมีสีหน้าประหลาดใจ “พี่สะใภ้ไม่สบายหรือ? เช่นนั้นหม่อมฉันไปเยี่ยมนะเพคะ” น้องสาวทำท่าลุกขึ้น พี่ชายรั้งแขนเอาไว้
“ไม่ต้องหรอก นางพักผ่อนแล้ว เ้าอย่าไปรบกวนนางเลย มากินข้าวกันเถอะ” น้องสาวรู้สึกประหลาดใจเป็สองเท่า แต่เมื่อพี่ชายกล่าวเช่นนั้นนางจึงไม่เซ้าซี้ต่อ นั่งลงแล้วหยิบจอกที่ตั้งไว้ รินสุรา แล้วยกจอกสุราขึ้นคารวะพี่ชาย “เช่นนั้นหม่อมฉันไม่เกรงใจแล้วนะเพคะ”
พี่ชายส่ายศีรษะ “เ้านี่นะ เกรงใจผู้อื่นเป็ด้วยหรือ” แล้วสองพี่น้องหัวเราะพร้อมกัน เสียงสนทนาและเสียงหัวเราะของทั้งสองดังลอดออกมา สามองครักษ์ที่เฝ้าหน้าประตูพระตำหนักพากันยิ้มไปด้วย แต่ยิ้มได้ไม่นาน มีเสียงพี่ชายบ่นขึ้นมาว่า
“อี้อัน เ้าเป็สตรีนะ เ้าดื่มมากไป ดูไม่เหมาะนะ”
เสียงน้องสาวตอบ “เสด็จพี่ไม่ต้องวิตกไปเพคะ หม่อมฉันดื่มเช่นนี้มาั้แ่เด็กแล้ว เวลาเสด็จพี่อี้หลง เสด็จพี่อี้ฉือ เสด็จพี่อี้จิน อยู่พร้อมหน้ากัน จะนัดท้าประลองจำนวนไหกันเสมอเพคะ หม่อมฉันก็ลงแข่งด้วย เราสี่พี่น้องพนันกันอยู่บ่อยๆ”
“เ้าว่าอย่างไรนะ” พี่ชายร้องเสียงหลง องครักษ์ด้านนอกพากันมองตาลุ้นว่าองค์รัชทายาทจะตำหนิองค์หญิงของตนหรือไม่ แล้วองค์รัชทายาททรงตำหนิออกมาจริงๆ “เสด็จพี่สามคนของเ้าเหลวไหลนัก ไม่ดูแลน้องสาวให้ดีปล่อยให้เด็กอย่างเ้าดื่มสุราหนักเช่นนั้นได้อย่างไรกัน” ...เอ่อ . ผิดคาดแฮะ
“เสด็จพี่อย่าไปโทษเสด็จพี่ทั้งสามเลยเพคะ ทุกปีั้แ่่ชิวเฟิน(กลางฤดูใบไม้ร่วง) หม่อมฉันจะรู้สึกหนาวเย็นกว่าผู้ใด ต้องดื่มสุราผลไม้อุ่นๆ อยู่บ่อยๆ เพคะ”
“ร่างกายเ้ายังต้านทานอากาศเย็นไม่ได้อยู่เช่นเดิมหรือ” พี่ชายถาม สีหน้าเริ่มเป็กังวลมากขึ้น
“เสด็จพี่ไม่ต้องเป็ห่วง หม่อมฉันมีผ้าคลุมทำจากหนังลูกกวางูเา เสด็จลุงได้รับบรรณาการจากพ่อค้าชาวถู่ฟาน ช่างฝีมือทำผ้าคลุมให้หม่อมฉันเป็พิเศษ มันอ่อนนุ่มราวผ้าไหมเลยทีเดียว และมียาเม็ดหงฟาน ที่หมอหลวงผู้เฒ่าปรุงให้ไว้ ทำให้หม่อมฉันใช้ชีวิตได้ดีขึ้นในยามที่อากาศเย็นมากๆ” บนโต๊ะอาหารตำหนักบูรพา พี่ชายใช้มือลูบศีรษะน้องสาว “เช่นนั้นโรคแพ้อากาศหนาวของเ้ายังไม่หายไปสินะ”
“อาการของหม่อมฉันไม่ใช่เื่สำคัญเพคะ แต่เื่เสด็จอาสำคัญกว่าเพคะ” อี้อันกล่าว พี่ชายจึงได้โอกาสถามถามต่อ “ตอนที่เ้าถามนักโทษผู้นั้น พี่รู้สึกว่าเหมือนเ้ารู้อะไรมาบ้างแล้ว”
“หม่อมฉันเพียงคาดเดาเพคะ แต่ยังไม่กล้าเชื่อในคราแรก หม่อมฉันยังหวังว่าคงเข้าใจเสด็จอาผิดไป แต่เวลานี้แน่ชัดแล้ว แต่ผู้ที่รู้เร็วกว่าพวกเราคงเป็เสด็จพ่อ เพราะหลักฐานบนหลังคาบ้านเสนาบดีเฮ่อหยุน คิดว่าคงมีคนหนึ่งนำไปให้เสด็จพ่อนานแล้ว”
“ใครกันหรือ?”
จวนผู้บัญชาการหน่วยตรวจการ
จางเหยาเดินผลักประตูหน้าจวนแล้วปิดด้วยตัวเอง ที่หน้าห้องทำงานของ จางซื่อเจิน ผู้บัญชาการหน่วยตรวจการ มีโคมไฟจุดสว่างไสว ภายในห้องทำงานจุดเทียนไขไว้หลายเล่มจนสว่างมองเห็นภาพบิดา กำลังเขียนหนังสืออยู่ จางเหยาเคาะหน้าประตู บิดาเงยหน้าขึ้น ยิ้มให้บุตรชาย “กลับมาแล้วหรือ กินอะไรมาหรือยัง”
“ยังขอรับ ลูกตั้งใจมาพบท่านพ่อก่อน” จางเหยาตอบบิดา
“นั่งลงก่อนสิ”
จวนผู้บัญชาการหน่วยอวี่หลิน
สนามหญ้าหน้าเรือนหลักมีคบเพลิงจุดให้แสงสว่างอยู่ ส่วนเรือนใหญ่ของผู้บัญชาการแม่ทัพเสวี่ยิเวลานี้ดับโคมแล้ว แต่ภายในห้องเสวี่ยซิงยังจุดเทียนสว่างไสวอยู่ ที่หน้าห้องของ เสวี่ยซิง โคมไฟสว่างอยู่ ภายในห้องของเขามีแสงสว่างจากเทียนหลายเล่ม เขากำลังก้มหน้าฉลุลวดลายเส้นอักษรลงบนแผ่นทองคำรูปชายธงพริ้วไหว ใบหน้าของเขาบ่งบอกว่ากำลังมีความสุขใจ เพราะลวดลายที่อ่อนช้อยนี้อักษรตัวแรกใกล้สำเร็จแล้ว อีกไม่นานปิ่นเล่มนี้ก็จะเสร็จสมบูรณ์
สายลมพลิ้ว เ้านำพา ความเย็นฉ่ำ
สายลมพลิ้ว เ้านำพา กลิ่นหอมกรุ่น
สายลมพลิ้ว ขอเ้านำ ความคิดถึง
ของใจข้า ส่งไปให้ นางผ่านสายลมนั้น