ภายในห้องผู้โดยสารที่ได้รับการตกแต่งไว้อย่างหรูหราพรั่งพร้อมด้วยเครื่องอํานวยความสะดวกต่างๆ ของเครื่องบินเจทลำนั้น คิท มาสเตอร์สนั่งคุกเข่าเกาะพนักที่นั่งกํามะหยี่โซฟามองออกไปนอกหน้าต่าง
มือของใครคนหนึ่งเอื้อมมาลูบแผ่นหลังได้เรื่อยลงไปจนถึงเนินสะโพกรอยยิ้มฉาบขึ้นบนเรียวปาก ััอันคุ้นเคยบอกให้คิทรู้ว่ามันเป็มือใครเธอเหลือบตามองไปข้างหลัง ยกมือขึ้นจับปอยผมเหน็บเข้ากับหลังใบหู ขณะที่จอห์นเทรวิส ลดร่างที่มีส่วนสูงหกฟุตสองนิ้วลงบนเบาะโซฟาหนานุ่ม ตะแคงร่างมาทางเธอ
เขาเหยียดยิ้มอันเป็เครื่องหมายการค้าของตนเองออกมามันเป็ยิ้มที่บ่งบอกถึงความมีเล่ห์เหลี่ยมและเลศนัยรอยยิ้มที่เปลี่ยนใบหน้าของเขาจากผู้ชายทรงเสน่ห์ธรรมดามาเป็เสน่ห์อันร้ายกาจสําหรับผู้หญิง
“ได้ยินนักบินบอกว่าขณะนี้เรากําลังบินอยู่เหนือบ้านคุณแล้ว พอจะมีอะไรที่คุ้นตาบ้างหรือยังล่ะ”
เขามองออกไปนอกหน้าต่างแวบหนึ่งศีรษะเกือบจะแนบอยู่กับพวงผมสีน้ำผึ้ง
“ก็เกือบทุกอย่างนั่นแหละ”
คิทเหลือบตามองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขาอย่างไม่รู้ตัวมันเป็ใบหน้าที่บ่งบอกถึงความเข้มแข็ง
องค์ประกอบที่ได้สัดส่วนและคางผ่าซีกเป็ใบหน้าที่ส่งเสริมเสน่ห์ให้กับเขาอย่างมากมายและชวนใจให้เพศตรงข้ามใคร่จะได้ััมันเป็ส่วนผสมขององค์ประกอบที่เขาได้นํามาใช้ให้เป็ประโยชน์แก่ตนเองมากที่สุดนับแต่วันที่จอห์น เทรวิส ได้ก้าวเข้าสู่โลกแห่งฮอลลีวู้ดเมื่อสิบห้าปีก่อนและได้กลายเป็ดาราภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงนับแต่นั้นเป็ต้นมา
ขณะมองหน้าเขาอยู่นั้นคิทบังเกิดความรู้สึกราวกับว่าได้รู้จักเขาดีมาตลอดทั้งชีวิตทั้งที่โดยความเป็จริงแล้วเธอเพิ่งได้ทําความรู้จักกับเขาเป็ครั้งแรกเมื่อหกสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เองตอนที่เธอได้รับการเรียกตัวไป“ออดิชั่น” เพื่อหาผู้แสดงนําฝ่ายหญิงในภาพยนตร์เื่ “ไว้ท์ ไล”ซึ่งเป็ภาพยนตร์ที่กําลังจะถ่ายทํากันเร็วๆ นี้และเป็บทบาทที่เธอได้รับการคัดเลือกโดยมีกําหนดถ่ายทําในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
คิทหันกลับไปทางหน้าต่างอีกครั้ง อดยิ้มไม่ได้เมื่อนึกถึงชีวิตที่ส่งชื่อเสียงเธอให้พุ่งขึ้นเมื่อหกสัปดาห์ก่อนมันพุ่งขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนน่าแปลกใจ และเธอก็รักทุกนาทีที่ผ่านไปแต่ขณะเดียวกันเธอก็ยังรอเวลาที่ตนเองจะได้กลั้นหายใจด้วยความตื่นเต้นอยู่อย่างไม่หยุดยั้ง
“ถ้ารู้สึกว่าทุกอย่างข้างหน้านั่นมันคุ้นตาก็บอกให้ผมฟังมั่งสิว่าขณะนี้เรากําลังอยู่ตรงไหนและอะไรเป็อะไร”
จอร์น เทรวิส มองหน้าเธออยู่มันมีแววบางอย่างปรากฏอยู่ในดวงตาสีฟ้าคู่นั้น
“ตอนนี้เรากําลังบินอยู่เหนือสโตนครีก”
คิทตอบเรียบๆพยายามสะกดความรู้สึกแปลบเสียวที่ผ่านเข้ามาในใจ ประสาทในเรือนกายตึงเครียดขึ้นอย่างไม่รู้ตัวเมื่อได้เห็นภาพข้างล่างนั้น
“สโตน ครีก งั้นหรือ”
จอห์นถามย้ำเมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง
“ผมไม่เห็นว่าข้างล่างนั่นจะมีเกาะแก่งตรงไหนเลย”
เสียงหัวเราะเบาๆของเธอเรียกสายตาของชิพ ฟรีแมน ซึ่งเป็ทั้งผู้กำกับและผู้เขียนบทภาพยนตร์เื่ไว้ท์ไลแต่ในทันทีที่ดวงตาซึ่งต้องสวมแว่นสายตาสั้นไว้หนาเปอะมองเห็นภาพอันน่าเกรงขามของเทือกเขาสีทองที่เลยไกลออกไปจากหน้าต่างเครื่องบินเขาก็รีบสะบัดหน้าหนี ลูกกระเดือกแล่นพล่านอย่างเห็นได้ชัดมือที่จับแขนเก้าอี้แน่นกระชับจนข้อนิ้วเป็สีขาว
มัวรี่ โรสบุรุษรูปร่างอ้วนเตี้ยผู้เป็เอเย่นต์ของคิทไม่ได้แสดงท่าว่าจะได้ยินสิ่งที่เธอกําลังพูดอยู่ เพราะเขากําลังเกลี้ยกล่อมอีวอนเดวิส ซึ่งเป็เ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ให้พยายามหาทางให้คิทได้ไปร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อการกุศลที่ เจ.ดี.ลาสซิเตอร์มหาเศรษฐีผู้เป็เ้าของบริษัทภาพยนตร์โอลิมปิก พิคเจอร์ส จัดขึ้นในตอนค่ำวันนั้น
ผู้โดยสารอีกคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ในห้องโดยสารของเครื่องบินเจทลำนั้นคือพอล่า แกรนท์นางเอกละครโทรทัศน์ ผู้มีเรือนผมสีแดงเข้ม ผิวผ่องราวตุ๊กตากระเบื้องและมีดวงตาสีเขียวขาบ ความงามกับเรือนร่างเพรียวระหงได้สัดส่วนทําให้เธอเหมาะกับบทบาทนางอิจฉาที่แสดงอยู่ได้อย่างดี เธอนั่งฟังคิทกับจอห์นเทรวิส คุยกันอย่างไม่สนใจเท่าไรนัก ขณะทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างให้ความสนใจกับทัศนียภาพของเทือกเขาสีทองภายนอกมากกว่า
“สโตน ครีก เป็ชื่อไร่ปศุสัตว์ที่อยู่ติดกับไร่ของเรา”
คิทพูดเป็เชิงอธิบาย
‘ของเรา’...เธอรู้สึกสะท้อนใจกับการเลือกใช้คํานั้นเพราะโดยความเป็จริงเธอไม่อาจเรียกไร่ปศุสัตว์
“ซิลเวอร์วู้ด”
ว่า
“ของเรา” ได้อีกต่อไป
ภายหลังจากที่พ่อได้เสียชีวิตลงเมื่อแปดเดือนก่อนและความเป็เ้าของที่ดินสี่ร้อยเอเคอร์นั่น ก็ได้ตกทอดมาถึงเธอแต่ผู้เดียว
ภาพของพ่อ...บุรุษผู้มีผิวคล้ำกร้านเกรียมและใบหน้าที่ยังหล่ออยู่มากผู้มีชื่อว่าคลิ้นท์ มาสเตอร์ส ได้ปรากฏขึ้นในใจอีกครั้งคิทตระหนักมานานนักหนาแล้วว่าเธอรับมรดกในสายเืที่รักอิสระ ความบันดาลใจที่จะหาสิ่งแปลกใหม่ให้กับชีวิตอย่างไม่มีวันหยุดยั้งมาจากเขา
เธอไม่ได้กลับมาเยี่ยมไร่อีกเลยนับแต่วันที่ทําพิธีฝังศพพ่อ ซึ่งทั้งนี้มิได้เป็เพราะไม่อยากมาเพียงแต่สถานการณ์ไม่อนุญาตให้เท่านั้น แม้จะใช้ความพยายามแล้วแต่เธอก็ยังไม่อาจมองเห็นภาพบ้านไร่ที่ปราศจากพ่อปราศจากเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขนั่นได้
“ดูฝูงวัวที่วิ่งอยู่กลางทุ่งหญ้านั่นสิ”
พอล่า แกรนท์ ร้องออกมาอย่างตื่นเต้น
“แล้วก็ยังพวกโคบาลที่กําลังไล่ต้อนนั่นอีกด้วยนี่คิท...เธออย่าบอกฉันนะว่าที่นี่เวลานี้ยังมีการใช้ชีวิตตะวันตกแบบสมัยเก่าอยู่”
คิทมองไปทางฝูงปศุสัตว์ที่กําลังวิ่งพล่านแล้วทําเสียงครางอยู่ในลําคออย่างไม่พอใจ
“ตายจริงนี่เราทําให้พวกปศุสัตว์อื่นเสียแล้วละ ถ้าโอลด์ ทอมรู้ว่าเป็เครื่องลําที่พาฉันมาละก็เป็เด็ดหัวแน่”
“ซึ่งก็หมายความว่า โอลด์ ทอมคนนั้นเป็เ้าของปศุสัตว์ฝูงนี้สินะ”
เมื่ออยู่ในระยะชิดใกล้เช่นนี้ จอห์นเทรวิส สามารถมองเห็นแผงขนตาที่อ่อนช้อยราวปีกผีเสื้อจุดกระบางๆ บนดั้งจมูกและปากโค้งมนได้รูปอย่างชัดเจน
“ก็ใช่น่ะสิ”
เธอตอบรอยยิ้มอ่อนหวานฉาบขึ้นบนเรียวปาก และเพราะรอยยิ้มนี้เองที่ทําให้บังเกิดความประทับใจในตัวเธอนับแต่วันที่พบหน้ากันครั้งแรก
ถ้าจะมองกันอย่างผิวเผิน คิทมาสเตอร์ส ก็ไม่ได้แตกต่างกว่าสาวสวยผมบลอนด์นับจํานวนพันผู้บริสุทธิ์ยั่วยวนใจซึ่งเดินทางมาจากแคลิฟอร์เนีย และประสบความสําเร็จในฮอลลีวู้ด
แต่กระนั้นดวงตาคู่สีฟ้าเข้มราวพื้นน้ำในทะเลสาบ ก็ยังเน้นความงามบนใบหน้าของเธอให้เด่นขึ้นความลุ่มลึกในแววตาคู่นั้นราวจะแอบแฝงความลึกลับที่เหลือจะหยั่งไว้บ่อยครั้งที่จอห์น เทรวิส อดสงสัยไม่ได้ว่าเขาจะมีวันหยั่งรู้ให้ลึกซึ้งถึงจิตใจเธอได้หรือไม่ แม้ในยามที่กลิ่นกายจะหวนหอมอบอวลอยู่ใกล้จมูกก็ตามทีเขารู้ว่าตัวเองเป็ที่สนใจของผู้หญิงไม่จําเป็ต้องไขว่คว้าก็จะมีผู้หญิงวิ่งเข้ามาหาเองแต่ความรู้สึกที่เขามีต่อคิทนั้น มันแตกต่างกว่าผู้หญิงคนอื่นมาก
“ตอนนี้พวกเขากําลังต้อนปศุสัตว์ลงมาจากทุ่งหญ้าฤดูร้อน”
คิทพูดเป็เชิงอธิบาย
“ตอนที่ฉันยังเด็กพ่อจะต้องพาฉันไปที่สโตนครีก ทุกฤดูใบไม้ผลิ ที่นั่นเราจะประทับตรา ฉีดยา คัดเลือกวัวทําหมันให้กับวัวที่เราไม่้าให้มันมีลูกหลังจากนั้นเราก็จะต้อนพวกมันขึ้นไปที่ทุ่งหญ้าในฤดูร้อน”
“พอถึงฤดูใบไม้ร่วงเราก็จะต้อนพวกมันกลับลงมา”
เธอรื้อฟื้นความทรงจําของตนเองต่อไปอีกและคิดไปถึงแบนน่อน ผู้ชายคนเดียวที่อยู่ในความทรงจําแต่ครั้งอดีต
ทุกครั้งที่คิดไปถึงเขาความรานร้าวก็ผ่านแวบเข้ามาในใจ สร้างความตึงเครียดให้เกิดขึ้นอย่างช่วยไม่ได้เธอปัดมันออกเสียจากใจในทันที ตลอดเวลาสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งเธอเฝ้าฝึกฝนตนเองให้เคยชินกับความรู้สึกเช่นนี้บัดนี้จิตใจก็ปลอดโปร่งขึ้นมากแล้ว
“ถึงยังไงฉันก็มองเห็นภาพเธอต้อนวัวอยู่กลางทุ่งไม่ออกอยู่ที่นั่นแหละคิท”
พอล่า แกรนท์ พูดยิ้มๆส่ายหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ
ซึ่งจอห์น เทรวิสเองก็ดูจะเห็นด้วยกับการตั้งข้อสังเกตของพอล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยามที่เขามองคิทและได้เห็นท่าทางที่บ่งบอกถึงความมั่นใจของเธอในยามนี้
คิทหัวเราะเริงรื่นกับคําพูดของเพื่อนลากเสียงช้าๆ เมื่อตอบกลับไปว่า
“โอ...พอล่าจ๋า...ฉันก็เสียใจด้วยนะที่เธอนึกภาพนั้นไม่ออกแต่ถึงยังไงฉันก็เคยต้อนวัวมาแล้วอย่างแน่นอน จะเล่าให้ฟังนะ...”
น้ำเสียงเธอจริงจังขึ้น
“พ่อน่ะสอนให้ฉันขี่ม้าเป็ั้แ่ยังพูดไม่ได้เสียด้วยซ้ำแม่น่ะใแทบจะเป็ลมตายเสียด้วยซ้ำ พออายุได้สองขวบ ฉันก็มีม้าของตัวเองตัวหนึ่งพอสามขวบพ่อก็ให้บ่วงบาศ เธอรู้ไหมว่าฉันเอาบ่วงบาศนั่นทําอะไร วิ่งไล่หมาไล่ไก่อยู่ทั้งวันจะได้เอาบ่วงบาศคล้องมันพออายุหกขวบฉันก็ขี่ม้าที่มันเป็ม้าจริงๆ แล้ว”
รอยยิ้มบนใบหน้ากว้างขึ้นเมื่อรื้อฟื้นความหลังให้เพื่อนสาวฟัง
“มันก็จริงอยู่หรอกที่ว่าแม่พยายามสั่งสมความรู้ต่างๆ ให้ฉันอย่างมาก พาไปเข้าโรงเรียนบัลเล่ต์ บังคับให้ฉันเรียนเปียโนไม่ว่าจะมีคอนเสิร์ตที่ไหนแม่เป็ต้องลากตัวฉันไปดู คือแม่มีความคิดอยู่ว่าถ้าฉันอยากจะเป็โคบาลกับเขาจริงๆ แล้วละก็ควรจะต้องเป็โคบาลชนิดมีภูมิกับเขาสักหน่อย”
“ซึ่งคุณก็มีภูมิมากจริงๆ” จอห์นเทรวิส สนองตอบอย่างเห็นด้วย จับตามองต่างหูห่วงทองที่ห้อยอยู่ตรงติ่งหูเคลียเคล้าอยู่กับปอยผมสีบลอนด์ทองที่รุ่ยร่ายอยู่ข้างใบหน้ามองดูกําไลทองหนาหนักที่เธอสวมไว้กับข้อมือกวาดสายตาไปทั่วเรือนร่างที่อบอุ่นอยู่ในเสื้อชุดขนสัตว์สีองุ่นมีเสื้อแจ๊คเก็ตสีแดงปะการังสวมทับไว้อีกชั้น