เมื่อถึงวันหยุด ซูเฉียวก็กลับมาที่บ้านอย่างที่พูดไว้จริงๆ แต่ทว่า หากไม่นับท่านปู่ที่ต้อนรับเธออย่างยินดีแล้วคนอื่นกลับไม่อยากเจอเธอเลยแม้แต่น้อย
โดยเฉพาะซูเหล่ย ที่ยิ่งเห็นซูเฉียวแล้วก็ยิ่งไม่สบอารมณ์
“แม่คะ ทำไมซูเฉียวถึงได้เข้าออกห้องหนังสือของปู่ล่ะคะ ใครอนุญาตเธอกัน” เมื่อถึงเวลาอาหารเย็นซูเหล่ยอดไม่ได้ที่บ่นออกมาในที่สุด
เซี่ยชิงอวี่ใช้ตะเกียบคีบอาหารให้เธอ แล้วจึงเอ่ยปากพูดอย่างช้าๆ แต่คำพูดนั้นกลับเป็การตักเตือนเธอเื่มารยาทบนโต๊ะอาหาร“ไม่พูดคุยตอนกิน ไม่ส่งเสียงดังเวลานอน มีเื่อะไรก็ค่อยคุยหลังกินข้าวเสร็จนะ”สีหน้าของซูเหล่ยแข็งชะงัก และพยายามอย่างมากเพื่อควบคุมอารมณ์ของตัวเอง
ซูอีิเหลือบมองสองแม่ลูกตรงนั้นเล็กน้อย ความสงสัยใคร่รู้พองคับเต็มอกเื่ที่ซูเฉียวย้ายไปห้องเรียนสายวิทย์เขาเองก็เพิ่งจะทราบ ซึ่งเื่นี้ภรรยาของเขาเป็คนจัดการด้วยตัวเองยิ่งทำให้เขาละอายใจและไม่สบายใจเข้าไปใหญ่ กับซูเฉียวลูกสาวคนนี้ ซูอีิไม่เคยเก็บอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับเธอมาใส่ใจเลยสักนิดตลอดหลายปีที่ผ่านมา นอกจากจะให้เธอมีกินมีใช้แล้ว เขาก็ไม่เคยทำหน้าที่พ่อเลยแม้แต่ครั้งเดียวแต่คิดไม่ถึงเลยว่าภรรยาของตนจะยอมทำเพื่อลูกสาวนอกสมรสคนนี้อย่างเหน็ดเหนื่อย เขาจึงไม่สามารถอธิบายออกมาเป็คำพูดได้เลยว่ากำลังรู้สึกอย่างไร
เหมือนเซี่ยชิงอวี่จะสังเกตเห็นสายตาของเขา จึงหันไปมอง
ซูอีิจ้องมองภรรยาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยปากพูดออกไปว่า “ความจริง จากคะแนนของซูเฉียวแล้วแค่เรียนให้จบก็ลำบากจะแย่ คุณจะไปเสียเวลากับเธอทำไม”
ซูเฉียวเป็ลูกสาวนอกสมรส มีประโยชน์มากที่สุดในภายภาคหน้าก็คือเื่การแต่งงานจะมีการศึกษาสูงหรือไม่ก็ไม่สำคัญ ถึงอย่างไรเธอก็มีหน้าตาสะสวย อย่างไรเสียก็ต้องมีลูกท่านหลานเธอมากมายที่เต็มใจแต่งงานกับเธอ
เซี่ยชิงอวี่เม้มปาก แล้วพูดอย่างเรียบเฉย “เป็ความตั้งใจของท่านพ่อค่ะ”
เมื่อเอ่ยถึงท่านพ่อ ซูอีิก็หน้านิ่วคิ้วขมวดโดยไม่รู้ตัวไม่รู้ว่าซูเฉียวไปพูดหว่านล้อมอะไรท่านพ่อ อยู่ๆ ท่านพ่อถึงสนใจหลานสาวคนนี้ขึ้นมาได้
ซูเหล่ยไม่พอใจที่ความสนใจของพวกเขาไปรวมอยู่ที่ซูเฉียวกันหมด จึงหยิบตะเกียบกลางขึ้นมาแล้วคีบอาหารให้ซูอีิและเซี่ยชิงอวี่ “พ่อคะ แม่คะ ทานเยอะๆ นะคะ เอาแต่หักโหมทำงานหนักที่บริษัทต้องรักษาสุขภาพด้วยนะคะ”
การกระทำของเธอดึงความสนใจของสองสามีภรรยากลับมาได้จริงๆ
“เหลยเหล่ยนี่ช่างคิดช่างทำเสียจริง ั้แ่เล็กจนโต ไม่เคยทำอะไรให้พ่อแม่ต้องทุกข์ใจเลย”ซูอีิมองลูกสาวคนนี้ด้วยความรักและเอ็นดู บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มบางๆ
ซูเหล่ยมียิ้มพิมพ์ใจ อารมณ์ก็ช่างคมคาย “ก็เพราะพ่อแม่เลี้ยงมาดีไม่ใช่เหรอคะ”
ทั้งสามคนพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
เมื่อซูเฉียวกำลังเดินลงมาจากชั้นบน ก็เห็นฉากที่แสนรักใคร่กลมเกลียวนี้เข้าพอดี
ซูเหล่ยตาดีเหลือบไปเห็นร่างของเธอ จึงแสร้งทำเป็โบกมือให้ซูเฉียวอย่างเป็มิตร“ซูเฉียว ยังไม่ได้กินข้าวใช่ไหม มากินด้วยกันสิ”
ทว่าซูเฉียวทำเพียงเบือนสายตาไปจากพวกเขาอย่างนิ่งๆแล้วเดินออกไปข้างนอกโดยไม่ปริปากพูดสักคำ
ซูเหล่ยรู้ดีว่าซูเฉียวจะไม่สนใจเธอแน่ๆ เป็แบบนี้ก็ดี ทุกคนจะได้เห็นความไร้มารยาทและนิสัยดื้อรั้นสุดจะทนของเด็กคนนี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นทั้งยังช่วยให้การประพฤติตนอันดีงามและสุภาพเอื้อเฟื้อของซูเหล่ยนั้นโดดเด่นขึ้นมาอีก
เป็อย่างที่คาดไว้ไม่ผิด เมื่อซูอีิเห็นพฤติกรรมของซูเฉียว เขาก็ตบโต๊ะอย่างเหลืออด“ซูเฉียว แกหยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
ซูเฉียวหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับมาอย่างช้าๆ “คุณซู มีธุระอะไรเหรอคะ”
คุณซูเหรอ เมื่อได้ยินการเรียกชื่อที่ไม่คุ้นหู ซูอีิก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันทีเมื่อก่อนเธอเรียกเขาว่าพ่อมาตลอดไม่ใช่เหรอ ทำไมอยู่ๆ ถึงเปลี่ยนคำเรียกเสียแล้วล่ะแล้วยังเรียกอย่างเ็าเสียด้วย! แต่แล้วเขาก็ฟื้นท่าทีเยือกเย็นอันน่าเกรงขามให้กลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว“พี่สาวแกคุยกับแก ไม่ได้ยินเหรอ พวกกฎระเบียบมารยาทที่เรียนมาตลอด คืนครูไปหมดแล้วเหรอไง”
ซูเฉียวใช้ตาคู่ใสนั้นมองไปที่เขา แล้วพูดพลางแสร้งยิ้มว่า “ฉันเป็แค่ลูกสาวนอกสมรสของตระกูลซูคงไม่บังอาจไปคบหากับคุณหนูใหญ่ลูกสาวแท้ๆ ของตระกูลซูหรอกค่ะ”
ซูอีิรู้สึกคอตีบตันจนพูดไม่ออก อยู่ๆ ซูเฉียวก็รู้จักคิดขึ้นมาแต่ทำไมถึงทำให้คนฟังรู้สึกกลัวกันนะ
ในทางกลับกัน สายตาที่มองซูเฉียวของเซี่ยชิงอวี่นั้นเต็มไปด้วยความพิศวง เกิดอะไรขึ้นกันแน่ในระหว่างที่ลูกสาวนอกสายเืคนนี้ถูกขังอยู่ในสถานพินิจทำไมถึงทำให้คนคนหนึ่งเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้!
ภาพลักษณ์ของคนคนหนึ่งย่อมเปลี่ยนแปลงกันได้ แต่ลักษณะนิสัยที่สั่งสมมาเป็เวลานานนั้นไม่สามารถเปลี่ยนกันง่ายๆอย่างคำว่า สันดอนขุดได้ สันดานขุดไม่ได้ ระยะเวลาสิบเจ็ดปีที่ซูเฉียวเติบโตขึ้นมานั้นเธออยู่ในสายตาของเซี่ยชิงอวี่มาโดยตลอด เด็กคนนี้ไม่สามารถแกล้งโง่ได้ตลอดโดยที่คนอย่างเธอไม่สังเกตเห็นหรอก
การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดมันเริ่มั้แ่ตอนที่ซูเฉียวเข้าสถานพินิจ บางที อาจมีเื่เกิดขึ้นในนั้นโดยที่เธอไม่รู้ก็ได้เมื่อคิดได้ดังนั้น สมองของเธอจึงได้ตัดสินใจอะไรบางอย่าง
เมื่อซูเฉียวออกมาจากคฤหาสน์ ก็รู้สึกปลอดโปร่งสบายใจในทันที
หากใครคิดจะวางอำนาจบาตรใหญ่เหนือหัวเธอ ก็ควรจะตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองเสียก่อน
ตอนเย็นเธอมีนัดกินข้าวกับหันโยวโยว ซูเฉียวจึงออกมาที่หน้าหมู่บ้านเพื่อเรียกรถแท็กซี่เข้าไปในเมือง
เพราะประพฤติตัวดี หันโยวโยวจึงได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนดเช่นกัน
“ซูเฉียว จำไม่ได้เลยจริงๆ เธอใส่ชุดนักเรียนแบบนี้ก็ดูเข้าท่าเหมือนกันนะเนี่ย!” เมื่อได้พบหน้า หันโยวโยวก็อดหยอกล้อไม่ได้
สิ่งที่แตกต่างไปจากชุดเสื้อเชิ้ตกับกระโปรงที่เป็ที่นิยมในขณะนั้นก็คือ ชุดนักเรียนของโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งนี้เป็ชุดกีฬาสลับสีขาวดำที่ดูโบราณมากกว่าแต่ถึงแม้ว่าดีไซน์จะธรรมดา แต่เมื่อมาอยู่บนร่างกายที่งดงามกว่าดอกไม้ของซูเฉียวแล้วก็ทำให้ตัวเธอมีออร่าของนางแบบชื่อดังเปล่งประกายออกมา
“เธอมาหาฉันเพื่อมาพูดเื่แค่นี้เหรอ” ซูเฉียวเอนตัวอยู่บนพนักเก้าอี้ ดูคล้ายกับกำลังจะงีบหลับ
“ไม่ใช่อยู่แล้ว! ฉันมาหาเธอก็ต้องมีเื่สำคัญสิ เอ่อแล้วฉันก็สนิทกับเธอด้วย” หันโยวโยวพูดอย่างมีเลศนัย
ซูเฉียวตอบรับคำพูดนั้นด้วยความสงสัยพลางเลิกคิ้ว
หันโยวโยวไม่เล่นตัว พูดเป็ตุเป็ตะยาวพรืดราวกับรัวปืนกล“คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าคนที่ชนะพนันเงินหนึ่งล้านจากคาสิโนใต้ดินจะเป็เธอ...แต่ว่า คราวหลังถ้าเธอออกไปไหนเธอระวังตัวไว้จะดีกว่านะเฮียเปียวนั่นเป็คนโเี้ ว่ากันว่ามีคดีฆาตกรรมติดตัวด้วยนะ...ถ้าตกอยู่ในเงื้อมมือของพวกเขาแล้วล่ะก็ชีวิตคงได้จบสิ้นแน่”
หันโยวโยวพูดด้วยความกังวล
ซูเฉียวไม่ได้ออกความเห็นอะไร แต่กลับพูดไปอีกเื่หนึ่ง “นี่ เธอรู้เื่นั้นได้ยังไง”
หันโยวโยวหัวเราะแห้งๆ อย่างอึดอัด แล้วพูดพลางยิ้มว่า “คือ...พี่ชายฉันเคยอยู่แก๊งไห่เทียนมาก่อน...”
ซูเฉียว “...”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/e45e3e408ff3bd98c5a99b49817436cb